วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2558
หนึ่งสิ่งง่ายๆ ที่สามารถทำให้คุณโดดเด่นและแตกต่างจากคนอื่น
หนึ่งสิ่งง่ายๆ ที่สามารถทำให้คุณโดดเด่นและแตกต่างจากคนอื่น

เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยที่อยากให้ตัวเองมีความโดดเด่นขึ้นมาจากเดิม เพราะนั่นจะมีส่วนสำคัญในเรื่องการสร้างโอกาสก้าวหน้า บ้างก็ทำให้ตัวคุณสามารถเป็นที่ยอมรับของคนรอบข้างได้ ทำให้คนอื่นๆ เชื่อมั่นและรับฟังคุณมากขึ้น ฯลฯ และที่หลายๆ คนมักครุ่นคิดคือทำอย่างไรจะให้เป็นแบบนั้น
แต่ที่หลายๆ คนมักจะคิดกันต่อคือการจะสร้างความโดดเด่นนั้นค่อนข้างจะไม่ใช่เรื่องง่าย แถมเผลอๆ อาจจะต้องใช้ทักษะมากมาย บ้างก็ต้องไปเทคคอร์สเรียนกันเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรมากมายอีก
ฟังดูเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย
แต่อันที่จริงแล้ว สำหรับนักคิดหลายๆ คน (รวมทั้งผมเอง) อาจจะไม่ใช่เรื่องยากขนาดนั้น อย่างในบล็อกของ Gary Wu เองก็ให้ความเห็นน่าคิดว่าจริงๆ เราสามารถเปลี่ยนตัวเองให้โดดเด่นได้ด้วยวิธีการง่ายๆ
นั่นคือการเริ่มต้นอ่านหนังสือครับ
หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอาจจะแบบ เฮ้ย เอาแบบนี้กันเลยหรือ? แต่เชื่อผมเถอะว่าจริงๆ มันก็ง่ายแบบนั้นแหละ เพราะเอาแค่ชีวิตผมเองนั้น ผมก็ก้าวมาถึงวันนี้ได้ส่วนหนึ่งก็เพราะการอ่านหนังสือด้วย
และการอ่านหนังสือที่ว่านี้ใช่ว่าจำเป็นต้องเป็นหนังสือราคาแพงๆ หรือหนังสือดังๆ หรอกนะครับ เพราะแม้แต่หนังสือทั่วๆ ไปก็สามารถทำให้คุณโดดเด่นได้เหมือนกันถ้าคุณมองเห็นโอกาสและเลือกจะเรียนรู้จากมัน
ถ้าเราจะมองประโยชน์ของการอ่านหนังสือนั้น คงมีมากมาย เรามาลองวิเคราะห์แค่พื้นฐานง่ายๆ ว่าคุณจะเห็นอะไรจากกอ่านหนังสือบ้างในแง่ของการพัฒนาตัวเอง
1. คุณได้ขยายขอบเขตความรู้ของคุณออกไป
ผมมักพูดเสมอๆ ว่าเวลาที่เราอ่านหนังสือแขนงใหม่ๆ นั้น สิ่งที่จะตามมาคือการทำให้เราได้เห็นว่ามีอีกหลายสิ่งที่ยังไม่รู้ และยิ่งคุณได้ขยายขอบเขตความรู้ของคุณมากเท่าไร คุณก็จะสามารถสร้างความแตกต่างจากคนอื่นๆ ที่อยู่สายงานเดียวกับคุณ และในหลายๆ โอกาสนั้น คุณก็อาจจะได้ใช้ข้อมูลเหล่านั้นเช่นในการประชุม การแสดงความคิดเห็น หรือแม้แต่การเข้าสังคมในงานต่างๆ ด้วย (ซึ่งมันคงดูดีทีเดียวถ้าคุณสามารถมีเรื่องมากมายไปเล่าแทนที่จะเป็นเรื่องงานที่บางคนอาจจะมองว่าน่าเบื่อๆ แถมเป็นเรื่องเดิมๆ)
