วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557

วิธีปาลูกดอกงานวัดให้ได้ตุ๊กตา

วิธีปาลูกดอกงานวัดให้ได้ตุ๊กตา

http://board.postjung.com/805837.html

เทคนิคผลิกชีวิตใน 1 ปี

เทคนิคผลิกชีวิตใน 1 ปี
-----------------------
เทคนิคหนึ่งที่ผมมักจะใช้และแนะนำเพื่อนๆหลายท่านที่ไม่ชอบ ชีวิต สถานการณ์ การงาน หรืออะไรก็ตามแต่ในปัจจุบัน ของตนเอง นั้นก็คือ
การไปทดลองใช้ชีวิตที่ต้องการดู
ถึงแม้จะไม่ทั้งหมดก็ขอให้ซึมซับส่วนหนึ่งมาให้ได้ เพราะจิตใต้สำนึกของเรามันจะจำสิ่งที่เรารู้สึกดี และมีความสุขได้แม่น
จากนั้นมันจะหาวิธีกลับไปเสพอารมณ์ความรู้สึกนั้นให้ได้อีก เหมือน กับเราไปเจอร้านอาหารอร่อย แล้วอยากกลับไปกินอีกนั้นเอง
แต่หากเราไม่เคยชิมอาหารร้านนั้น เราก็ไม่รู้ว่ามันอร่อยและก็จะไม่มีทางหาทางไปกินแน่นอน
แล้วเราก็จะกลับไปกินอาหารเดิมๆที่เราบ่นว่าเบื่อเหมือนเดิม (เฉพาะบางคนที่เบื่อนะครับ หากคุณชอบมันอยู่ และมีคุณค่าทางโภชนาการก็ไม่ว่ากัน)
สมัยที่ผมยังเป็นเทรดเดอร์ไส้แห้งอยู่ ผมได้ตัดสินใจทำสิ่งที่มีความหมายที่สุดอย่างหนึ่งคือการ เก็บเงิน 9000 บาท ไป backpack ที่ภูเขาไฟ โบรโม่ ประเทศอินโดนีเซีย
นั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมและจิตใต้สำนึกเข้าใจตรงกันถึงวิถีชีวิตที่ผมต้องการอย่างแท้จริง
1 ปีหลังจากนั้น
เทคนิคการเทรด ก็พัฒนาอย่างรวดเร็ว ผมอ่าน text book มากขึ้นทำงานหนักขึ้น วางแผนดีขึ้น ไปเรียนกับผู้รู้บ่อยขึ้น เริ่ม กระแสเงินสดเพิ่มขึ้น พอร์ตก็โตขึ้นตามลำดับ
จนถึงทุกวันนี้ผมก็ยังใช้เทคนิคนี้อยู่เรื่อยๆและมันก็ได้ผลซ้ำๆ เสมอ จากวันนั้นถึงวันนี้ก็ประมาน 5ปีแล้ว ล่าสุด จากจุดเริ่มต้น Backpack ที่อินโด ปีล่าสุด ผมจบที่การไปล่าแสงเหนือ และ สำรวจถ้ำน้ำแข็ง ที่ iceland
เราไม่มีทางรู้ได้หรอกว่าเราจะไปได้ไกลแค่ไหน หลังจากที่เราเจอวิถีชีวิตที่แท้จริงของเราแล้ว
ชีวิตไม่มีทางสมบูรณ์แบบ จงออกไปทดลองชีวิตในรูปแบบของคุณเอง
ขอให้เทรดเดอร์ทุกท่านโชคดีบนวิถีทางของตนเองครับ
---------------------------------------------------
ท่านสามารถติดตาม Trader Lifestyle ได้ที่
>>>https://www.facebook.com/traderwayonline
รายละเอียดคอร์ส Online Workshop
>>>http://woto.com/traderway


วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2557

การพูดให้ร้าย ผู้อื่นเป็นบาป...


...การพูดให้ร้าย ผู้อื่นเป็นบาป...

เรื่องไม่แน่ใจ.....ให้ระวังคำพูด
เรื่องยังไม่เกิด....อย่าเพิ่งพูด
เรื่องทำไม่ได้.....อย่าดีแต่พูด
เรื่องให้ร้ายคน...อย่าไปพู
cr :fb Naritha Tai  จุ๊บๆๆ

วันนี้พี่ WEB พรชัย รัตนนนทชัยสุข นักลงทุนคุณค่าผู้แปลหนังสือ วอน์เรนบัฟเฟตpost "หมัดน๊อก 35 หมัดบนสังเวียนชีวิตที่ผมชกมา 29 ปี"

