วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2558

ปาฏิหาริย์รัก ...จากภรรยาทหารผู้เสียชีวิตเหตุ ฮ.ตก ที่พะเยา

http://hilight.kapook.com/view/114948#

หนึ่งสิ่งง่ายๆ ที่สามารถทำให้คุณโดดเด่นและแตกต่างจากคนอื่น

หนึ่งสิ่งง่ายๆ ที่สามารถทำให้คุณโดดเด่นและแตกต่างจากคนอื่น
Composition With Books On The Table
เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยที่อยากให้ตัวเองมีความโดดเด่นขึ้นมาจากเดิม เพราะนั่นจะมีส่วนสำคัญในเรื่องการสร้างโอกาสก้าวหน้า บ้างก็ทำให้ตัวคุณสามารถเป็นที่ยอมรับของคนรอบข้างได้ ทำให้คนอื่นๆ เชื่อมั่นและรับฟังคุณมากขึ้น ฯลฯ และที่หลายๆ คนมักครุ่นคิดคือทำอย่างไรจะให้เป็นแบบนั้น

แต่ที่หลายๆ คนมักจะคิดกันต่อคือการจะสร้างความโดดเด่นนั้นค่อนข้างจะไม่ใช่เรื่องง่าย แถมเผลอๆ อาจจะต้องใช้ทักษะมากมาย บ้างก็ต้องไปเทคคอร์สเรียนกันเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรมากมายอีก

ฟังดูเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย

แต่อันที่จริงแล้ว สำหรับนักคิดหลายๆ คน (รวมทั้งผมเอง) อาจจะไม่ใช่เรื่องยากขนาดนั้น อย่างในบล็อกของ Gary Wu เองก็ให้ความเห็นน่าคิดว่าจริงๆ เราสามารถเปลี่ยนตัวเองให้โดดเด่นได้ด้วยวิธีการง่ายๆ

นั่นคือการเริ่มต้นอ่านหนังสือครับ

หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอาจจะแบบ เฮ้ย เอาแบบนี้กันเลยหรือ? แต่เชื่อผมเถอะว่าจริงๆ มันก็ง่ายแบบนั้นแหละ เพราะเอาแค่ชีวิตผมเองนั้น ผมก็ก้าวมาถึงวันนี้ได้ส่วนหนึ่งก็เพราะการอ่านหนังสือด้วย

และการอ่านหนังสือที่ว่านี้ใช่ว่าจำเป็นต้องเป็นหนังสือราคาแพงๆ หรือหนังสือดังๆ หรอกนะครับ เพราะแม้แต่หนังสือทั่วๆ ไปก็สามารถทำให้คุณโดดเด่นได้เหมือนกันถ้าคุณมองเห็นโอกาสและเลือกจะเรียนรู้จากมัน

ถ้าเราจะมองประโยชน์ของการอ่านหนังสือนั้น คงมีมากมาย เรามาลองวิเคราะห์แค่พื้นฐานง่ายๆ ว่าคุณจะเห็นอะไรจากกอ่านหนังสือบ้างในแง่ของการพัฒนาตัวเอง

1. คุณได้ขยายขอบเขตความรู้ของคุณออกไป

ผมมักพูดเสมอๆ ว่าเวลาที่เราอ่านหนังสือแขนงใหม่ๆ นั้น สิ่งที่จะตามมาคือการทำให้เราได้เห็นว่ามีอีกหลายสิ่งที่ยังไม่รู้ และยิ่งคุณได้ขยายขอบเขตความรู้ของคุณมากเท่าไร คุณก็จะสามารถสร้างความแตกต่างจากคนอื่นๆ ที่อยู่สายงานเดียวกับคุณ และในหลายๆ โอกาสนั้น คุณก็อาจจะได้ใช้ข้อมูลเหล่านั้นเช่นในการประชุม การแสดงความคิดเห็น หรือแม้แต่การเข้าสังคมในงานต่างๆ ด้วย (ซึ่งมันคงดูดีทีเดียวถ้าคุณสามารถมีเรื่องมากมายไปเล่าแทนที่จะเป็นเรื่องงานที่บางคนอาจจะมองว่าน่าเบื่อๆ แถมเป็นเรื่องเดิมๆ)