2. คุณได้เรียนรู้วิธีการเล่าเรื่องใหม่ๆ
การอ่านหนังสือก็เหมือนกับการฟังเรื่องเล่าจากคนเขียน และวิธีการเล่าเรื่องนี้แหละที่เป็นเสน่ห์สำคัญของการสื่อสารที่คุณสามารถนำไปเรียนรู้และดัดแปลงเพื่อให้เข้ากับตัวคุณได้ ซึ่งวิธีการเล่าเรื่องนี้อาจจะกลายเป็นรูปแบบพรีเซนต์งานของคุณ การพูดในที่สาธารณะ การเขียนงาน ฯลฯ ซึ่งยิ่งคุณรู้รูปแบบการเล่าเรื่องมากแค่ไหน ก็จะยิ่งทำให้คุณสามารถดัดแปลงและเลือกใช้ได้หลากหลายมากขึ้นเท่านั้น
3. คุณได้เรียนรู้ศัพท์ใหม่ๆ
นอกจากการเล่าเรื่องแล้ว สิ่งที่คนอ่านหนังสือมักจะได้ติดตัวมาโดยไม่รู้ตัวคือการใช้ศัพท์ต่างๆ ที่เราอ่านหนังสือ ทั้งนี้เราจะเห็นว่าหลายๆ คำนั้นอาจจะไม่ใช่คำที่เรารู้จักหรือคุ้นเคย แต่พออ่านหนังสือไปเรื่อยๆ แล้วจะเกิดการจดจำ การคุ้นชิน และสุดท้ายก็กลายเป็นคำศัพท์ติดตัวเราไปอย่างรวดเร็ว มันก็เหมือนกับที่เราสังเกตว่าคนที่อ่านหนังสือเยอะๆ จะมีคำศัพท์ใหม่ๆ หรือมีการเรียกสิ่งต่างๆ ที่ต่างไปจากคนทั่วไป ซึ่งนั่นก็กลายเป็นเสน่ห์ของพวกเขาไปโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน
3 เรื่องนี้เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ผมเห็นจากการอ่านหนังสือโดยยังไม่ได้พูดเรื่องเฉพาะทางหรือความรู้ที่ซับซ้อนเลยแต่อย่างใด ฉะนั้นแล้ว เชื่อผมเถอะครับว่าถ้าอยากจะเก่ง อยากจะให้ตัวเองพัฒนาขึ้นไปอีก เรื่องพื้นฐานที่คุณควรจะทำให้ได้คือการอ่านหนังสือให้มากขึ้นไปกว่าเดิม (หรือถ้าใครยังไม่อ่านก็เริ่มอ่านซะนั่นแหละครับ)
ปล. ถ้าไม่รู้ว่าจะอ่านหนังสืออะไรดี ลองดูในอีกบล็อกของผมอย่าง rebook.in.th ได้ครับ
เครดิต http://www.nuttaputch.com/one-simple-thing-to-make-you-stand-out/
เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยที่อยากให้ตัวเองมีความโดดเด่นขึ้นมาจากเดิม เพราะนั่นจะมีส่วนสำคัญในเรื่องการสร้างโอกาสก้าวหน้า บ้างก็ทำให้ตัวคุณสามารถเป็นที่ยอมรับของคนรอบข้างได้ ทำให้คนอื่นๆ เชื่อมั่นและรับฟังคุณมากขึ้น ฯลฯ และที่หลายๆ คนมักครุ่นคิดคือทำอย่างไรจะให้เป็นแบบนั้น
แต่ที่หลายๆ คนมักจะคิดกันต่อคือการจะสร้างความโดดเด่นนั้นค่อนข้างจะไม่ใช่เรื่องง่าย แถมเผลอๆ อาจจะต้องใช้ทักษะมากมาย บ้างก็ต้องไปเทคคอร์สเรียนกันเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรมากมายอีก
ฟังดูเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย
แต่อันที่จริงแล้ว สำหรับนักคิดหลายๆ คน (รวมทั้งผมเอง) อาจจะไม่ใช่เรื่องยากขนาดนั้น อย่างในบล็อกของ Gary Wu เองก็ให้ความเห็นน่าคิดว่าจริงๆ เราสามารถเปลี่ยนตัวเองให้โดดเด่นได้ด้วยวิธีการง่ายๆ
นั่นคือการเริ่มต้นอ่านหนังสือครับ
หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอาจจะแบบ เฮ้ย เอาแบบนี้กันเลยหรือ? แต่เชื่อผมเถอะว่าจริงๆ มันก็ง่ายแบบนั้นแหละ เพราะเอาแค่ชีวิตผมเองนั้น ผมก็ก้าวมาถึงวันนี้ได้ส่วนหนึ่งก็เพราะการอ่านหนังสือด้วย
และการอ่านหนังสือที่ว่านี้ใช่ว่าจำเป็นต้องเป็นหนังสือราคาแพงๆ หรือหนังสือดังๆ หรอกนะครับ เพราะแม้แต่หนังสือทั่วๆ ไปก็สามารถทำให้คุณโดดเด่นได้เหมือนกันถ้าคุณมองเห็นโอกาสและเลือกจะเรียนรู้จากมัน
ถ้าเราจะมองประโยชน์ของการอ่านหนังสือนั้น คงมีมากมาย เรามาลองวิเคราะห์แค่พื้นฐานง่ายๆ ว่าคุณจะเห็นอะไรจากกอ่านหนังสือบ้างในแง่ของการพัฒนาตัวเอง
1. คุณได้ขยายขอบเขตความรู้ของคุณออกไป
ผมมักพูดเสมอๆ ว่าเวลาที่เราอ่านหนังสือแขนงใหม่ๆ นั้น สิ่งที่จะตามมาคือการทำให้เราได้เห็นว่ามีอีกหลายสิ่งที่ยังไม่รู้ และยิ่งคุณได้ขยายขอบเขตความรู้ของคุณมากเท่าไร คุณก็จะสามารถสร้างความแตกต่างจากคนอื่นๆ ที่อยู่สายงานเดียวกับคุณ และในหลายๆ โอกาสนั้น คุณก็อาจจะได้ใช้ข้อมูลเหล่านั้นเช่นในการประชุม การแสดงความคิดเห็น หรือแม้แต่การเข้าสังคมในงานต่างๆ ด้วย (ซึ่งมันคงดูดีทีเดียวถ้าคุณสามารถมีเรื่องมากมายไปเล่าแทนที่จะเป็นเรื่องงานที่บางคนอาจจะมองว่าน่าเบื่อๆ แถมเป็นเรื่องเดิมๆ)
2. คุณได้เรียนรู้วิธีการเล่าเรื่องใหม่ๆ
การอ่านหนังสือก็เหมือนกับการฟังเรื่องเล่าจากคนเขียน และวิธีการเล่าเรื่องนี้แหละที่เป็นเสน่ห์สำคัญของการสื่อสารที่คุณสามารถนำไปเรียนรู้และดัดแปลงเพื่อให้เข้ากับตัวคุณได้ ซึ่งวิธีการเล่าเรื่องนี้อาจจะกลายเป็นรูปแบบพรีเซนต์งานของคุณ การพูดในที่สาธารณะ การเขียนงาน ฯลฯ ซึ่งยิ่งคุณรู้รูปแบบการเล่าเรื่องมากแค่ไหน ก็จะยิ่งทำให้คุณสามารถดัดแปลงและเลือกใช้ได้หลากหลายมากขึ้นเท่านั้น
3. คุณได้เรียนรู้ศัพท์ใหม่ๆ
นอกจากการเล่าเรื่องแล้ว สิ่งที่คนอ่านหนังสือมักจะได้ติดตัวมาโดยไม่รู้ตัวคือการใช้ศัพท์ต่างๆ ที่เราอ่านหนังสือ ทั้งนี้เราจะเห็นว่าหลายๆ คำนั้นอาจจะไม่ใช่คำที่เรารู้จักหรือคุ้นเคย แต่พออ่านหนังสือไปเรื่อยๆ แล้วจะเกิดการจดจำ การคุ้นชิน และสุดท้ายก็กลายเป็นคำศัพท์ติดตัวเราไปอย่างรวดเร็ว มันก็เหมือนกับที่เราสังเกตว่าคนที่อ่านหนังสือเยอะๆ จะมีคำศัพท์ใหม่ๆ หรือมีการเรียกสิ่งต่างๆ ที่ต่างไปจากคนทั่วไป ซึ่งนั่นก็กลายเป็นเสน่ห์ของพวกเขาไปโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน
