พุทธา นุสติ ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 3 รูป
หลวงปู่สอนว่า
พระธรรมเทศนาของ
พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทธาจาโร)
พระธรรมเทศนาของ
พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทธาจาโร)
เกิดมาภพใดชาติใดก็ทุกข์แย่เต็มประดา
ทุกข์ตั้งแต่วันเกิดถึงวันแก่
ทุกข์จากวันแก่ถึงวันแตกดับวันตาย
ทุกถ้วนหน้าไม่มีใครข้ามมันไปได้
จึงให้เรามาสนใจในการรวมจิตใจของเรา
มาให้สงบระงับ ตั้งมั่น เที่ยงตรง
อยู่ภายในดวงใจให้ได้ทุกลมหายใจเข้า ทุกลมหายใจออก
จนกระทั่งจิตใจสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิภาวนาให้ได้
(หลวงปู่สิม พุทธาจาโร)
ทุกข์ตั้งแต่วันเกิดถึงวันแก่
ทุกข์จากวันแก่ถึงวันแตกดับวันตาย
ทุกถ้วนหน้าไม่มีใครข้ามมันไปได้
จึงให้เรามาสนใจในการรวมจิตใจของเรา
มาให้สงบระงับ ตั้งมั่น เที่ยงตรง
อยู่ภายในดวงใจให้ได้ทุกลมหายใจเข้า ทุกลมหายใจออก
จนกระทั่งจิตใจสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิภาวนาให้ได้
(หลวงปู่สิม พุทธาจาโร)
๐ อันความตายนั้น จงระลึกดูให้รู้แจ้งด้วยสติปัญญาของตนเอง
ยกจิตใจตั้งมั่นอย่างได้หวั่นไหว เจ็บจะเจ็บไปถึงไหนก็แค่ตาย
อยู่ดีสบายอยู่ไปถึงไหนก็แค่ตาย แก่ชราแล้วไม่ตายไม่ได้
เมื่อมาถึงบุคคลผู้ใดจะให้ผู้อื่นช่วยไม่ได้ ต้องภาวนาให้พ้นจากความตาย
ความตายนั้นมีทางพ้นไปได้ อยู่ที่การละกิเลส ล้างกิเลสในใจให้หมดสิ้น
ยกจิตใจตั้งมั่นอย่างได้หวั่นไหว เจ็บจะเจ็บไปถึงไหนก็แค่ตาย
อยู่ดีสบายอยู่ไปถึงไหนก็แค่ตาย แก่ชราแล้วไม่ตายไม่ได้
เมื่อมาถึงบุคคลผู้ใดจะให้ผู้อื่นช่วยไม่ได้ ต้องภาวนาให้พ้นจากความตาย
ความตายนั้นมีทางพ้นไปได้ อยู่ที่การละกิเลส ล้างกิเลสในใจให้หมดสิ้น
๐ กิเลสกองไหนที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองขุ่นมัว
ให้รีบตัด รีบละออกไปเลิกไม่ได้ ละไม่ได้ก็ให้นึกถึงความตาย
ใครจะดุร้าย ป้ายสี ก็ให้นึกว่าเขาจะต้องตาย
เราคือกายกับจิตก็ต้องตายจากกันไป จะมาโกรธ มาโลภ มาหลง
มายึดหน้าถือตา ยึดอะไรต่อมิอะไรไปทำไม จงปล่อยวางให้มันหมดสิ้นไป
ให้รีบตัด รีบละออกไปเลิกไม่ได้ ละไม่ได้ก็ให้นึกถึงความตาย
ใครจะดุร้าย ป้ายสี ก็ให้นึกว่าเขาจะต้องตาย
เราคือกายกับจิตก็ต้องตายจากกันไป จะมาโกรธ มาโลภ มาหลง
มายึดหน้าถือตา ยึดอะไรต่อมิอะไรไปทำไม จงปล่อยวางให้มันหมดสิ้นไป
