วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557
ระบบรวยอัตโนมัติ Road to Billion
cr: http://roadtobillion.com/2014/04/23/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4/
อยากมีเงิน 10 ล้านโดยไม่ต้องทำอะไรเลยมั้ยครับ? ผมไม่ได้ชวนให้ไปทำธุรกิจอะไรที่ผิดกฏหมายนะครับ แค่คุณมีบัญชีธนาคารและเครื่องมือในการบริหารเงินที่ประสิทธิภาพ แค่นี้คุณก็หาเงินเป็นสิบล้านได้แล้ว
เพื่อนของผมคนหนึ่งเคยมาปรึกษาปัญหาเรื่องเงินกับผม เขามีเงินเดือนเยอะพอสมควร (เกือบ 40,000 บาท) แต่ไม่มีเงินเก็บ แถมยังมีหนี้บัตรเครดิตและเงินกู้ส่วนบุคคลรวมกันเกือบล้านบาท ผมเลยช่วยเค้าโดยการบอกเคล็ดลับสุดแสนจะง่ายแต่น้อยคนนักที่จะทำ นั่นคือเคล็ดลับที่ผมจะมาบอกคุณวันนี้ครับ
“ระบบเก็บเงินอัตโนมัติ”
ระบบนี้สร้างขึ้นมาโดยยึดหลักการง่ายๆว่า “จ่ายตัวคุณเองก่อน” (Pay yourself first) วิธีการนี้จะช่วยให้เราสามารถมีเงินเก็บและควบคุมรายจ่ายได้ดีขึ้น โดยไม่ต้องกังวลกับการใช้เงินของเรามากนัก โดยหลักการที่สำคัญคือเราต้องแยกเงินออกมาเป็นหลายๆบัญชีเพื่อให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของการใช้เงิน
ทำไมต้องมีหลายๆบัญชี? ถ้ามีแล้ว เราจะบริหารเงินยังไง?
ส่วนตัวแล้วผมมีบัญชีอยู่ทั้งหมด 10 บัญชีโดยแต่ละบัญชีก็มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป เช่น เพื่อการเดินทาง เพื่อใช้จ่ายทั่วไป เพื่อบริจาค เพื่อทำธุรกิจ และที่สำคัญที่สุด “บัญชีเพื่ออิสรภาพทางการเงิน” ไม่ว่าคุณจะมีแล้วกี่บัญชี ผมแนะนำให้เปิดบัญชีเพื่ออิสรภาพทางการเงิน โดยห้ามสมัครบัตร ATM เพราะเราจะเก็บๆๆๆ โดยไม่ถอน (ผมจะมีบัญชีที่มี ATM ไว้สำหรับใช้จ่ายต่างหาก) และที่สำคัญกว่านั้นเราจะเชื่อมทั้งหมดด้วยระบบ online banking
ทำไมต้องทำในระบบออนไลน์?
- ข้อแรกคือเราสามารถเช็คยอดในบัญชีได้ตลอดเวลา 7 วัน 24 ชม. อันนี้สำคัญมาก เราไม่ต้องไปคอยให้ธนาคารเปิดเพื่อเช็คยอดเงิน ทำให้เราสามารถทำบัญชีรายรับรายจ่ายในแต่ละเดือนได้ง่ายขึ้น
- ข้อสองคือเราสามารถโอนเงินระหว่างบัญชีได้สะดวก รวดเร็ว
- ข้อสามคือสามารถตั้งระบบโอนเงินอัตโนมัติได้ อันนี้สำคัญสุดๆ ถ้าเรา “เก็บก่อนใช้” ในขณะที่คนอื่นๆ “ใช้ก่อนเก็บ” เราก็จะเก็บเงินได้มากกว่า รวยเร็วกว่า การตั้งโอนเงินอัตโนมัติเดี๋ยวนี้ทำได้ง่ายกว่าเดิมมาก ส่วนตัวผมก็จะทำผ่านทางเวปไซต์ Krungsri.com หรือไม่ก็ผ่านทาง Krungsri Mobile App สะดวกดีครับ ทั้งโอนเงิน จ่ายบิล เช็คยอดบัตรเครดิต สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้แทบทุกอย่างโดยไม่ต้องออกจากบ้านเลย ใครยังไม่เคยใช้ แนะนำให้ลองโหลดมาใช้ดูครับ ประหยัดทั้งเวลาและค่าเดินทาง
- ข้อสี่คือความปลอดภัย การจะเลือกระบบธนาคารออนไลน์ต้องดูข้อนี้มากๆ เพื่อนผมบางคนไม่กล้าใช้เพราะคิดว่าอันตราย ผมว่าตรงกันข้าม ทุกครั้งที่ผมจะโอนเงินหรือเพิ่มบัญชีก็ต้องใช้รหัสผ่านที่ส่งมาทาง sms เข้ามือถือผมเพื่อทำธุรกรรม แถมถ้ามีใครมาแอบถอนเงินของผม ธนาคารก็จะมีการส่ง sms มาเตือนเราอีกด้วย ผมว่าปลอดภัยกว่าเดิมอีกนะครับ
เราสามารถตั้งโอนเงินอัตโนมัติผ่านทาง App ได้เลย ปรกติผมจะตั้งทุกวันที่ 25 เพราะเป็นวันที่เงินเดือนออก
ต้องเก็บเงินมากแค่ไหน?