3 เรื่องนี้เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ผมเห็นจากการอ่านหนังสือโดยยังไม่ได้พูดเรื่องเฉพาะทางหรือความรู้ที่ซับซ้อนเลยแต่อย่างใด ฉะนั้นแล้ว เชื่อผมเถอะครับว่าถ้าอยากจะเก่ง อยากจะให้ตัวเองพัฒนาขึ้นไปอีก เรื่องพื้นฐานที่คุณควรจะทำให้ได้คือการอ่านหนังสือให้มากขึ้นไปกว่าเดิม (หรือถ้าใครยังไม่อ่านก็เริ่มอ่านซะนั่นแหละครับ)
ปล. ถ้าไม่รู้ว่าจะอ่านหนังสืออะไรดี ลองดูในอีกบล็อกของผมอย่าง rebook.in.th ได้ครับ
เครดิต http://www.nuttaputch.com/one-simple-thing-to-make-you-stand-out/
วันเสาร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2558
ปัญหาของคนส่วนใหญ่ก็คือ ยิ่งโตเรายิ่ง "รู้ลึก" และ "จมดิ่ง" อยูกับโลกเดิม ๆ
เครดิต เฟส Boy's Thought
ปัญหาของคนส่วนใหญ่ก็คือ
ยิ่งโตเรายิ่ง "รู้ลึก" และ "จมดิ่ง" อยูกับโลกเดิม ๆ
เราคุยกับคนที่ทำงานเดียวกัน อาชีพเดียวกัน คอเดียวกัน
เราเดินทางไปยังที่ซ้ำ ๆ เดิม ๆ
บ้านไปที่ทำงาน ที่ทำงานกลับมาบ้าน วนอยู่อย่างนี้ชั่วนาตาปี
ยิ่งโตเรายิ่ง "รู้ลึก" และ "จมดิ่ง" อยูกับโลกเดิม ๆ
เราคุยกับคนที่ทำงานเดียวกัน อาชีพเดียวกัน คอเดียวกัน
เราเดินทางไปยังที่ซ้ำ ๆ เดิม ๆ
บ้านไปที่ทำงาน ที่ทำงานกลับมาบ้าน วนอยู่อย่างนี้ชั่วนาตาปี
นานวันเข้า นอกจากเราจะเบื่อและหมดไฟไปเอง
เรายังจะเป็นคนโลกแคบลงเรื่อย ๆ ไม่อยากเรียนรู้อะไรใหม่อีกแล้ว
เรายังจะเป็นคนโลกแคบลงเรื่อย ๆ ไม่อยากเรียนรู้อะไรใหม่อีกแล้ว
และนั่นล่ะครับคือจุดกำเนิดของ
"ชีวิตกระดาษก๊อปปี้" ที่กี่ปีก็ซ้ำเหมือนเดิม
ชีวิตที่ลอกลายซ้ำ ๆ ค่อย ๆ จางลงเรื่อย ๆ
จนมองไม่เห็นร่องรอยอะไรเลยบนกระดาษแผ่นสุดท้ายของชีวิต
"ชีวิตกระดาษก๊อปปี้" ที่กี่ปีก็ซ้ำเหมือนเดิม
ชีวิตที่ลอกลายซ้ำ ๆ ค่อย ๆ จางลงเรื่อย ๆ
จนมองไม่เห็นร่องรอยอะไรเลยบนกระดาษแผ่นสุดท้ายของชีวิต
สิ่งที่ผมพอจะแนะนำได้
สำหรับคนที่อยากกลับมามีไฟอีกครั้งกับชีวิต
หรือคนที่ต้องการสร้างความแปลกใหม่ให้กับชีวิต
มี 3 ข้อดังนี้
สำหรับคนที่อยากกลับมามีไฟอีกครั้งกับชีวิต
หรือคนที่ต้องการสร้างความแปลกใหม่ให้กับชีวิต
มี 3 ข้อดังนี้
1.ลองอ่านหนังสือในแนวที่ไม่เคยอ่าน
เช่น ปกติชอบอ่านแนวพัฒนาตัวเอง
ให้ลองอ่านหนังสือแนวอื่น ๆ เช่น ดวงชะตา ปรัชญา
หรือปกติอ่านแต่คอลัมน์กี่ฬาในหนังสือพิมพ์