๐ โลกธรรม 8 ประการ มีความสบายกายสบายใจ ก็มีความไม่สบายกายไม่สบายใจ
คือมีสุข มีทุกข์อยู่อย่างนี้ มีสรรเสริญ ก็ต้องมีติเตียนนินทาเป็นธรรมดาของโลกอย่างนี้
มีลาภเสื่อมลาภได้ เป็นธรรมดาอย่างนี้ มียศเสื่อมยศมันมีเป็นธรรมดาอย่างนี้
จิตผู้รู้ผู้ภาวนาไปอยู่ที่ไหน ทำไม่ไม่เร่งภาวนาให้มันหลุดพ้นไปเสียที
คือมีสุข มีทุกข์อยู่อย่างนี้ มีสรรเสริญ ก็ต้องมีติเตียนนินทาเป็นธรรมดาของโลกอย่างนี้
มีลาภเสื่อมลาภได้ เป็นธรรมดาอย่างนี้ มียศเสื่อมยศมันมีเป็นธรรมดาอย่างนี้
จิตผู้รู้ผู้ภาวนาไปอยู่ที่ไหน ทำไม่ไม่เร่งภาวนาให้มันหลุดพ้นไปเสียที
๐ เกิดแล้วต้องตายไม่ตายวันนี้วันหน้าก็ตาย ไม่ตายเดือนนี้เดือนหน้าก็ตาย
ไม่ตายปีนี้ปีต่อ ๆ ไปก็ตายได้ ให้รู้ไว้ ให้เข้าใจไว้
แล้วจิตใจอย่าได้มัวเมา หลงใหลไปกับกิเลสกาม วัตถุกาม
มาหลงร้องไห้ หัวเราะอยู่นี้ไม่มีที่สิ้นสุด ก้อนทุกข์ กองทุกข์เต็มตัวทุกคน
จงภาวนาดูให้รู้แจ้งด้วยสติปัญญา
ไม่ใช่คนอื่นจะมาทำให้ ปฏิบัติให้ ไม่มีตัวเองนั่นแหละปฏิบัติตัวเอง
ไม่ตายปีนี้ปีต่อ ๆ ไปก็ตายได้ ให้รู้ไว้ ให้เข้าใจไว้
แล้วจิตใจอย่าได้มัวเมา หลงใหลไปกับกิเลสกาม วัตถุกาม
มาหลงร้องไห้ หัวเราะอยู่นี้ไม่มีที่สิ้นสุด ก้อนทุกข์ กองทุกข์เต็มตัวทุกคน
จงภาวนาดูให้รู้แจ้งด้วยสติปัญญา
ไม่ใช่คนอื่นจะมาทำให้ ปฏิบัติให้ ไม่มีตัวเองนั่นแหละปฏิบัติตัวเอง
หมายเหตุ - กิเลสกาม คือกิเลสที่ทำให้เกิดความอยาก ได้แก่ ราคา โลภะ อิจฉา เป็นต้น
- วัตถุกาม ได้แก่ กามคุณทั้ง 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อันน่าปรารถนา
๐ อัตตาหิ อัตตโนนาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน
ตนทำบาปตนก็ได้รับทุกข์เอง
ตนทำบุญบุญก็ให้ความสุขแก่บุคคลผู้นั้น
บุญ-บาป เป็นของเที่ยงแท้แน่นอน
ใครทำบาป บาปย่อมให้ผล ใครทำบุญกุศล บุญกุศลย่อมตามให้ผล
แต่ว่าบางอย่าง บางประการนั้น ไม่ทันกับใจกิเลสมนุษย์
ก็เลยเข้าใจว่าทำบุญก็ไม่เห็นผล แต่ว่าบาปนั้นไม่ทำก็เห็นผล
ตนทำบาปตนก็ได้รับทุกข์เอง
ตนทำบุญบุญก็ให้ความสุขแก่บุคคลผู้นั้น
บุญ-บาป เป็นของเที่ยงแท้แน่นอน
ใครทำบาป บาปย่อมให้ผล ใครทำบุญกุศล บุญกุศลย่อมตามให้ผล
แต่ว่าบางอย่าง บางประการนั้น ไม่ทันกับใจกิเลสมนุษย์
ก็เลยเข้าใจว่าทำบุญก็ไม่เห็นผล แต่ว่าบาปนั้นไม่ทำก็เห็นผล
๐ อบรมจิตใจด้วยการบริกรรมภาวนา