วันนี้พี่ WEB พรชัย รัตนนนทชัยสุข นักลงทุนคุณค่าผู้แปลหนังสือ วอน์เรนบัฟเฟตpost "หมัดน๊อก 35 หมัดบนสังเวียนชีวิตที่ผมชกมา 29 ปี"
1. เราเลือกหลายๆ อย่างในชีวิตไม่ได้ เช่น เราเลือกเกิดไม่ได้ เลือกหน้าตาไม่ได้ การมานั่งคิดเรื่องที่เราแก้ไขไม่ได้เป็นเรื่องเสียเวลา ทำให้ดีที่สุดกับสิ่งที่เรามีและสิ่งที่เราเป็นจะเป็นการใช้เวลาที่คุ้มค่ากว่า
2. อย่าเรียกร้องจากชีวิตมากเกินไป แต่ก็อย่าโอ๋ตัวเองมากจนสำออย ควรพยายามตั้งใจเข้าให้ถึงเส้นชัย แต่มันไม่ใช่เรื่องจำเป็นเลยที่เราจะต้องเข้าถึงเส้นชัยก่อนใคร ไม่จำเป็นด้วยว่าต้องติดอันดับใดๆ
3. เรื่องไม่ดี เรื่องผิดหวัง ปัญหาที่ผ่านไปแล้ว เรียนรู้จากมันแล้วก็จบๆ ไป เลิกคิด อย่าคิดวนไปวนมา การเอาปัญหาที่ผ่านไปแล้วมาคิดซ้ำๆ ก็เหมือนเราเป็นแผล แล้วเราเอามือบี้แผลเล่นซ้ำๆ อยู่ยังงั้น
4. เรื่องที่ยังไม่เกิด เราก็ไม่ควรทุกข์ การทุกข์ไปล่วงหน้าไม่ได้ช่วยอะไรเลย คนเรามักทุกข์ไปก่อนเกินเหตุ แล้วต่อให้มันเกิดปัญหาขึ้นจริงๆ เราไปทุกข์ตอนนั้นก็ยังทัน ตั๋วทุกข์ไม่มีหมด มีแจกตลอดเวลา ไม่ต้องรีบไปแย่งมา
5. เราไม่ได้ monopoly ความทุกข์ มันไม่ใช่เรื่อง personal เราไม่ได้มีความทุกข์อยู่คนเดียว ใครๆ ก็มีความทุกข์กันทั้งนั้น เรื่องนั้นบ้าง เรื่องนี้บ้าง ฝนไม่ได้ตกอยู่บนหัวเราคนเดียว แบบสติ๊กเกอร์ใน line ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้ม
6. การอ่านเป็นการเปิดโลกกว้าง ทำให้เรารู้ในสิ่งที่เราไม่รู้ ทำให้เราสามารถเรียนรู้จากชีวิตคนอื่น โดยที่เราไม่ต้องไปเจอกับเรื่องนั้นๆ เอง หนังสือคือแหล่งความรู้ที่มีราคาถูกที่สุด คุ้มค่าที่สุด นั่งทำไรอยู่ หาหนังสือมาอ่านจิครัช
7. มี inner scorecard เป็นมาตรวัดตัวเอง คนที่วัดตัวเองด้วย outer scorecard หรือวัดจากความคิดของคนอื่น อยากได้รับความชื่นชมจากคนอื่น นอกจากจะต้องสร้างความสำเร็จแล้ว ยังต้องป่าวประกาศด้วย มันน่าเหนื่อย!!!
8. เวลามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เรารู้ชัดๆ ตอนนั้นไม่ได้หรอกว่า มันคือโชคดีหรือโชคร้าย เรื่องที่ดูเหมือนเป็นโชคร้าย จริงๆ แล้วอาจจะเป็นโชคดี เรื่องที่ดูเป็นโชคดี จริงๆ แล้วอาจจะเป็นโชคร้ายก็ได้ ถ้าเราดูกันยาวๆ หน่อย
9. อย่าหมกมุ่นกับเชิงปริมาณมากเกินไป เชิงคุณภาพสำคัญกว่าเยอะ มีเพื่อนกินข้าวกี่คนไม่สำคัญเท่ากับว่าเวลาเรามีปัญหา มีเพื่อนกี่คนที่ยินดีรับฟังและช่วยเหลือเรา อ่านหนังสือกี่เล่มไม่สำคัญเท่ากับว่าเราอ่านหนังสือดีๆ ไปกี่เล่ม
10. เราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดินทางไขว่คว้า ตอนที่เราถึงจุดหมายเป็นแค่ฉากสั้นๆ ฉากหนึ่งของเรื่องราวทั้งหมด ถ้าเราไม่มีความสุขระหว่างทาง เราจะเสียเวลาส่วนใหญ่ของเราไป