ให้ลองอ่านข่าวสังคม ข่าวเศรษฐกิจดูบ้าง
เช่น ปกติชอบอ่านแนวพัฒนาตัวเอง
ให้ลองอ่านหนังสือแนวอื่น ๆ เช่น ดวงชะตา ปรัชญา
หรือปกติอ่านแต่คอลัมน์กี่ฬาในหนังสือพิมพ์
ให้ลองอ่านข่าวสังคม ข่าวเศรษฐกิจดูบ้าง
2.ลองเข้าสัมมนาที่ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องที่เราสนใจ
เช่น ปกติสนใจแต่เรื่องลงทุน
ให้คุณลองไปลงคอร์สสอนทำอาหาร คอร์สฮวงจุ้ย
หรือถ้ากล้าพอ ก็ลองลงคอร์สที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะสอนอะไร
เช่น ปกติสนใจแต่เรื่องลงทุน
ให้คุณลองไปลงคอร์สสอนทำอาหาร คอร์สฮวงจุ้ย
หรือถ้ากล้าพอ ก็ลองลงคอร์สที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะสอนอะไร
3.ลองเดินทางแบบไม่ต้องมีแผนการ
อาจจะแค่ขับรถไปเรื่อย ๆ ในที่ที่เราไม่เคยไป
หรือเดินทางไปต่างจังหวัดแบบไม่มีกำหนดการเที่ยวที่แน่นอน
อาจจะแค่ขับรถไปเรื่อย ๆ ในที่ที่เราไม่เคยไป
หรือเดินทางไปต่างจังหวัดแบบไม่มีกำหนดการเที่ยวที่แน่นอน
ผมคิดว่า 3 ข้อนี้จะค่อย ๆ พาเราออกจากพื้นที่คุ้นชิน
สัญชาตญาณของเราจะเริ่มทำงาน
สมองจะได้ใช้งานส่วนที่ไม่ค่อยได้ใช้ เพราะใช้ความเคยชินมานาน
คุณอาจจะค้นพบความชอบในด้านอื่นที่คุณไม่เคยรู้จักตัวเองมาก่อน
เหมือนผมที่แต่ก่อนชอบอ่านนิยาย พอมาอ่านหนังสือพัฒนาตัวเอง
ปรากฏว่าชอบมากจนหลงใหล
สัญชาตญาณของเราจะเริ่มทำงาน
สมองจะได้ใช้งานส่วนที่ไม่ค่อยได้ใช้ เพราะใช้ความเคยชินมานาน
คุณอาจจะค้นพบความชอบในด้านอื่นที่คุณไม่เคยรู้จักตัวเองมาก่อน
เหมือนผมที่แต่ก่อนชอบอ่านนิยาย พอมาอ่านหนังสือพัฒนาตัวเอง
ปรากฏว่าชอบมากจนหลงใหล
นอกจากนี้มันยังจะนำเราไปหาคนใหม่ อาชีพใหม่ ที่เราไม่เคยเจอ
ทุกวันนี้ผมคิดว่าผมมีเพื่อนที่มาจากทุกอาชีพ
และมันเป็นประสบการณ์ชั้นเยี่ยมของการเกิดมาบนโลกนี้
นั่นคือการเรียนรู้จากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
ทุกวันนี้ผมคิดว่าผมมีเพื่อนที่มาจากทุกอาชีพ
และมันเป็นประสบการณ์ชั้นเยี่ยมของการเกิดมาบนโลกนี้
นั่นคือการเรียนรู้จากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
และสุดท้าย การเดินทางไปยังที่ที่เราไม่คุ้นเคย
จะทำให้เรารู้จักตัวตนของเรามากขึ้นครับ
จะทำให้เรารู้จักตัวตนของเรามากขึ้นครับ
"แล้วทุกอย่างจะต่อทางให้เอง"
นี่คือประโยคที่ผมพูดเสมอ และขอให้เชื่อว่ามันคือเรื่องจริง
ปีใหม่ผ่านไปแล้วครึ่งเดือน
ใครคิดที่จะหาอะไรใหม่ ๆ ให้กับชีวิต
ลองนำ 3 ข้อนี้ไปลองทำดูครับ เวิร์คแน่นอน!