อย่างน้อยที่สุดต้อง 10% ของเงินเดือน และเมื่อเรามีเงินเดือนมากขึ้น แต่รายจ่ายไม่ได้ขึ้นตามเราก็สามารถเพิ่มสัดส่วนให้มากขึ้นได้ เศรษฐีร้อยล้านที่ผมรู้จักหลายท่าน ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆก็เก็บเงินถึง 30% – 50% ของเงินเดือนเลยทีเดียว หลายคนอาจจะบอกว่าคงเป็นไปไม่ได้หรอกเพราะตอนนี้ภาระก็เยอะแยะมากมาย เงินไม่พอจะใช้อยู่แล้ว ผมเข้าใจครับว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินต้องใช้เวลา แต่แค่ 10% ถึง 20% คงจะไม่เหนือเกินความสามารถของว่าที่เศรษฐีพันล้านทุกท่านแน่นอน
เงินที่เก็บได้ควรจะเอาไปทำอะไร?
ถ้าสมมติว่าคุณยังมีหนี้สินที่ต้องจ่ายก็ควรจะต้องจ่ายให้หมด เริ่มจากก้อนที่เล็กที่สุดก่อน (ก้อนเล็กจ่ายหมดไว ทำให้เรามีกำลังใจในการใช้หนี้) พอเคลียร์หนี้สินได้แล้วก็สามารถนำเอาไปลงทุน ทางเลือกก็มีตั้งแต่เงินฝากดอกเบี้ยสูง กองทุนรวม หรือเป็นการลงทุนในหุ้นรายตัว ซึ่งระบบธนาคารออนไลน์ก็สามารถเชื่อมต่อกับตรงจุดนี้ได้เลย ไม่ต้องไปที่ธนาคาร
เราจะเก็บเงินได้มากแค่ไหน?
ถ้าเรามีเงินเดือนเริ่มต้นที่ 15,000 บาท เก็บ 20% โดยได้ปรับเงินเดือนขึ้นปีละ 3% (เท่าอัตราเงินเฟ้อ คิดแบบน้อยที่สุดแล้ว) แล้วนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมที่ได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 12% (ซึ่งเป็นผลตอบแทนรวมเงินปันผลเฉลี่ยย้อนหลัง 30 ปี อ้างอิงจากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์) ภายในระยะเวลา 30 ปีเราจะมีเงินเก็บทั้งหมด 11,013,046 บาท ไม่ใช่จำนวนน้อยๆเลยสำหรับคนเงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท
แล้วคุณจะรออะไรอยู่?
หลังจากที่เพื่อนของผมเริ่มทำตามระบบเก็บเงินอัตโนมัติ วันนี้เค้าลดหนี้ไปได้เยอะมากแล้ว และคิดว่าน่าจะเป็น “คนไร้หนี้” ได้ภายใน 2 – 3 ปีข้างหน้า และที่สำคัญกว่านั้น ถ้าเค้ายังเก็บออมในสัดส่วนที่ทำมาได้ เค้าก็น่าจะมีเงินเก็บอย่างน้อย 10 ล้านบาทได้ก่อนเกษียณอายุ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งย่ิงใหญ่ที่สุดสำหรับคนที่เคยมีหนี้เป็นล้านครับ
ข้อแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จกับคนที่ล้มเหลวคือ “การลงมือทำ” คนทุกคนรู้ว่าการเก็บเงินเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ไม่ทำ รอให้พร้อม รอให้ถึงเวลา เวลาอีกสิบปี ยี่สิบปี ผ่านไป เราก็มาบอกว่า “รู้งี้” เราเริ่มเก็บเงินตั้งแต่วันนั้นดีกว่า การสร้างระบบเก็บเงินอัตโนมัติที่ดี มีแค่บัญชีเงินฝากกับบัตรประชาชน หาเงินแบบไหนจะง่ายกว่านี้อีก ไม่ต้องทำอะไรเลยก็มีเงินสิบล้านได้แล้ว อย่างนี้เค้าเรียกว่ารวยง่ายๆ แบบสบายสุดๆ
ด้วยรักและพันล้าน
Road to Billion
Road to Billion
วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2557
ผ่อนบ้านอย่างไรให้หมดเร็ว???