ด้วยการนึกถึงความทุกข์ความเดือดร้อนในโลกนี้
นึกถึงความแก่ความชรา ความเจ็บไข้ได้ป่วย
เมื่อมันมาถึงแล้ว มันมีความเจ็บปวด ทุกขเวทนา
ต้องฝึกฝนอบรมจิตใจของเราในทางสมาธิภาวนา
ทำใจให้สงบระงับด้วยการนึกน้อมเอาพุทธคุณ
คือ คุณพระพุทธเจ้ามาเป็นอารมณ์
แม้เราจะนึกพุทโธ พุทโธอยู่ก็ตาม
ก็ให้ถือว่า ธัมโมก็อยู่ที่นั่น สังโฆก็อยู่ด้วยกัน
ด้วยการนึกถึงความทุกข์ความเดือดร้อนในโลกนี้
นึกถึงความแก่ความชรา ความเจ็บไข้ได้ป่วย
เมื่อมันมาถึงแล้ว มันมีความเจ็บปวด ทุกขเวทนา
ต้องฝึกฝนอบรมจิตใจของเราในทางสมาธิภาวนา
ทำใจให้สงบระงับด้วยการนึกน้อมเอาพุทธคุณ
คือ คุณพระพุทธเจ้ามาเป็นอารมณ์
แม้เราจะนึกพุทโธ พุทโธอยู่ก็ตาม
ก็ให้ถือว่า ธัมโมก็อยู่ที่นั่น สังโฆก็อยู่ด้วยกัน
๐ กิเลสมาร หมายถึงจิตใจที่เรายังเลิกละ ปลดปล่อย กิเลส ราคะ ตัณหาไม่ได้
ราคะ ตัณหานั่นแหละคือตัวมาร ที่คอยหลอกลวงอยู่ในใจนั้น
ถ้าผู้ใดใจไม่มั่นคง ก็หลงใหลไปตามการหลอกลวงของมารกิเลส
ไม่ยอมละ ไม่ยอมเลิก ไม่ยอมปล่อยวาง
กิเลสก็ติดอยู่ในตัว ติดอยู่ในกาย ในวาจา ในจิตในใจ
คือ ใจเราไปติดกิเลส ไม่ใช่กิเลสมาติดอยู่ในใจของเรา
จิตใจของเราไม่ภาวนาละกิเลส แต่ภาวนาเอากิเลส
กิเลสก็มาอยู่ในกาย ในวาจา ในจิตในใจของเราเต็มไปหมด
ราคะ ตัณหานั่นแหละคือตัวมาร ที่คอยหลอกลวงอยู่ในใจนั้น
ถ้าผู้ใดใจไม่มั่นคง ก็หลงใหลไปตามการหลอกลวงของมารกิเลส
ไม่ยอมละ ไม่ยอมเลิก ไม่ยอมปล่อยวาง
กิเลสก็ติดอยู่ในตัว ติดอยู่ในกาย ในวาจา ในจิตในใจ
คือ ใจเราไปติดกิเลส ไม่ใช่กิเลสมาติดอยู่ในใจของเรา
จิตใจของเราไม่ภาวนาละกิเลส แต่ภาวนาเอากิเลส
กิเลสก็มาอยู่ในกาย ในวาจา ในจิตในใจของเราเต็มไปหมด
๐ ไฟ คือราคะ ไฟ คือโทสะ ไฟ คือความหลง
เมื่อมีไฟ 3 กองนี้อยู่ในใจ มันก็ร้อนเป็นไฟ
นั่งที่ไหน นอนที่ไหนก็ร้อนระอุด้วยไฟ
เพราะไฟนั้นเป็นของเร่าร้อน ผูกมัดรัดรึงจิตใจคนเราให้หลงให้ติดข้องอยู่
เวลาภาวนาท่านจึงให้ละออกไป ปล่อยออกไป ให้หลุดไป สิ้นไป
เอาให้หลุด ให้พ้น ให้สงบระงับ แม้ยังไม่หลุดพ้นก็ให้ภาวนาทุกคน
ให้ใจสงบระงับตั้งมั่นทุก ๆ คืนไป
จนมีกำลังความสามารถอาจหาญ ก็จะตัดละได้ด้วยตนเอง
เมื่อมีไฟ 3 กองนี้อยู่ในใจ มันก็ร้อนเป็นไฟ
นั่งที่ไหน นอนที่ไหนก็ร้อนระอุด้วยไฟ
เพราะไฟนั้นเป็นของเร่าร้อน ผูกมัดรัดรึงจิตใจคนเราให้หลงให้ติดข้องอยู่
เวลาภาวนาท่านจึงให้ละออกไป ปล่อยออกไป ให้หลุดไป สิ้นไป