นี่คือประโยคที่ผมพูดเสมอ และขอให้เชื่อว่ามันคือเรื่องจริง
ปีใหม่ผ่านไปแล้วครึ่งเดือน
ใครคิดที่จะหาอะไรใหม่ ๆ ให้กับชีวิต
ลองนำ 3 ข้อนี้ไปลองทำดูครับ เวิร์คแน่นอน!
วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2558
เคยไหมครับ รู้ว่าต้องทำ แต่ไม่ทำซะที ? cr คุณ อั๋นเชิดพงษ์
เครดิต เฟส Un+ Chirdpong
เคยไหมครับ รู้ว่าต้องทำ แต่ไม่ทำซะที ?
เคยไหมครับ มีมารในจิตใจ … คอยหยุดไม่ให้เราก้าวต่อไป ?
ไอเดียนี้เป็นอีกไอเดียที่ ถ้าเพื่อนๆ เข้าใจ
อาจเปลี่ยนชีวิต ไปตลอดกาล
------------------
Key คือ ต้องเปลี่ยนที่ “จิตใต้สำนึก”
เพราะจิตใต้สำนึกเป็นตัวควบคุมพฤติกรรมของเราทั้งหมด
ทำยังไง? … ผมจะค่อยๆเล่าให้ฟังนะครับ
-----------------
สมมุติปัจจุบันเราเป็นคนคิดลบ ไม่ประสบความสำเร็จ
นั่นแปลว่าเรามีความคิด “ลบ” อยู่เต็มไปหมดในจิตใต้สำนึก
การกระทำเลยออกมาแบบ “ลบๆ” ได้ผลแบบ “ลบๆ”
ต่อมาเมื่อเราพยายาม...เปลี่ยน
รับไอเดียดีๆ เรื่องดีๆ ข่าวดีๆ เข้าไป
มันจะไปอยู่แค่ระดับ “จิตสำนึก”
ยังไม่ฝังรากลงใน....จิตใต้สำนึก
การกระทำของเราจะ “ยังเหมือนเดิม”
(ย้ำอีกที! เพราะตัวที่ควบพฤติกรรมคือจิตใต้สำนึก)
(ย้ำอีกที! เพราะตัวที่ควบพฤติกรรมคือจิตใต้สำนึก)
พูดง่ายๆก็คือ “รู้แล้วว่าต้องทำไร แต่ไม่ได้ทำ” นั่นเอง
เราเรียกสถานะนี้ว่า “Bondage” – ตามภาพรูปซ้ายบนสุด
----------
หน้าที่เราคือ ต้องให้ไอเดียดีๆ ใหม่ๆ (บวก)
ฝังลงใน "จิตใต้สำนึก" ให้ได้
ทำยังไง.......ทำ 2 อย่าง......แค่นั้น
1. ซ้ำ ๆ ๆ ๆ
2. ใส่อารมณ์ร่วม (อารมณ์บวก)
2. ใส่อารมณ์ร่วม (อารมณ์บวก)
เช่น
ฉันหล่อๆๆๆ (นึกหน้าตัวเองที่หล่อ… ฟินสุดๆ!)