11. อย่าใช้เงินเป็นตัวตั้งมากเกินไป เพราะจริงๆ เราไม่ได้อยากได้เงินเพราะอยากได้เงิน แต่เราอยากได้เงินเพราะคิดว่าเงินมันจะทำให้เรามีความสุข
12. ความฝัน ไม่ได้มีไว้ให้ฝัน แต่มีไว้ให้เราทำให้มันเป็นจริง นั่งฝันแล้วไม่ลงมือทำ มันก็คงเป็นได้แค่ฝันลมๆ แล้งๆ
13. อยากทำอะไร ทยอยทำ อย่าบอกตัวเองว่าเดี๋ยวจะทำตอนอายุเท่านั้นเท่านี้ ชีวิตคนเราไม่แน่นอน เราไม่มีทางแน่ใจได้เลยว่า นาทีต่อไป เราจะยังหายใจอยู่หรือเปล่า
14. กราฟชีวิตคนเรามีหลายแบบ พุ่งจากล่างขึ้นบน ดิ่งจากบนลงล่าง ราบเรียบไปเรื่อย พุ่งแล้วราบเรียบ พุ่งแล้วดิ่ง สารพัดแบบฉะนั้น ตอนอยู่สูง อย่าผยอง ตอนตกต่ำ อย่าท้อ
15. ความรักที่แท้จริงคือการให้ที่ไม่ได้หวังอะไรตอบแทน การให้ที่หวังสิ่งตอบแทนไม่ใช่ความรักที่แท้ แต่เป็นการแลกเปลี่ยนกัน
16. การปฏิบัติกับคนอื่นแตกต่างกันตามฐานะหรือสถานะทางสังคม เป็นสิ่งไม่ควรทำ ลูกเศรษฐีที่งอมืองอเท้าไปวันๆ จะมีค่ามากกว่าคนกวาดขยะที่ตั้งใจทำงานได้ยังไง ไม่เข้าใจ
17. การปฏิบัติกับคนอื่นเป็น butterfly effect เราโมโหใส่คนอื่นแบบไม่มีเหตุผล คนที่ถูกโมโหก็อาจจะไปโมโหคนอื่นต่อ ต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเรายิ้มแย้มกับคนอื่น เค้าก็อาจทำแบบเดียวกันกับคนอื่นต่อ ต่อไปเรื่อยๆ
18. อย่าเชื่อใครเพียงเพราะเค้ามีสถานะเหนือกว่าหรืออายุมากกว่า เช่น ครูจะพูดถูกก็เพราะสิ่งที่ครูพูดมันถูก ไม่ใช่ถูกเพราะครูเป็นครู
19. การเลือกที่จะมีความสุขเป็นการตัดสินใจอย่างหนึ่ง เราสามารถเลือกที่จะมีความสุขได้ในนาทีนี้เลย โดยที่ชีวิตเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลยด้วยซ้ำ
20. อย่ายอมให้ใครมาทำลายความฝันหรือบั่นทอนเรา เค้าไม่รู้จักเรา เค้าไม่มีสิทธิ์มาพิพากษาชีวิตเรา แต่ยังไงก็ตาม เราก็ต้องไม่หลอกตัวเองด้วย
21. การต่อสู้เพื่อความถูกต้องไม่ใช่เรื่องง่ายต้องอดทนอดกลั้น
22. ก่อนจะนับถือชื่นชมใคร ดูละเอียดๆ ซักนิด อย่าดูแต่เปลือก คนเรามักจะให้เราเห็นเฉพาะสิ่งที่เค้าอยากให้เราเห็นเท่านั้น
23. ควรสนับสนุนชื่นชมคนทำดี เค้าคงทำดีของเค้าแหละ แต่อย่างน้อย เค้าจะได้มีกำลังใจมากขึ้น
24. คุณลักษณะอย่างหนึ่งของคนที่ประสบความสำเร็จคือการ focus อย่าทำอะไรสะเปะสะปะ เยอะแยะไปหมด แต่ไม่เชี่ยวชาญอะไรเลย ชีวิตคนเราต้องมีวิชาเอก
25. ความสำเร็จที่เกิดจากทักษะเท่านั้นที่จะเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกได้อย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จที่เกิดจากโชคมันไม่ยั่งยืน เปลืองธูปด้วย เพราะเราต้องไหว้เจ้าเยอะ