ผ่อนบ้านอย่างไรให้หมดเร็ว???
ผมไปอ่านเจอบทความหนึ่ง เป็นวิธีผ่อนบ้านให้หมดเร็วขึ้น ค่อนข้างเป็นประโยชน์ เอาไว้เป็นแนวทางได้เลย มาดูกันครับ
ซื้อบ้านราคา 3 ล้าน ผ่อนเดือนละ 18,000 บาท มีวิธการให้ผ่อนหมดเร็วๆ ได้อย่างไรบ้าง ?
แหม …. ถามกันแบบนี้ ถ้าทะลึ่งตอบตรงๆว่า “ก็รีบปิดรีบโปะ จะได้หมดเร็วหมดไว” คงจะโกรธกันน่าดู
แต่จะว่าไปนั่นก็เป็นวิธีการเดียวครับที่จะทำให้หนี้บ้านหมดได้เร็วได้ไวสมดังใจ ก็คิดเอาง่ายๆ คุณยืมเงินเพื่อนสักคนมา 3 ล้าน ถามว่าวิธีการทำให้หนี้ที่ค้างเพื่อนไว้หมดไวที่สุดต้องทำยังไง
ไม่มีคำตอบอ่ืนครับ นอกจากรีบเอาเงินไปคืนเขาให้หมดโดยเร็วที่สุด
แต่ก็ใช่ว่าจะรีบโปะรีบเทโดยไม่มีแผนเลย เพราะการเร่งเอาเงินก้อนไปชำระหนี้บ้าน อาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงิน (ไม่พอใช้) รวมถึงแผนการเงินอื่นๆในชีวิตคุณได้ ดังนั้นจะโปะ จะปิด มันก็ต้องมีหลักการกันสักนิดนึง
จากโจทย์ท่ีให้มา บ้านราคา 3,000,000 บาท ส่งเดือนละ 18,000 บาท ผมคาดว่าคุณคงทำสัญญากู้ยืมยาว 30 ปี ที่อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยราว 6 เปอร์เซ็นต์
สำหรับแนวทางผ่อนชำระเพิ่มเพื่อให้หนี้หมดเร็วนั้น สามารถทำได้ 2 ทางด้วยกัน คือ ชำระเพ่ิมเป็นจำนวนเท่าๆกันทุกเดือน หรือชำระเป็นเงินก้อนใหญ่คราวละมากๆ
เรามาดูกันที่แนวทางแรกกันก่อน
1. ผ่อนชำระเพ่ิม เป็นจำนวนเท่าๆกันในแต่ละเดือน
จากข้อมูลที่ส่งมา ปัจจุบันคุณส่งบ้านเดือนละ 18,000 บาท สมมติคุณวางแผนที่จะส่งเพิ่มอีกเดือนละ 10% หรือ 1,800 บาท (ถ้ากลัวจำลำบากเพ่ิมเป็น 2,000 บาทก็ได้ครับไม่ผิดกติกา) รวมแล้วเดือนๆหนึ่งคุณส่งบ้านเดือนละ 19,800 บาท
ในกรณีบ้านของคุณจะผ่อนชำระหมดภายในระยะเวลา 22 ปี กับอีก 10 เดือน โดยประมาณ หมดเร็วขึ้น 7 ปีเศษแหนะ แถมยังลดดอกเบี้ยลงได้ร่วมๆ 1 ล้านบาทครับ
ทั้งนี้ถ้าอยากเร็วขึ้น ก็อาจปรับส่วนเพ่ิมให้มากขึ้นอีกก็ได้ครับ ถ้าไหว
2. ผ่อนชำระเพ่ิมอีก 1 เดือน
วิธีคิดในแนวทางที่สองก็คือ 1 ปี เราส่งบ้าน 13 เดือน แทนที่จะเป็น 12 เดือนครับ ซึ่งอาจจะใช้ช่วงโบนัสออก หรือเมื่อไหร่ก็ตามที่ได้เงินก้อน จะโปะเวลาไหน ช่วงใดของปีก็ได้ ได้ผลไ่ม่ต่างกันครับ
จากข้อมูลที่ส่งมา สมมติ คุณส่งค่าบ้านเพ่ิมเป็น 2 เดือน ในเดือนธันวาคมของทุกปี (เดือนอื่นส่งปกติ) พูดง่ายๆ เดือนอื่นส่งเดือนละ 18,000 บาท แต่เดือนธันวาคมส่ง 36,000 บาทซะเลย
ในกรณีบ้านของคุณจะผ่อนชำระหมดภายในระยะเวลา 23 ปี กับอีก 10 เดือน เร็วขึ้นร่วม 7 ปี เหมือนกัน และลดดอกเบี้ยลงได้ร่วมๆ 8 แสนกว่าบาท
ทำไม? วิธีแรก ถึงหมดเร็วกว่า และลดดอกเบี้ยได้มากกว่า
ไม่มีอะไรมากครับ เพราะวิธีแรกนั้น เราตัดต้นไปทุกเดือน แม้จะนิดหน่อยแค่ 1,800 บาทก็ตาม เมื่อต้นลดลงทุกเดือน เวลาก็สั้นลง ดอกเบี้ยก็ลดลงตามไปด้วยเท่านั้นเอง