ฉันคือนายกฯที่ยิ่งใหญ่ๆๆๆ (นึกภาพตอนเป็นนายกฯแล้ว แบบฟินสุดๆ)
(หลักการของ self-talk นั่นเอง หรือการเขียนเป้าหมายแล้วอ่านซ้ำ)
---------------
ถ้าทำได้! เรามาครึ่งทางแล้วครับ
เราเรียกสถานะที่ 2 นี้ว่า “Reason”
คือมีทั้งไอเดียเก่า (-) และไอเดียใหม่ (+) ปนกัน
จะเกิดอาการ “ตัวมารกับนางฟ้า”
“มาร: เห้ย นายทำไม่ได้หรอก เหนื่อยเปล่าๆ”
“นางฟ้า: สู้ๆ เป้าหมายอยู่ข้างหน้าแล้ว ลุยอีกสักตั้ง”
“นางฟ้า: สู้ๆ เป้าหมายอยู่ข้างหน้าแล้ว ลุยอีกสักตั้ง”
ถ้ามารชนะ เราจะเด้งกลับไป “เป็นคนเดิม” อีกครั้ง
คิดลบเหมือนเดิม ไม่ประสบความสำเร็จเหมือนเดิม
ถ้านางฟ้าชนะ เราจะทะลุกำแพงนี้ไปได้
มีแต่ไอเดีย “บวก” เต็มไปหมด ทำอะไรก็สำเร็จ
และกลายเป็นคนใหม่ มีชีวิตใหม่ ในระดับที่ 3 คือ “Freedom”
ซึ่งการที่จะให้นางฟ้าชนะได้
จะต้องย้ำไอเดียบวก บ่อยๆ และมีอารมณ์ร่วมมากๆ
"แรงบันดาลใจ" หรือ เหตุผลที่จะทำไป “เพื่อ” อะไร
จึงสำคัญมาก
----------------
สรุป
ถ้าปัจจุบัน เรารู้แต่ยังไม่ได้ทำ (ระดับที่ 1)
หรือเรากำลังผจญกับยักษ์กับมารอยู่ (ระดับที่ 2)
ไม่เป็นไร นั่นแสดงว่าเราใกล้ทะลุกำแพงเต็มทีล่ะ
แค่ ”ย้ำ” อีกสักหน่อย
“สู้” อีกสักหน่อย
“ลุย” กันอีกสักตั้ง
“ใส่อารมณ์ บวก! กับมันให้มากขึ้นอีกหน่อย”
อีกนิดเดียวก็จะทะลุกำแพงแล้วครับ
สู้ๆ!
อรุณสวัสดิ์ครับ
Un+ Chirdpong (อั๋น เชิดพงษ์)
Note: Re-post from 6 Aug 2014
Un+ Chirdpong (อั๋น เชิดพงษ์)
Note: Re-post from 6 Aug 2014
Cr: Bob Proctor – thinking into result – ผมปรับบางส่วนเพื่อให้อ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น
-------------
Idea เพิ่มเติม:
ที่เอาโพสนี้มา Re-post อีกครั้ง เนื่องจากว่า
โพสนี้ ถ้าเอาไปใช้ร่วมกับโพสที่แล้ว จะได้ผลลัพธ์เร็วแบบทวีคูณ
ตรงที่โพสนี้ที่บอกว่า...
"แรงบันดาลใจ" หรือ เหตุผลที่จะทำไป “เพื่อ” อะไร
"แรงบันดาลใจ" หรือ เหตุผลที่จะทำไป “เพื่อ” อะไร
เราก็ใช้ Pain หรือ Pleasure (ที่คุยกันในโพสที่แล้ว) เป็นแรง Drive ให้เราลงมือทำ!
(กรูจะรวย!!! ไม่เอาแล้วโว้ยชีวิตเก่าๆ แบบนี้)
(กรูจะรวย!!! ไม่เอาแล้วโว้ยชีวิตเก่าๆ แบบนี้)
และถ้าเราทำมันบ่อยๆ ย้ำมันทุกวัน! (ประมาณ 21-30 วัน)
มันจะไปเปลี่ยนจิตใต้สำนึก และเราจะทำมันจนเป็นนิสัย! เป็นอัตโนมัติ
นั่นหมายความว่า ต่อไปก็ไม่ต้องสร้างภาพ Pain อีกแล้ว มันจะเป็น Auto แบบขับรถยังไงหยั่งงั้นเลย!!!
เราก็จะทะลุกำแพง กลายไปเป็นคนใหม่ !!!
วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2558
5 ประโยคเคล็ดลับ (ไว้ตอกกลับคนคิดลบ)ฉบับ Aten+Arnon Style
5 ประโยคเคล็ดลับ (ไว้ตอกกลับคนคิดลบ)ฉบับ Aten+Arnon Style
สำหรับผู้ที่มีความฝันนี่คือ 5 คำ ที่คุณต้องเจอระหว่างทาง
1.ฝันใหญ่....จะเหนื่อยนะ?
-ตอบ: ถูก...การที่มีความฝันที่ใหญ่อาจจะเหนื่อยนะ
แต่ชีวิตที่ไม่มีความฝันเลย "เหนื่อยกว่า"
2.ที่เธอกำลังทำ"คนส่วนใหญ่"
เค้าไม่ทำกันหรอก?
เค้าไม่ทำกันหรอก?
-ตอบ: ก็ดีดิ คนส่วนใหญ่97%บนโลก เป็นคนธรรมดา คนสำเร็จยิ่งใหญ่ๆจริงๆมีประมาณ3%
ถ้าฉันทำไม่เหมือนคนส่วนใหญ่ แสดงว่า ฉันกำลังก้าวเข้าไปอยู่ในกลุ่ม3%สิ?
ถ้าฉันทำไม่เหมือนคนส่วนใหญ่ แสดงว่า ฉันกำลังก้าวเข้าไปอยู่ในกลุ่ม3%สิ?
3.โอย!ยากเกินไป.... ฉันเองยังทำไม่ได้เลย?
-ตอบ:โทดนะ! นั่นชีวิตเธอ
การที่เธอทำไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่า"ฉันจะต้องทำไม่ได้เหมือนเธอด้วย"
4. เชื่อฉันสิ! ฉันเป็นผู้ใหญ่นะ
อย่าทำเลย เฮียเจ๊งมาแล้ว
เชื่อเฮีย....เฮียอาบน้ามร้อนมาก่อน
เฮียรู้ดี....!
อย่าทำเลย เฮียเจ๊งมาแล้ว
เชื่อเฮีย....เฮียอาบน้ามร้อนมาก่อน
เฮียรู้ดี....!
-ตอบ: ยังไงก็ขอบคุณนะเฮีย ที่มานั่งเล่าประสบการณ์น้ำร้อนลวก จนไข่เฮียหด จนไม่กล้าทำอะไรอีก(ไข่ต้มนะคับอย่าคิดลึก)
แต่คนที่ทำได้ก็มีเยอะแยะ ขอเปลี่ยนจากฟังประสบการไข่หดของเฮีย(ไข่ต้ม) เอาเวลาไปศึกษาวิธีการจากคนที่เขาทำได้แล้วดีกว่า!
5.พยามทำไมนักหนา...
ตายไป...ก็เอาอะไรไปไม่ได้
ตายไป...ก็เอาอะไรไปไม่ได้
-ตอบ: กูรู้...ไม่ได้โง่(คิดในใจ)
แต่สำหรับฉัน
ฉันขอทิ้งอะไรดีๆไว้โลกนี้
ก่อนที่จะตาย!
ฉันขอทิ้งอะไรดีๆไว้โลกนี้
ก่อนที่จะตาย!
และในขณะที่มีชีวิตอยู่
ขอมีชีวิตแบบที่ดีที่สุด
เท่าที่ใจอยาก!
นี่คือทางของฉัน!
ขอมีชีวิตแบบที่ดีที่สุด
เท่าที่ใจอยาก!
นี่คือทางของฉัน!
ยังไง....ก็เชิญเธอไปแต่วิญญาณเถอะ
เด๋วจะถวายมาม่าไปให้
เด๋วจะถวายมาม่าไปให้
ขอตัว!!!
นี่คือ5ประโยค
"ที่บั่นทอนและดับฝันคนที่มีเป้าหมายมากที่สุด"
วัคซีน 5 ข้อนี้
จะทำให้คุณไม่ตกเป็นเหยื่อ
คนคิดลบอีกต่อไป
อรุณสวัสดิ์วันเด็กครับพี่ๆน้องๆของผม
{A10(เอเท็น อานนท์)
(ฉบับพิเศษ)
Ver. Aten+Arnon Style}
(ฉบับพิเศษ)
Ver. Aten+Arnon Style}
cr; เฟส Aten+ Arnon
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)