26. การซื้อของ เราได้ของมาก็จริง แต่พอนานๆ ไป ค่าของมันก็จะน้อยลง เรามักเห่อแค่ตอนแรกๆ ในทางตรงกันข้าม การซื้อประสบการณ์ มันจะตราตรึงในความทรงจำของเราตลอดไป
27. โลกเราไม่มีอะไรที่เราจะได้มาฟรีๆ ทุกอย่าง เราต้องเอาอะไรบางอย่างไปแลกมาทั้งนั้นอย่่งน้อยก็เวลาที่ใช้ไปคิดดูดีๆ ก่อนว่า มันคุ้มมั๊ย
28. ความฝันของเราไม่จำเป็นต้องไปเหมือนความฝันของใคร คนอื่นมองไม่เห็น ช่างเค้า เราเห็นของเราก็พอ มีฝันแล้วก็ต้องพยายาม ทุ่มเททุกสิ่งให้แก่ความฝันซึ่งมีแต่เราเท่านั้นที่มองเห็น
29. การพยายามอย่างหนักดูเหมือนเป็นเรื่องดี แต่ทิศทางสำคัญที่สุด ถ้าเราวิ่งผิดทาง ยิ่งเราวิ่งเร็วเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งห่างไกลจากเป้าหมายของเรามากขึ้นเท่านั้น
30. ชีวิตคนเราแต่ละคนเป็นเหมือนเสื้อผ้าสั่งตัด ไม่ใช่เสื้อผ้าสำเร็จรูป ไม่มีชุดไหนที่เหมือนกันเป๊ะๆ เราไม่ควรไปเปรียบเทียบชีวิตของเรากับใคร คนอื่นจะดีหรือแย่ยังไง ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นหรือแย่ลง เราจะดีขึ้นหรือแย่ลงก็เพราะน้ำมือตัวเองทั้งนั้น จะเปรียบเทียบ ก็เทียบตัวเองในวันนี้กับตัวเองเมื่อวาน ว่าเราได้พัฒนาตัวเองหรือเปล่า
31. ทำดีได้ดี ทำไม่ดีได้ไม่ดีหรือเปล่า ไม่แน่ใจ ทำดีสบายใจ ทำไม่ดีไม่สบายใจจริงม๊ย เค้าไม่รู้ เพราะคนทำไม่ดีก็สามารถหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองให้สบายใจได้ เอาเป็นว่า ทำดีได้ทำดี
32. การทำดีของคนคนนึง อาจไปกระตุ้นให้คนอื่นๆ อีกหลายคนอยากทำดีด้วย เหมือนการโยนก้อนหินลงไปในบ่อน้ำ น้ำจะกระเพื่อมขยายวงออกไป
33. การใช้ชีวิตเป็นศิลปะ ไม่ได้มีสูตรสำเร็จเป๊ะๆ ในทุกสถานการณ์ มีความคิดที่ยืดหยุ่น ประเมินสถานการณ์ แล้วเลือกกลยุทธ์ให้เหมาะสม บางครั้ง น้ำขึ้นให้รีบตัก แต่อีกหลายครั้ง ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม หลายครั้ง ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น แต่บางครั้ง เราก็ต้องรู้จักถอย
34. คนชอบคิดไปว่า เป็นจอมยุทธ์แต่งตัวดีๆ มีวรยุทธ เป็นประมุขยุทธภพ ดีกว่าเป็นเสี่ยวเอ้อ ที่ต้องคอยเอาผ้าขี้ริ้วปัดโต๊ะ ใครจะรู้ เผลอๆ เสี่ยวเอ้ออาจมีความสุขมากกว่าประมุขยุทธภพซะอีก ไม่งั้น ทำไม ตอนจบ พระเอกชอบชวนนางเอกถอนตัวออกจากยุทธภพแล้วไปเลี้ยงเป็ดปลูกผักตาหลอดด
35. ความคิดเราเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ สิ่งที่เราคิดในวันนี้ วันหน้า เราอาจจะไม่คิดแบบนี้แล้ว อย่าไปคิดว่า แต่ละข้อข้างบนมันถูก พอใช้ชีวิตไปอีกซักพัก อาจจะคิดใหม่ว่ามันไม่ใช่แล้ว
ขอบคุณ Value Visions ที่รวบรวม

วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557

++ขอเตือน!!! ผู้หญิงที่มีแฟนแล้ว แต่มีเพื่อนผู้ชาย!!!!!!

พอดีผมไปอ่านเจอบทความจากเว็บนึง เกี่ยวกับการที่ผู้หญิงที่มีแฟนแล้ว มีเพื่อนผู้ชายคนสนิท หรือเพื่อนที่คุยกันบ่อยๆไปไหนมาไหนด้วยกัน
++อยากให้ผู้หญิงที่กำลังอยู่ในสถานะนี้ เข้าใจความรู้สึกของผู้ชาย ที่เค้าเป็นแฟนคุณบ้าง นะครับ (เรื่องนี้ถ้าเข้าใจเขาใจเราปัญหาก็จะไม่เกิดกันทั้งสองฝ่ายนะครับ)

ตามนี้เลย
V
V

คุณว่าผู้หญิงที่มีแฟนแล้วมี สิทธิ์ที่จะมีเพื่อนชายได้ไหม?...ถ้าแฟนคุณรู้สึกรับไม่ได้ขึ้นมาล่ะ คุณจะทำยังไงเหรอ? เลิกคบเพื่อนชาย หรือ เลิกกับแฟน?

          แต่ถ้าคุณต้องการที่จะเก็บเขาเอาไว้ทั้งสองคน (หมายถึงในฐานะที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน คือเพื่อนและแฟน้ท่านั้นนะ) คุณจะต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คนทั้งสามคน คือ แฟนคุณ เพื่อนชายของคุณ และตัวคุณเอง ใคร...คิดยังไง?

          คุณ น่ะรักแฟนคุณ รักมาก แต่ทุก ๆ ความสัมพันธ์ก็มักจะมีช่องว่างเสมอ มีบางอย่างที่ในตัวของแฟนคุณไม่มี แต่เพื่อนชายขอวคุณมี บางเรื่องที่แฟนคุณไม่เคยเข้าใจ แต่เพื่อนชายของคุณเข้าใจ หรือแม้แต่บางเวลาที่แฟนคุณไม่ว่าง แต่เพื่อนชายของคุณว่าง สามารถจะไปเป็นเพื่อนแทนกันได้ นั่นก็คือสิ่งที่คุณต้องการเติมเต็มให้กับชีวิตคุณ แต่แฟนคุณน่ะไม่เข้าใจหรอก เพราะเขาอาจมองไม่เห็นช่องว่างของความสัมพันธ์แบบแฟน และไม่คิดว่ามันมีด้วยซ้ำ

          แน่นอน...สิ่งหนึ่งที่แฟนคุณจะคิดก็คือ แล้วทำไมจะต้องเป็นเพื่อนผู้ชาย เป็นเพื่อนผู้หญิงไม่ได้เหรอ เขาจะรู้สึกว่าพอคุณมีเพื่อนผู้ชาย ความสำคัญของเขาก็จะเริ่มลดลงแล้ว คือบางทีคุณคิดว่ามันไม่เกี่ยวหรอก แต่เขาก็เอามันไปเกี่ยวกันได้นะ คุณจะว่ายังไงล่ะ...

          ไม่ว่าคุณจะเพียงแค่คุย โทรศัพท์กัน เจอหน้ากันประเดี๋ยวประด๋าว หรือจะแค่ไปปรึกษาอะไรกันเงียบ ๆ นั่งกินข้าว ดูหนังด้วยกัน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับคำว่า "เพื่อน" แต่เขากลับคิดว่ามันพิเศษแล้ว ด้วยความเป็นผู้ชาย มันจะทำให้เขารู้สึกว่า ขนาดเขายังไม่ค่อยไว้ใจตัวเองสักเท่าไหร่เลย แล้วนับประสาอะไรจะไปไว้ใจคนอื่น ว่าจะไม่ม่คิดอะไรกับคุณ ธรรมชาติของผู้ชายมันก็คิดอะไร ๆ กับผู้หญิงทั้งนั้นแหละ

          เอา เป็นว่าให้คุณเข้าใจแบบสั้น ๆ ว่า เขาไม่ชอบให้คุณมีเพื่อนชายที่สนิทกันมากเกินไป มันก็เท่านั้นแหละ นอกจากที่คุณจะมีแฟนเป็นผู้ชายอีกแบบหนึ่ง ก็คือ ไม่ซีเรียส คุณอยากมีเพื่อนชายก็มีได้ ประมาณว่าเข้าใจโลก ถ้าคุณเจอแบบนั้นก็โชคดีไป แต่เชื่อฉันสิ ยังไงถ้าเลือกได้เขาก็ไม่อยากให้คุณมีอยู่ดี ผู้ชายเป็นกันทุกคน ใครบ้างจะชอบให้แฟนไปไหนมาไหนกับผู้ชาย ที่จะคิดอะไรกับผู้หญิงเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่มีซะหรอก

          คือมันมีผลกระทบเยอะน่ะ ถ้าจะคิดถึงใจเขานะ คุณไปเดินกับผู้ชายที่ไม่ใช่เขา สังคมก็ไม่สามารถรับรู้ว่าคุณเป็นอะไรกัน...ถูกไหม วันหลังคุณเดินไปกับเข าคนก็จะเริ่มคิดแล้วว่าคุณนี่เป็นแฟนใครกันแน่ ก็เสียภาพของเขาพอตัวอยู่ และคุณก็อาจจะถูกมองไม่ดีด้วย

          อีกอย่างที่สำคัญ สมมุติว่าคุณกับเขามีปัญหาอะไรกัน คุณก็จะเริ่มหันหน้าเข้าหาเพื่อนชายแล้ว ไปปรึกษาเพื่อน ไม่ต้องเคลียร์กันแล้ว มีอะไรก็ไม่พูด ไม่ได้เปิดใจกัน คิดแต่จะพูดกับคนอื่น ดีไม่ดีให้เพื่อนชายปลอบใจอีก ทั้ง ๆ ที่มีแฟนอยู่ทั้งคน แต่เหมือนกับเขาจะกลายเป็นคนสร้างปัญหาไปเลย ส่วนเพื่อนชายก็เป็นคนแก้ปัญหา ดูซิความพิเศษเริ่มทัดเทียมกันแล้ว เพื่อนชายกับแฟนกลายเป็นสลับหน้าที่กัน ซึ่งก็ไม่อาจรู้ว่าถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วจะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไป ทั้งหมดคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจเขานะ

          ถ้าคุณคิดจะแก้ปัญหาโดยที่จะไม่ต้องเสียทั้งแฟนและเพื่อนชายไปนะ ฉันจะแนะนำให้...