ทีนี้หากใครอยากผ่อนบ้านหมดเร็วกว่าในตัวอย่างที่ผมนำเสนอ ก็สามารถปรับแผนการผ่อนชำระของคุณได้ครับ ก็อย่างที่บอก ยิ่งโปะเยอะก็ยิ่งหมดเร็ว
หัวใจสำคัญของวิธีการข้างต้นก็คือ กรุณาบอกธนาคารด้วยว่า เงินที่คุณนำฝากเข้าไปเพ่ิมนั้น เพื่อต้องการตัดเงินต้นที่เป็นหนี้บ้านอยู่ อย่าไปนำฝากเข้าไปในบัญชีออมทรัพย์เฉยๆ เพราะถ้าไม่บอกธนาคาร เขาก็จะตัดยอด 18,000 บาทเหมือนเดิมนะครับ ต้องบอกด้วยว่าจะตัดหนี้ด้วยยอด 19,800 บาท (กรณีรายเดือน) และ 36,000 บาท (กรณีรายปี)
มิฉะนั้น จะไม่เกิดผลลัพธ์ในแบบที่ต้องการนะครับ
อย่างไรก็ดี อย่าเร่งการผ่อนชำระมากเสียจนแผนการเงินในชีวิตประจำวันเสียหายนะครับ
สำหรับท่านที่ห่วงเรื่องดอกเบี้ย ไม่อยากเสียดอกเบี้ยเยอะ อีกแนวทางหนึ่งที่พอจะทำได้เหมือนกัน ก็คือ การรีไฟแนนซ์บ้าน
การรีไฟแนนซ์ ก็เหมือนการทำสัญญากู้ยืมเงินกันใหม่ โดยเราสามารถทำสัญญาใหม่ได้ หลังจากผ่อนชำระเกิน 3 ปีไปแล้ว (อันนี้ต้องดูเงื่อนไขจดจำนองของแต่ละธนาคารอีกที)
ถ้าปัจจุบันบ้านที่เราผ่อนอยู่นั้นมีอัตราดอกเบี้ยที่สูง ท่านก็อาจพิจาณาขอรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารเดิม หรือธนาคารใหม่ (กดดันธนาคาเดิมที่ใช้อยู่ 555) เพื่ออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่ต่ำกว่า
บางท่านอาจบอกว่า วิธีการนี้จะทำให้ระยะเวลาผ่อนชำระยาวออกไปอีก อันนี้ต้องบอกว่าไม่จริงนะครับ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับเราจะตกลงกับธนาคาร สัญญาบนโลกนี้เขียนยังไงก็ได้ครับ ตราบใดที่สองฝั่งคู่สัญญายอมรับและไม่ผิดกฎหมาย
สำคัญ คือ การร่นเวลาผ่อนชำระในสัญญาใหม่จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินของเรานะครับ ถ้าไม่ติดปัญหาตรงนี้ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
ในมุมมองของผม บ้านน้ันถ้าผ่อนหมดเป็นของเราเร็วๆได้ก็ดีครับ แต่ถ้าการเพ่ิมยอดส่ง ทำให้เป็นภาระเพิ่ม การรักษากติกาผ่อนชำระตามเงื่อนไขไปก่อน ก็เป็นเรื่องที่ไม่เสียหายจนเกินไปนัก
สิ่งสำคัญ คือ คุณทำบ้านของคุณ ให้เป็น “บ้าน” จริงๆ หรือเปล่า หรือเป็นแค่ที่พักเอาแรง เพื่อพรุ่งนี้จะได้ตื่นไปวิ่งไล่ตามหาเงินอีกครั้ง
หวังว่าคงมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ
ที่มา : The money coach
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=262361303935721&id=189607797877739&substory_index=0วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2557
เด็กหนุ่มคนหนึ่งตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยกลางคันก่อนเรียนจบ
“I don't design clothes, I design dreams.”