2. คุณได้เรียนรู้วิธีการเล่าเรื่องใหม่ๆ

การอ่านหนังสือก็เหมือนกับการฟังเรื่องเล่าจากคนเขียน และวิธีการเล่าเรื่องนี้แหละที่เป็นเสน่ห์สำคัญของการสื่อสารที่คุณสามารถนำไปเรียนรู้และดัดแปลงเพื่อให้เข้ากับตัวคุณได้ ซึ่งวิธีการเล่าเรื่องนี้อาจจะกลายเป็นรูปแบบพรีเซนต์งานของคุณ การพูดในที่สาธารณะ การเขียนงาน ฯลฯ ซึ่งยิ่งคุณรู้รูปแบบการเล่าเรื่องมากแค่ไหน ก็จะยิ่งทำให้คุณสามารถดัดแปลงและเลือกใช้ได้หลากหลายมากขึ้นเท่านั้น

3. คุณได้เรียนรู้ศัพท์ใหม่ๆ

นอกจากการเล่าเรื่องแล้ว สิ่งที่คนอ่านหนังสือมักจะได้ติดตัวมาโดยไม่รู้ตัวคือการใช้ศัพท์ต่างๆ ที่เราอ่านหนังสือ ทั้งนี้เราจะเห็นว่าหลายๆ คำนั้นอาจจะไม่ใช่คำที่เรารู้จักหรือคุ้นเคย แต่พออ่านหนังสือไปเรื่อยๆ แล้วจะเกิดการจดจำ การคุ้นชิน และสุดท้ายก็กลายเป็นคำศัพท์ติดตัวเราไปอย่างรวดเร็ว มันก็เหมือนกับที่เราสังเกตว่าคนที่อ่านหนังสือเยอะๆ จะมีคำศัพท์ใหม่ๆ หรือมีการเรียกสิ่งต่างๆ ที่ต่างไปจากคนทั่วไป ซึ่งนั่นก็กลายเป็นเสน่ห์ของพวกเขาไปโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน

3 เรื่องนี้เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ผมเห็นจากการอ่านหนังสือโดยยังไม่ได้พูดเรื่องเฉพาะทางหรือความรู้ที่ซับซ้อนเลยแต่อย่างใด ฉะนั้นแล้ว เชื่อผมเถอะครับว่าถ้าอยากจะเก่ง อยากจะให้ตัวเองพัฒนาขึ้นไปอีก เรื่องพื้นฐานที่คุณควรจะทำให้ได้คือการอ่านหนังสือให้มากขึ้นไปกว่าเดิม (หรือถ้าใครยังไม่อ่านก็เริ่มอ่านซะนั่นแหละครับ)



ปล. ถ้าไม่รู้ว่าจะอ่านหนังสืออะไรดี ลองดูในอีกบล็อกของผมอย่าง rebook.in.th ได้ครับ