          อันดับ แรกมันต้องเริ่มที่ตัวคุณเองก่อน ถามตัวเองว่าคุณคิดกับผู้ชายคนนั้นแบบเพื่อนจริง ๆ เลยหรือปล่า ถ้าคุณคิดว่าเพื่อนจริง ๆ เพื่อนแน่นอน ไม่มีอย่างอื่นแอบแฝง ไม่ได้ชอบเลยหน้าอย่างนี้ให้เป็นแฟนก็ไม่เอาหรอก...อย่างนั้นโอเคเลย แต่ถ้าคุณคิดว่าผู้ชายคนนั้นหน้าตาพอชอบได้ นิสัยก็ดีระดับหนึ่ง คบ ๆ ไว้เป็นเพื่อน ดูใจ เผื่อเลือกได้อย่างนั้นคงไม่ดีหรอกนะ ฉันบอกได้เลยว่าคุณกำลังอยู่ในขั้นตอนการปันใจแล้วจริง ๆ ต่อไปคุณจะลำบาก ถ้าไม่เลิกคิดแบบนั้นคุณจะต้องเจอปัญหาแน่ คุณจะเริ่มแบ่งความสำคัญ แบ่งเวลา และแบ่งทุก ๆ อย่างจากที่แฟนคุณเคยได้มา ให้กับเพื่อนชายมากเกินไป เพราะคุณแคร์ไง คุณกลัวเขาจะน้อยหน้ากัน ถ้ารู้สึกแบบนั้นเมื่อไหร่นะ นั่นแหละ...คุณเริ่มไม่ดีแล้ว

          ตัดไปเลยเถอะ อย่าคบเลย เพราะเพื่อนชายคนนั้นมันก็คิดอะไรกับคุณอยู่ลึก ๆ ด้วย คือไม่แคร์หรอกว่าคุณมีแฟนแล้ว เพราะทีคุณยังไม่แคร์แฟนคุณเลย แล้วทำไมเขาจะต้องแคร์ล่ะ เพื่อนชายของคุณจะลำเลิกตัวเองแล้ว สำนึกไม่ดีแล้ว จ้องแต่หาจังหวะจะทำผิดกันอย่างเดียว ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณหวั่นไหวเรื่องมันก็ยาวแน่ ๆ

          แต่ถ้าคุณบริสุทธิ์ใจ กันจริง ก็เดินไปด้วยกันเลย พาเพื่อนชายของคุณไปหาแฟนคุณ ให้เขาทำความรู้จักกัน คือเปิดตัวว่านี่แฟนนะ ส่วนนี่เพื่อน เบอร์โทรศัพท์ก็เปิดเผยกันเลย ไม่ต้องปิดบังหรือแอบซ่อน และทางที่ดีถ้าคุณอยาไปเจอ ไปสนุกกับเพื่อนชายของคุณ ให้พยายามชวนเขาไปด้วยทุกครั้ง ให้เหมือนกับว่าเพื่อนคุณก็สามารถเป็นเพื่อนเขา สามารถถึงกันได้ทุกเรื่องและทุกเวลา ยิ่งถ้าเขาสนิทกันเท่าไหร่ คุณก็จะสบายใจขึ้น และถ้าเป็นไปได้ พยายามหลีกเลี่ยงที่จะไปไหนมาไหนกับเพื่อนชายบ่อย ๆ เลือกเฉพาะที่จำเป็น และแบ่งเวลาให้ถูก ให้ความสำคัญกับแฟนของคุณเท่าที่เคยให้ ไม่มีอะไรขาดหายหรือน้อยลง

          เพียงเท่านี้....เพื่อนชายของคุณก็จะไม่ใช่ปัญหา สำหรับ "ความรัก" ของคุณกับเขาอีกต่อไปแล้ว





...............................................................................................................