ปี 1964 Bronx, New York
เด็กหนุ่มคนหนึ่งตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยกลางคันก่อนเรียนจบ เนื่องด้วยสถานการณ์ทางการเงินของครอบครัว เขาต้องมารับอาชีพเป็นพนักงานในร้านขายเสื้อชื่อ Brooks Brothers เด็กหนุ่มแม้ยากจนแต่เป็นคนที่มีรสนิยมดี เพราะเขาชอบเอานิตยสารต่างๆมาพลิกดูเสมอๆ และเพราะเป็นคนช่างสังเกตเขาจึงเห็นลูกค้าผู้มีอันจะกินทั้งหลายที่เดินเข้ามาในร้านเขาว่าผู้คนเหล่านั้นชอบแต่งตัวอย่างไรและอะไรที่กำลัง in-trend หรืออะไรที่ตก trend ไปแล้ว เขาจะจดสิ่งที่เขาเห็นไว้ทุกวันเสมอ
หลังจากทำงานได้สองปีเขาก็เห็นว่าเนคไทแบบกว้างสไตล์ยุโรปกำลังจะมาและได้วาดแบบเนคไทเหล่านั้นเพื่อไปนำเสนอให้กับผู้จัดการร้าน Brook Brothers แต่ได้รับการปฏิเสธ โดยผู้จัดการร้านบอกว่าเนคไทหน้าตาเห่ยๆพวกนี้ไม่มีคนรสนิยมดีที่ไหนอยากใส่หรอก
แม้เด็กหนุ่มจะยากจนแต่เต็มไปด้วยความฝัน เขาคิดว่าการทำงานที่นี่ไม่เหมาะกับเขาอีกต่อไป
เขาเชื่อมั่นใจในแบบของเนคไทที่ออกแบบมากจนตัดสินใจลาออกจากการเป็นพนักงานขายของ Brooks Brothers และมาตั้งบริษัทของเอง โดยมีโต๊ะและจักรเก่าๆหนึ่งตัว เขาเริ่มต้นซื้อเศษผ้าราคาไม่แพงแต่มีลวดลายแบบที่ต้องการมาเพื่อมาทำเป็นเนคไท และนำเนคไทที่เย็บเองไปฝากขายที่ร้านแห่งหนึ่งในเมือง
วันหนึ่ง Buyer ของ Neiman Marcus มาเห็นเนคไทของเขาแล้วชอบใจมากสั่งซื้อทีเดียว 100 โหล เมื่อได้มีโอกาสไปวางขายในห้างดัง ออเดอร์ก็ไหลมาแทนมา
เด็กหนุ่มรับออร์เดอร์ทั้งหมดทั้งๆที่รู้ว่าอาจจะทำส่งให้ไม่ทัน แต่ก็ยอมอดนอนหามรุ่งหามค่ำเพื่อที่จะมีโอกาสขายของในห้างนี้ให้ได้ เมื่อมีออเดอร์มาเขาไม่เคยปฏิเสธว่าทำไม่ทันแม้แต่ครั้งเดียว เขาจะทำทุกอย่างเพื่อให้ส่งของให้ลูกค้าให้ได้
ไม่กี่ปีถัดมาหลังจากที่เนคไทของเขาเป็นที่รู้จักของตลาดเป็นอย่างดีแล้ว เขาก็เริ่มขยายกิจการมาสู่เสื้อผ้าโดยเริ่มจากเสื้อผ้าผู้ชายแล้วจึงขยายสู่เสื้อผ้าผู้หญิง
ในปี 1972 เขาได้ออกแบบเสื้อยืดคอปกแขนสั้นและปักรูปม้าอยู่ที่หน้าอกข้างซ้าย โดยทำออกมา 24 สี เสื้อตัวนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของอาณาจักรเสื้อผ้าขนาดยักษ์ที่มีสาขาอยู่ทั่วโลก
เรารู้จักเสื้อตัวนี้ในนาม “เสื้อโปโล” ซึ่งยังคงขายมาจนถึงทุกวันนี้