เครดิต http://www.nuttaputch.com/one-simple-thing-to-make-you-stand-out/

วันเสาร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2558

ปัญหาของคนส่วนใหญ่ก็คือ ยิ่งโตเรายิ่ง "รู้ลึก" และ "จมดิ่ง" อยูกับโลกเดิม ๆ

เครดิต  เฟส Boy's Thought

ปัญหาของคนส่วนใหญ่ก็คือ
ยิ่งโตเรายิ่ง "รู้ลึก" และ "จมดิ่ง" อยูกับโลกเดิม ๆ
เราคุยกับคนที่ทำงานเดียวกัน อาชีพเดียวกัน คอเดียวกัน
เราเดินทางไปยังที่ซ้ำ ๆ เดิม ๆ 
บ้านไปที่ทำงาน ที่ทำงานกลับมาบ้าน วนอยู่อย่างนี้ชั่วนาตาปี
นานวันเข้า นอกจากเราจะเบื่อและหมดไฟไปเอง
เรายังจะเป็นคนโลกแคบลงเรื่อย ๆ ไม่อยากเรียนรู้อะไรใหม่อีกแล้ว
และนั่นล่ะครับคือจุดกำเนิดของ
"ชีวิตกระดาษก๊อปปี้" ที่กี่ปีก็ซ้ำเหมือนเดิม
ชีวิตที่ลอกลายซ้ำ ๆ ค่อย ๆ จางลงเรื่อย ๆ
จนมองไม่เห็นร่องรอยอะไรเลยบนกระดาษแผ่นสุดท้ายของชีวิต
สิ่งที่ผมพอจะแนะนำได้
สำหรับคนที่อยากกลับมามีไฟอีกครั้งกับชีวิต
หรือคนที่ต้องการสร้างความแปลกใหม่ให้กับชีวิต
มี 3 ข้อดังนี้
1.ลองอ่านหนังสือในแนวที่ไม่เคยอ่าน
เช่น ปกติชอบอ่านแนวพัฒนาตัวเอง
ให้ลองอ่านหนังสือแนวอื่น ๆ เช่น ดวงชะตา ปรัชญา
หรือปกติอ่านแต่คอลัมน์กี่ฬาในหนังสือพิมพ์
ให้ลองอ่านข่าวสังคม ข่าวเศรษฐกิจดูบ้าง
2.ลองเข้าสัมมนาที่ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องที่เราสนใจ
เช่น ปกติสนใจแต่เรื่องลงทุน
ให้คุณลองไปลงคอร์สสอนทำอาหาร คอร์สฮวงจุ้ย
หรือถ้ากล้าพอ ก็ลองลงคอร์สที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะสอนอะไร
3.ลองเดินทางแบบไม่ต้องมีแผนการ
อาจจะแค่ขับรถไปเรื่อย ๆ ในที่ที่เราไม่เคยไป
หรือเดินทางไปต่างจังหวัดแบบไม่มีกำหนดการเที่ยวที่แน่นอน
ผมคิดว่า 3 ข้อนี้จะค่อย ๆ พาเราออกจากพื้นที่คุ้นชิน
สัญชาตญาณของเราจะเริ่มทำงาน
สมองจะได้ใช้งานส่วนที่ไม่ค่อยได้ใช้ เพราะใช้ความเคยชินมานาน
คุณอาจจะค้นพบความชอบในด้านอื่นที่คุณไม่เคยรู้จักตัวเองมาก่อน
เหมือนผมที่แต่ก่อนชอบอ่านนิยาย พอมาอ่านหนังสือพัฒนาตัวเอง
ปรากฏว่าชอบมากจนหลงใหล
นอกจากนี้มันยังจะนำเราไปหาคนใหม่ อาชีพใหม่ ที่เราไม่เคยเจอ
ทุกวันนี้ผมคิดว่าผมมีเพื่อนที่มาจากทุกอาชีพ
และมันเป็นประสบการณ์ชั้นเยี่ยมของการเกิดมาบนโลกนี้
นั่นคือการเรียนรู้จากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
และสุดท้าย การเดินทางไปยังที่ที่เราไม่คุ้นเคย
จะทำให้เรารู้จักตัวตนของเรามากขึ้นครับ
"แล้วทุกอย่างจะต่อทางให้เอง"
นี่คือประโยคที่ผมพูดเสมอ และขอให้เชื่อว่ามันคือเรื่องจริง
ปีใหม่ผ่านไปแล้วครึ่งเดือน
ใครคิดที่จะหาอะไรใหม่ ๆ ให้กับชีวิต
ลองนำ 3 ข้อนี้ไปลองทำดูครับ เวิร์คแน่นอน!