ปล. ซ้ำขออภัยนะครับ
ปล.2 ถ้าคุณผู้หญิงท่านใดกำลังอยู่ในสถาณะนี้อยู่ อ่านแล้วนำไปใช้ ชีวิตคู่และสังคมเพื่อนคุณจะไปได้ดีอีกยาวครับ
เครดิตข้อมูล http://women.kapook.com/view25163.html
http://pantip.com/topic/32712182

วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2557

5 พฤติกรรมดูดเวลา(ของคุณ)

5 พฤติกรรมดูดเวลา(ของคุณ)
1.สนใจว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับตัวเรา :
ใครจะคิดกับเรายังไงก็ช่างเขาไป ถ้าคุณมั่นใจในตัวเอง มั่นใจในสิ่งที่คุณทำ คุณจะไปสนใจหรือมองหาวิธีที่จะทำให้เขามาชอบคุณทำไมครับ ถ้ามันเป็นเรื่องที่ดีจริงๆ เดี่ยวเขาก็ชอบคุณเอง
2.เอาแต่คิดถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น ถ้าตอนนั้นเรา.. :
อันนี้คนส่วนใหญ่(รวมถึงผม)น่าจะเคยเจอ คือเจอโอกาสดีแล้วไม่คว้าไว้ คิดว่าตัวเองยังไม่พร้อม สุดท้ายก็ได้แต่นั่งบ่น ถ้าตอนนั้นเรา..
ผมขอยกคำพูดหนึ่งของ Sir Richard Brandson ที่ว่า
"..ถ้ามีโอกาสดีๆ เข้ามา ถึงแม้ตอนนั้นคุณยังไม่รู้ว่าจะทำมันให้สำเร็จได้อย่างไร ขอให้คว้าโอกาสนั้นไว้ก่อน แล้วค่อยหาวิธีทำให้สำเร็จทีหลัง.."
3.เอาแต่จินตการเรื่องร้ายๆ ที่เป็นไปได้ :
คุณอย่าเสียเวลาอันมีค่าของคุณเพื่อคิดถึงสิ่งแย่ๆ เหล่านั้นเลยครับ ถ้ามันจะร้ายจริงๆ ผมว่าการเสียเวลาเรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อพัฒนาตัวเองยังมีประโยชน์มากกว่าอีกครับ (และโดยส่วนมากมันมักดีกว่าที่คิดไว้เสมอ)
4.หวังเฉพาะความสมบูรณ์แบบ :
ใครที่มองหาความสมบูรณ์แบบกับทุกสิ่ง นอกจากคุณจะเสียเวลา(มาก)แล้ว งานของคุณอาจจะห่วยกว่าที่คิดไว้จริงๆ ด้วยนะจะบอกให้
5.เอาแต่บ่นถึงสิ่งที่ควบคุมไม่ได้
ทำไมฝนต้องมาตกตอนนี้ ?.. ทำไมวันนี้รถมันติดแบบนี้ ?.. คำถามแบบนี้ไม่ได้อะไรนอกจากความเครียดครับ ผมว่าเรามาหาวิธีจัดการเรื่องที่เราควบคุมได้เพื่อลดการเสียเวลาไปกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ดีกว่า
Cr.Wealth Creation
เครดิต เพจ หุ้นซิ่งไม่ลิ่งก็ฟอร์ล

วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2557

วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2557

คำต้องห้าม ชะงักการพัฒนาการเด็ก




เป็นธรรมดาหากคนเป็นพ่อแม่คุมลูกๆ ไม่อยู่ จนต้องดุว่ากล่าว ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ทันคิดกันว่า คำพูดเหล่านั้นจะไปกระทบต่อจิตใจของเด็กมากน้อยแค่ไหน หรือจะส่งผลอย่างไรที่ทำให้เด็กมีปมในใจบ้าง ทางที่ดีพ่อแม่ควรควบคุมสติและอารมณ์ตัวเองอยู่เสมอ เพราะถ้าพลั้งปากหรือทำอะไรลงไปแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะทำให้เด็กคลายปมปัญหาในใจ จากการที่ถูกพ่อแม่ดุด่าว่ากล่าว ด้วยถ้อยคำที่รุนแรง

สำหรับเด็กในวัย 3-6 ขวบ ถือว่าเป็นช่วงอายุที่พัฒนาการต่างๆ ทั้งร่างกาย อารมณ์ สติปัญญา และภาษากำลังฟอร์มตัวเองอย่างก้าวกระโดด ซึ่งพญ.สินดี จำเริญนุสิต ได้อธิบายถึงพฤติกรรมของเด็กในช่วงวัยนี้ เขาจะเริ่มเรียนรู้ก่อน ว่านี่คือโกรธ รัก หวง  เขาจะมีความสับสน หรือตกใจกับอารมณ์พวกนี้เวลาเกิดเหตุการณ์ แต่เขาก็เรียนรู้อารมณ์คนอื่นด้วย เช่น เริ่มมีสังคม รู้จักการแบ่งปัน เริ่มฟอร์มลักษณะตัวตนตัวเองว่าพ่อแม่รู้สึกอย่างไรกับเขา ดังนั้นคำพูดทั้งหลายที่ดีและไม่ดีจึงสามารถกระทบต่อจิตใจ อารมณ์ สังคมได้ ว่าเด็กมองตัวตนตัวเองแย่ลงหรือไม่ การพัฒนาด้านอื่นๆ จึงมีผลกระทบตาม เมื่ออารมณ์ไม่พร้อม ร่างกาย และจินตนาการก็จะถูกบล็อกไปด้วย โดยเฉพาะลักษณะคำพูดดังต่อไป