เอาให้หลุด ให้พ้น ให้สงบระงับ แม้ยังไม่หลุดพ้นก็ให้ภาวนาทุกคน
ให้ใจสงบระงับตั้งมั่นทุก ๆ คืนไป
จนมีกำลังความสามารถอาจหาญ ก็จะตัดละได้ด้วยตนเอง
๐ ธรรมดากิเลสเป็นมาร เป็นภัยอันตราย คำว่ามารก็คือว่าเป็นผู้ฆ่าผู้ทำลาย
ใครไปหลงกลมารยาของมารแล้วก็เสียทุกครั้งไป
ฉะนั้นเราทุกคนจงอย่าได้ปล่อยจิตใจให้คิดนึกไปภายนอก
จงนึกเตือนใจของตนอยู่ทุกเวลาว่า พุทโธ พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของเรา
ธัมโม สังโฆ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งของเรา
คือให้ใจมาสงบตั้งมั่นอยู่ภายใน ไม่ให้ไปตามอาการภายนอก
ใครไปหลงกลมารยาของมารแล้วก็เสียทุกครั้งไป
ฉะนั้นเราทุกคนจงอย่าได้ปล่อยจิตใจให้คิดนึกไปภายนอก
จงนึกเตือนใจของตนอยู่ทุกเวลาว่า พุทโธ พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของเรา
ธัมโม สังโฆ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งของเรา
คือให้ใจมาสงบตั้งมั่นอยู่ภายใน ไม่ให้ไปตามอาการภายนอก
๐ อย่าไปคิดว่าเวลาเราแก่ หรือเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย หรือใกล้ ๆ จะแตก จะตาย แล้วจึงภาวนา
ถ้าคิดอย่างนั้นก็เป็นอันว่าคิดผิด
เพราะเวลาอยู่ดีสบายนี้แหละเป็นเวลาที่เราจะต้องริเริ่มภาวนาให้ได้ให้ถึง
กิเลสอะไรที่ยังไม่ออกจากจิตใจเรา ก็จะได้ละกิเลสนั้นเสีย
ถ้าคิดอย่างนั้นก็เป็นอันว่าคิดผิด
เพราะเวลาอยู่ดีสบายนี้แหละเป็นเวลาที่เราจะต้องริเริ่มภาวนาให้ได้ให้ถึง
กิเลสอะไรที่ยังไม่ออกจากจิตใจเรา ก็จะได้ละกิเลสนั้นเสีย
๐ ให้พากันตั้งใจภาวนากันจริง ๆ เอาจิตใจดวงผู้รู้ภายในมาจี้จุดหลงของใจเรา
ความหลงของใจไม่ใช่อื่นไกลที่ไหน
หลงในรูป หมายถึง คน สัตว์ สิ่งของ บ้านเรือน เคหะสถานอันใดก็ตาม
ถ้าจิตไปหลงก็จะไปข้องอยู่กับที่นั่น
ถ้าจิตไม่หลงก็วางเฉยได้ จิตใจก็เย็นสบายเป็นสุข ไม่ทุกข์ร้อนประการใด
เราทุกคนควรปฏิบัติบูชาภาวนาอย่างนี้ให้ได้ทุก ๆ คืน
ไม่มีใครจะช่วยเราได้เท่ากับตัวเราเอง
ความหลงของใจไม่ใช่อื่นไกลที่ไหน
หลงในรูป หมายถึง คน สัตว์ สิ่งของ บ้านเรือน เคหะสถานอันใดก็ตาม
ถ้าจิตไปหลงก็จะไปข้องอยู่กับที่นั่น
ถ้าจิตไม่หลงก็วางเฉยได้ จิตใจก็เย็นสบายเป็นสุข ไม่ทุกข์ร้อนประการใด
เราทุกคนควรปฏิบัติบูชาภาวนาอย่างนี้ให้ได้ทุก ๆ คืน
ไม่มีใครจะช่วยเราได้เท่ากับตัวเราเอง
๐ การภาวนาอย่าเข้าใจว่ามันเป็นของยาก