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2558

เคยไหมครับ รู้ว่าต้องทำ แต่ไม่ทำซะที ? cr คุณ อั๋นเชิดพงษ์

เครดิต  เฟส  Un+ Chirdpong
เคยไหมครับ รู้ว่าต้องทำ แต่ไม่ทำซะที ?
เคยไหมครับ มีมารในจิตใจ … คอยหยุดไม่ให้เราก้าวต่อไป ?
ไอเดียนี้เป็นอีกไอเดียที่ ถ้าเพื่อนๆ เข้าใจ
อาจเปลี่ยนชีวิต ไปตลอดกาล
------------------
Key คือ ต้องเปลี่ยนที่ “จิตใต้สำนึก”
เพราะจิตใต้สำนึกเป็นตัวควบคุมพฤติกรรมของเราทั้งหมด
ทำยังไง? … ผมจะค่อยๆเล่าให้ฟังนะครับ
-----------------
สมมุติปัจจุบันเราเป็นคนคิดลบ ไม่ประสบความสำเร็จ
นั่นแปลว่าเรามีความคิด “ลบ” อยู่เต็มไปหมดในจิตใต้สำนึก
การกระทำเลยออกมาแบบ “ลบๆ” ได้ผลแบบ “ลบๆ”
ต่อมาเมื่อเราพยายาม...เปลี่ยน
รับไอเดียดีๆ เรื่องดีๆ ข่าวดีๆ เข้าไป
มันจะไปอยู่แค่ระดับ “จิตสำนึก”
ยังไม่ฝังรากลงใน....จิตใต้สำนึก
การกระทำของเราจะ “ยังเหมือนเดิม”
(ย้ำอีกที! เพราะตัวที่ควบพฤติกรรมคือจิตใต้สำนึก)
พูดง่ายๆก็คือ “รู้แล้วว่าต้องทำไร แต่ไม่ได้ทำ” นั่นเอง
เราเรียกสถานะนี้ว่า “Bondage” – ตามภาพรูปซ้ายบนสุด
----------
หน้าที่เราคือ ต้องให้ไอเดียดีๆ ใหม่ๆ (บวก)
ฝังลงใน "จิตใต้สำนึก" ให้ได้
ทำยังไง.......ทำ 2 อย่าง......แค่นั้น
1. ซ้ำ ๆ ๆ ๆ
2. ใส่อารมณ์ร่วม (อารมณ์บวก)
เช่น
ฉันหล่อๆๆๆ (นึกหน้าตัวเองที่หล่อ… ฟินสุดๆ!)
ฉันคือนายกฯที่ยิ่งใหญ่ๆๆๆ (นึกภาพตอนเป็นนายกฯแล้ว แบบฟินสุดๆ)
(หลักการของ self-talk นั่นเอง หรือการเขียนเป้าหมายแล้วอ่านซ้ำ)
---------------
ถ้าทำได้! เรามาครึ่งทางแล้วครับ
เราเรียกสถานะที่ 2 นี้ว่า “Reason”
คือมีทั้งไอเดียเก่า (-) และไอเดียใหม่ (+) ปนกัน
จะเกิดอาการ “ตัวมารกับนางฟ้า”
“มาร: เห้ย นายทำไม่ได้หรอก เหนื่อยเปล่าๆ”
“นางฟ้า: สู้ๆ เป้าหมายอยู่ข้างหน้าแล้ว ลุยอีกสักตั้ง”
ถ้ามารชนะ เราจะเด้งกลับไป “เป็นคนเดิม” อีกครั้ง
คิดลบเหมือนเดิม ไม่ประสบความสำเร็จเหมือนเดิม
ถ้านางฟ้าชนะ เราจะทะลุกำแพงนี้ไปได้
มีแต่ไอเดีย “บวก” เต็มไปหมด ทำอะไรก็สำเร็จ
และกลายเป็นคนใหม่ มีชีวิตใหม่ ในระดับที่ 3 คือ “Freedom”
ซึ่งการที่จะให้นางฟ้าชนะได้
จะต้องย้ำไอเดียบวก บ่อยๆ และมีอารมณ์ร่วมมากๆ
"แรงบันดาลใจ" หรือ เหตุผลที่จะทำไป “เพื่อ” อะไร
จึงสำคัญมาก
----------------
สรุป
ถ้าปัจจุบัน เรารู้แต่ยังไม่ได้ทำ (ระดับที่ 1)
หรือเรากำลังผจญกับยักษ์กับมารอยู่ (ระดับที่ 2)
ไม่เป็นไร นั่นแสดงว่าเราใกล้ทะลุกำแพงเต็มทีล่ะ
แค่ ”ย้ำ” อีกสักหน่อย
“สู้” อีกสักหน่อย
“ลุย” กันอีกสักตั้ง
“ใส่อารมณ์ บวก! กับมันให้มากขึ้นอีกหน่อย”
อีกนิดเดียวก็จะทะลุกำแพงแล้วครับ
สู้ๆ!
อรุณสวัสดิ์ครับ
Un+ Chirdpong (อั๋น เชิดพงษ์)
Note: Re-post from 6 Aug 2014
Cr: Bob Proctor – thinking into result – ผมปรับบางส่วนเพื่อให้อ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น
-------------
Idea เพิ่มเติม:
ที่เอาโพสนี้มา Re-post อีกครั้ง เนื่องจากว่า
โพสนี้ ถ้าเอาไปใช้ร่วมกับโพสที่แล้ว จะได้ผลลัพธ์เร็วแบบทวีคูณ
ตรงที่โพสนี้ที่บอกว่า...
"แรงบันดาลใจ" หรือ เหตุผลที่จะทำไป “เพื่อ” อะไร
เราก็ใช้ Pain หรือ Pleasure (ที่คุยกันในโพสที่แล้ว) เป็นแรง Drive ให้เราลงมือทำ!
(กรูจะรวย!!! ไม่เอาแล้วโว้ยชีวิตเก่าๆ แบบนี้)
และถ้าเราทำมันบ่อยๆ ย้ำมันทุกวัน! (ประมาณ 21-30 วัน)
มันจะไปเปลี่ยนจิตใต้สำนึก และเราจะทำมันจนเป็นนิสัย! เป็นอัตโนมัติ
นั่นหมายความว่า ต่อไปก็ไม่ต้องสร้างภาพ Pain อีกแล้ว มันจะเป็น Auto แบบขับรถยังไงหยั่งงั้นเลย!!!
เราก็จะทะลุกำแพง กลายไปเป็นคนใหม่ !!!

วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2558

5 ประโยคเคล็ดลับ (ไว้ตอกกลับคนคิดลบ)ฉบับ Aten+Arnon Style

5 ประโยคเคล็ดลับ (ไว้ตอกกลับคนคิดลบ)ฉบับ Aten+Arnon Style
สำหรับผู้ที่มีความฝันนี่คือ 5 คำ ที่คุณต้องเจอระหว่างทาง
1.ฝันใหญ่....จะเหนื่อยนะ?
-ตอบ: ถูก...การที่มีความฝันที่ใหญ่อาจจะเหนื่อยนะ
แต่ชีวิตที่ไม่มีความฝันเลย "เหนื่อยกว่า"
2.ที่เธอกำลังทำ"คนส่วนใหญ่"
เค้าไม่ทำกันหรอก?
-ตอบ: ก็ดีดิ คนส่วนใหญ่97%บนโลก เป็นคนธรรมดา คนสำเร็จยิ่งใหญ่ๆจริงๆมีประมาณ3%
ถ้าฉันทำไม่เหมือนคนส่วนใหญ่ แสดงว่า ฉันกำลังก้าวเข้าไปอยู่ในกลุ่ม3%สิ?
3.โอย!ยากเกินไป.... ฉันเองยังทำไม่ได้เลย?
-ตอบ:โทดนะ! นั่นชีวิตเธอ
การที่เธอทำไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่า"ฉันจะต้องทำไม่ได้เหมือนเธอด้วย"
4. เชื่อฉันสิ! ฉันเป็นผู้ใหญ่นะ
อย่าทำเลย เฮียเจ๊งมาแล้ว
เชื่อเฮีย....เฮียอาบน้ามร้อนมาก่อน
เฮียรู้ดี....!
-ตอบ: ยังไงก็ขอบคุณนะเฮีย ที่มานั่งเล่าประสบการณ์น้ำร้อนลวก จนไข่เฮียหด จนไม่กล้าทำอะไรอีก(ไข่ต้มนะคับอย่าคิดลึก)
แต่คนที่ทำได้ก็มีเยอะแยะ ขอเปลี่ยนจากฟังประสบการไข่หดของเฮีย(ไข่ต้ม) เอาเวลาไปศึกษาวิธีการจากคนที่เขาทำได้แล้วดีกว่า!
5.พยามทำไมนักหนา...
ตายไป...ก็เอาอะไรไปไม่ได้
-ตอบ: กูรู้...ไม่ได้โง่(คิดในใจ)
แต่สำหรับฉัน
ฉันขอทิ้งอะไรดีๆไว้โลกนี้
ก่อนที่จะตาย!
และในขณะที่มีชีวิตอยู่
ขอมีชีวิตแบบที่ดีที่สุด
เท่าที่ใจอยาก!
นี่คือทางของฉัน!
ยังไง....ก็เชิญเธอไปแต่วิญญาณเถอะ
เด๋วจะถวายมาม่าไปให้
ขอตัว!!!
นี่คือ5ประโยค
"ที่บั่นทอนและดับฝันคนที่มีเป้าหมายมากที่สุด"
วัคซีน 5 ข้อนี้
จะทำให้คุณไม่ตกเป็นเหยื่อ
คนคิดลบอีกต่อไป
อรุณสวัสดิ์วันเด็กครับพี่ๆน้องๆของผม
{A10(เอเท็น อานนท์)
(ฉบับพิเศษ)
Ver. Aten+Arnon Style}
cr; เฟส Aten+ Arnon