เด็กหนุ่มที่ว่านี้คือ Ralph Lauren ซึ่งปัจจุบันบริษัทของเขามีร้านค้าภายใต้แบรนด์ Ralph Leuren กระจายอยู่ในเมืองสำคัญๆทั่วโลก และทำรายได้มากกว่า 6000 ล้านเหรียญต่อปี
จากเด็กหนุ่มที่ยากจนและเป็นเพียงพนักงานขายหน้าร้านธรรมดา วันนี้ Ralph Lauren มีทรัพย์สินกว่า 240,000 ล้านบาท เป็น 1 ใน 100 บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในอเมริกา
เมื่อมีคนถามถึงเคล็ดลับในความสำเร็จของเขา เขาจะตอบสั้นๆแต่ให้แง่คิดอย่างแรงว่า
“I don't design clothes, I design dreams.”
ชาวยิวสอนลูกเรื่องคุณค่าของเงินอย่างไร
//ชาวยิวสอนลูกเรื่องคุณค่าของเงินอย่างไร?//
ชาวยิว ขึ้นชื่อว่าเป็นชนชาติที่หาเงินเก่งที่สุดในโลก จนถึงกับมีประโยคที่พูดว่า "เงินทั้งโลกอยู่ในกระเป๋าชาวอเมริกัน แต่เงินของชาวอเมริกันอยู่ในกระเป๋าชาวยิว."
เนื่องจากเป็นชนชาติที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก จึงไม่มีที่ดินเป็นของตนเองในการเพาะปลูก ดังนั้น การเพาะปลูกวิธีหาเงินในสมอง จึงจำเป็นกว่าการเพาะปลูกเกษตรกรรมสำหรับชนชาตินี้
เด็กเกิดมาจนเด็กเรียนจบมัธยม ของขวัญที่ผู้ใหญ่มอบให้เด็กในวันเกิดทุกปี คือ ใบหุ้น หรืออาจเป็นเงิน 200$ เพื่อให้เป็นเงินขวัญถุง
พอเด็กเริ่มพูดได้ แต่อายุน้อยเกินไป ยังวางแผนการเงินไม่เป็น ก็ให้ทำงานบ้าน แลกค่าขนม เพื่อสั่งสอนให้เด็กหลาบจำและรู้ว่า ถ้าเน้นใช้แรงงาน ทำงานมาก ทำงานน้อย ก็ได้เงินเท่าเดิม
พอเด็กเริ่มโตเข้าก่อนวัยรุ่น ให้เด็กขอค่าใช้จ่ายรายเดือน โดนเขียนแผนการใช้เงินส่งให้พ่อแม่พิจารณา
พอเด็กเข้าสู่วัยรุ่น เด็กก็จะมีเงินทุนตั้งตัวในการหัดประกอบธุรกิจด้วยตนเองจากเงินที่เก็บมาตลอดช่วงที่เป็นเด็ก และเงินขวัญถุงที่ได้ในทุกๆวันเกิด
พอเด็กเข้าสู่วัยรุ่น เด็กก็จะมีเงินทุนตั้งตัวในการหัดประกอบธุรกิจด้วยตนเองจากเงินที่เก็บมาตลอดช่วงที่เป็นเด็ก และเงินขวัญถุงที่ได้ในทุกๆวันเกิด
ชื่อคนที่มีเชื้อสายยิวหรือถูกเลี้ยงดูแบบชาวยิว ที่คนไทยพอคุ้นหู ได้แก่ มาร์ค ซัคเคอร์เบริ์ก, นอสตราดามุส, คาร์ล มาร์ก, อัลเบริ์ต ไอสไตน์, ซิกมันด์ ฟรอยด์, แมนดาลีน อัลไบรท์, อลัน กรีนสแปน, สตีเวน สปีลเบริ์ก
credit:https://www.facebook.com/baybridge.academy/posts/551091078341749?comment_id=30095308&offset=0&total_comments=7¬if_t=feed_comment_reply
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