ไม่ว่ากิจกรรมการงานอะไร อย่างหยาบ ๆ ก็ดี
ถ้าเราไม่ทำไม่ประกอบก็ยิ่งเป็นอุปสรรค
แต่ถ้าเราตั้งใจทำจริง ๆ แล้ว มันมีทางออก ภาวนาไปรวมจิตใจลงไป
จนกระทั่งจิตใจเชื่อตามความเป็นจริง
เชื่อต่อคุณพระพุทธเจ้าจริง ๆ เชื่อต่อพระธรรมจริง ๆ
เชื่อต่อคุณพระอริยสงฆ์สาวกจริง ๆ
แล้ว บุคคลผู้นั้นก็มีทางที่จะได้บรรลุมรรคผล เห็นแจ้งในธรรม ในปัจจุบันชาตินี้
ไม่ว่ากิจกรรมการงานอะไร อย่างหยาบ ๆ ก็ดี
ถ้าเราไม่ทำไม่ประกอบก็ยิ่งเป็นอุปสรรค
แต่ถ้าเราตั้งใจทำจริง ๆ แล้ว มันมีทางออก ภาวนาไปรวมจิตใจลงไป
จนกระทั่งจิตใจเชื่อตามความเป็นจริง
เชื่อต่อคุณพระพุทธเจ้าจริง ๆ เชื่อต่อพระธรรมจริง ๆ
เชื่อต่อคุณพระอริยสงฆ์สาวกจริง ๆ
แล้ว บุคคลผู้นั้นก็มีทางที่จะได้บรรลุมรรคผล เห็นแจ้งในธรรม ในปัจจุบันชาตินี้
๐ อะไร ๆ ทุกอย่าง ถ้าคนเราลงทำลงแล้ว มันต้องได้ไม่มากก็น้อย
ถ้าไม่ทำ เลิกล้มความเพียร ชอบสบายอยู่เฉย ๆ แต่เราอย่าเข้าใจว่าเราจะอยู่เฉยได้
ในเมื่อความเจ็บไข้ได้ป่วย ปัจจุบันกะทันหันขึ้นมา จะเฉยอยู่ไม่ได้เป็นอันขาด
เมื่อความเจ็บมา อุบายธรรมไม่ทัน เราก็หลงยึดไปถือไปวุ่นวายไป
ถ้าเรารู้เท่ารู้ทัน ปล่อยวางได้ทุกลมหายใจเข้าออก
จิตใจก็เย็นสบายเป็นสุขไม่ทุกข์ร้อนประการใด
ถ้าไม่ทำ เลิกล้มความเพียร ชอบสบายอยู่เฉย ๆ แต่เราอย่าเข้าใจว่าเราจะอยู่เฉยได้
ในเมื่อความเจ็บไข้ได้ป่วย ปัจจุบันกะทันหันขึ้นมา จะเฉยอยู่ไม่ได้เป็นอันขาด
เมื่อความเจ็บมา อุบายธรรมไม่ทัน เราก็หลงยึดไปถือไปวุ่นวายไป
ถ้าเรารู้เท่ารู้ทัน ปล่อยวางได้ทุกลมหายใจเข้าออก
จิตใจก็เย็นสบายเป็นสุขไม่ทุกข์ร้อนประการใด
๐ อุบายธรรมต่าง ๆ ที่กำหนดจดจำไปประพฤติปฏิบัติ
ได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับบุญบารมีเก่าเราทำมามากหรือไม่
บุญบารมีใหม่ ใจปัจจุบันของเราตั้งมั่นหรือไม่
ใจปัจจุบันเป็นหลักสำคัญที่เราทุกคน ทุกดวงใจจะประมาทไม่ได้
พระพุทธเจ้า พระองค์เตือนว่า ผู้ไม่ประมาทย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญ
ผู้ประมาทมัวเมาเป็นไปเพื่อความเสื่อม
ได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับบุญบารมีเก่าเราทำมามากหรือไม่
บุญบารมีใหม่ ใจปัจจุบันของเราตั้งมั่นหรือไม่
ใจปัจจุบันเป็นหลักสำคัญที่เราทุกคน ทุกดวงใจจะประมาทไม่ได้
พระพุทธเจ้า พระองค์เตือนว่า ผู้ไม่ประมาทย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญ
ผู้ประมาทมัวเมาเป็นไปเพื่อความเสื่อม
๐ วันคืนเดือนปี หมดไป สิ้นไป แต่อย่าเข้าใจว่าวันคืนนั้นหมดไป
วันคืนไม่หมด ชีวิตของแต่ละบุคคลหมดไปสิ้นไปมันหมดไปทุกลมหายใจเข้าออก
ฉะนั้นให้ภาวนาดูว่าวันคืนล่วงไป เราทำอะไรอยู่ ทำบุญหรือทำบาป
เราละกิเลสได้หรือยัง เราภาวนาใจสงบหรือยัง
วันคืนไม่หมด ชีวิตของแต่ละบุคคลหมดไปสิ้นไปมันหมดไปทุกลมหายใจเข้าออก
ฉะนั้นให้ภาวนาดูว่าวันคืนล่วงไป เราทำอะไรอยู่ ทำบุญหรือทำบาป
เราละกิเลสได้หรือยัง เราภาวนาใจสงบหรือยัง
๐ เรามัวเพลิดเพลินอะไรอยู่ไปมัวเสียอกเสียใจอย่างไรอยู่
ทำไมไม่ภาวนา ทำไมไม่ละกิเลส ภาวนาให้มันหมดสิ้นไป
เวลาความแก่มาถึงเข้า หรือเวลาความเจ็บไข้มาถึงเข้า จิตก็ว้าวุ่น
ยิ่งความตายจะมาถึง เราละกิเลสไว้ก่อนหรือยัง
ก็ตอบได้ด้วยตนเองว่ายังไม่หมด เมื่อยังไม่หมดเรามัวไปทำอะไรอยู่
ชีวิตของคนเราหมดไป เหมือนจุดเทียนขึ้นมาแล้ว
ไฟมันก็ไหม้ไส้เทียนจนหมด เราทำอะไรอยู่ ไม่พินิจพิจารณา
ต้องเตือนใจของตนเองว่าเราภาวนาแล้วหรือยัง
อย่าประมาทคือภาวนาทุกลมหายใจเข้าออก
ทำไมไม่ภาวนา ทำไมไม่ละกิเลส ภาวนาให้มันหมดสิ้นไป
เวลาความแก่มาถึงเข้า หรือเวลาความเจ็บไข้มาถึงเข้า จิตก็ว้าวุ่น
ยิ่งความตายจะมาถึง เราละกิเลสไว้ก่อนหรือยัง
ก็ตอบได้ด้วยตนเองว่ายังไม่หมด เมื่อยังไม่หมดเรามัวไปทำอะไรอยู่
ชีวิตของคนเราหมดไป เหมือนจุดเทียนขึ้นมาแล้ว
ไฟมันก็ไหม้ไส้เทียนจนหมด เราทำอะไรอยู่ ไม่พินิจพิจารณา
ต้องเตือนใจของตนเองว่าเราภาวนาแล้วหรือยัง
อย่าประมาทคือภาวนาทุกลมหายใจเข้าออก
๐ เราทุกคนก็ต้องโอปนยิกธรรม น้อมเข้ามา รวมเข้ามา
สอนตัวเองเข้ามาให้ได้อยู่ทุกวันเวลา
แล้ว มรรคผล นิพพาน ก็ไม่ต้องไปหาที่อื่น
มันอยู่ที่ความเพียร ความหมั่น ความขยัน ในการภาวนาไม่ให้ขาด
นั่งก็ภาวนา นอนก็ภาวนา หลับแล้วก็แล้วไป
ตื่นขึ้นก็ภาวนาต่อให้เป็นวงจรอยู่ตลอดเวลา
จิตใจย่อมมีกำลัง มีความสามารถอาจหาญไม่ท้อแท้อ่อนแอในหัวใจ
สอนตัวเองเข้ามาให้ได้อยู่ทุกวันเวลา
แล้ว มรรคผล นิพพาน ก็ไม่ต้องไปหาที่อื่น
มันอยู่ที่ความเพียร ความหมั่น ความขยัน ในการภาวนาไม่ให้ขาด
นั่งก็ภาวนา นอนก็ภาวนา หลับแล้วก็แล้วไป
ตื่นขึ้นก็ภาวนาต่อให้เป็นวงจรอยู่ตลอดเวลา
จิตใจย่อมมีกำลัง มีความสามารถอาจหาญไม่ท้อแท้อ่อนแอในหัวใจ
cr:fb พุทธา นุสติ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น