1. ขู่ลูก เช่น ไม่รักแล้วนะ เดี๋ยวทิ้งซะเลย
2. ตำหนิที่ตัวตนของเด็ก เช่น ดื้อ โง่ น่ารำคาญ
3. ไม่แนะนำในสิ่งที่ควรทำ เช่น เมื่อเด็กทำอะไรไม่ได้ตามที่พ่อแม่สอน ก็บอกว่า ทำไมทำไม่ได้สักที
4. การห้ามเด็กไม่ให้ทำบางสิ่งบางอย่าง เช่น อยู่นิ่งๆ อย่าซน
5. เปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น หรือพี่น้อง
6. การหยอก เช่น เดี๋ยวผีมาหลอก เดี๋ยวโดนจับตัว

คำต้องห้ามเหล่านี้อาจไม่มีครอบครัวไหนทำได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังพอมีวิธีแก้ไขที่สามารถช่วยได้ ซึ่งพญ.สินดี อธิบายว่าควรเปลี่ยนเป็นการใช้คำพูดที่สื่อว่าเรารู้สึกอย่างไรมากกว่าการดุด่าแบบตรงๆ เช่นแม่รักลูกนะแต่ไม่ชอบที่ลูกทำแบบนี้ รวมถึงการให้เวลาส่วนใหญ่กับเขา เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนในบ้าน และมองจุดดีมากกว่าจุดด้อย ให้เขารู้สึกว่าการอยู่บ้านนั้นไม่ได้ทำให้เขาถูกตำหนิทุกครั้ง ให้เด็กมีอิสระที่ได้คิด และมีความเชื่อมั่นในตัวเอง ถ้าพ่อแม่ทำได้ แม้ว่าจะมีบ้างที่หลุดพูดอะไรออกไป เด็กก็จะกลับมาอยู่ในจุดที่สามารถเดินไปต่อได้ แต่ถ้าเกิดบ่อยเกินครึ่งชีวิตของพวกเขา โอกาสแก้ไขจะยากกว่า เพราะเด็กวัยนี้จะรู้ว่าว่าพ่อแม่คิดอย่างไรจากลักษณะการปฏิสัมพันธ์ที่ต่างกันเวลาพ่อแม่คุยด้วย ต้องคิดว่าเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน ต้องพยายามมองที่ตัวตนของเขา อธิบายเหตุผลให้ชัดเจนในทุกเรื่อง เพราะวัยนี้ยังสามารถทำความเข้าใจได้ แต่ถ้าปล่อยไปถึงอายุ 7 ขวบถึงประถมปลายมันจะยากขึ้นที่เขาจะปรับได้ ดังนั้นเวลาที่เขาทำดีต้องชื่นชมเขาให้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เขาก็พอใจแล้ว ไม่ควรติดสินบนด้วยการเอาของมาล่อ เพราะเขาจะไม่ได้รู้สึกว่าอยากทำดีจะกลายเป็นว่าอยากทำเพราะจะได้ของแลกเปลี่ยน

ในส่วนเรื่องพัฒนาการด้านสติปัญญา แน่นอนว่าหากมีเหตุการณ์อะไรที่มากระทบต่อความรู้สึก ย่อมส่งผลต่อระบบสมองและพัฒนาการด้านสิตปัญญา เพราะสมองส่วนอารมณ์ความรู้สึกพอถูกใช้งานมาก สมองส่วนการเรียนรู้ก็จะกระทบ เพราะจิตใจเราไม่พร้อมมีความหวาดกลัว ไม่มีค่า ไม่มีคนรัก เขาก็ไม่พร้อมจะเรียนรู้

การแก้ปัญหาเรื่องลูกน้อยดื้อ หรือซนมากนั้น จึงต้องทำตั้งแต่เขายังเล็กๆ ด้วยการฝึกวินัย พ่อแม่ และคนในบ้านต้องขัดเกลาเป็นตัวอย่างที่ดี ถ้ารู้ว่าตัวเองโกรธวีน ทางที่ดีต้องเลี่ยงไม่ให้เขาเห็น การตี การดุด้วยอารมณ์ไม่ควรใช้สอนลูก เพราะเขาจะรู้สึกว่าเวลาโกรธเขาก็จะตีคนอื่นเหมือนกัน ควรให้เขาเห็นวิธีการแก้ปัญหาโดยการใช้เหตุผลจะดีกว่า