วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2558

5 สัญญาณ" ที่กำลังบอกว่า คุณ "มาถูกทาง" แล้ว เครดิต คุณอั๋นเชิดพงษ์

"5 สัญญาณ" ที่กำลังบอกว่า คุณ "มาถูกทาง" แล้ว
จะรู้ว่ามาถูกทางแล้ว!
นี่คือคำถามที่ผมโดนถามบ่อย!
เนื่องจากแต่ละคนก็หลากหลาย ไม่เหมือนกัน
แต่ 5 ข้อนี้ คือสัญญาณที่จะบอกว่า
คุณมี "แนวโน้ม" ที่ดี ที่จะมาถูกทาง!
1. คุณ "อยากตื่น" ขึ้นมาทำมันทุกวัน!
แม้สิ่งเป้าหมายที่ตั้งอาจจะยังอีกยาวไกล
แม้ทางเดินมันอาจจะยังไม่ค่อยเห็นชัด!
แต่ถ้าคุณรู้สึกอยากตื่นขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง เพื่อมัน
นั่นคือแนวโน้มว่า คุณกำลังหลงรักสิ่งนั้นแล้ว
(เหมือนเวลาที่คุณตกหลุมรักสาว
คุณก็อยากจะตื่น อยากจะอ่านหนังสือหาวิธีจีบ อยากไปลองวิธีการใหม่ๆ
ทั้งๆ ที่หนทางยังอีกยาวไกล
อารมณ์แบบนั้นเลย)
2. คุณมี "ความสุข" ที่ได้ทำมัน
แม้มันจะยาก มีปัญหาเยอะ เหนื่อย หรือติดโน่นนี่นั่น
แต่ว่าคุณก็มีความสุขที่ได้ทำมัน
เหมือนผมที่ทำเพจ ทำ TM#1, TM#2 ทำ sBook
ทำ iClass 1/2/3/4/5/6
ก็เจอปัญหา ให้แก้ตลอดทาง!
แต่ผมก็มีความสุขทุกครั้ง ที่ได้ทำมัน!
3. คุณรู้สึกว่า "โต" ขึ้นทุกวัน
ข้อนี้สำคัญ!
ถ้าคุณมีข้อ 1 ข้อ 2 แต่ไม่มีข้อ 3 ... สิ่งนั้นอาจไม่ใช่
เช่น ผมอยากตื่นมาเล่น คุกกี้ Run ทุกวัน (ข้อ 1)
ผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้เล่นมัน (ข้อ 2)
แต่ผมไม่ได้รู้สึกว่า ผมโตขึ้น ก้าวหน้าขึ้นในชีวิตอะไรเลยสักนิดเดียว!
*ข้อ 2 คือความสุขชั่วคราว
แต่ข้อ 3 นี้ คือความสุขแบบ "Long-Term"
เพราะฉะนั้น ข้อนี้คือตัว check
ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณ "โต" ขึ้น คุณเก่งขึ้น ตัวคุณมีคุณค่า มากขึ้น
นั่นแหละ คุณมาถูกทางแล้ว!
4. เพื่อนๆกลุ่มเดิม เริ่มไม่ค่อยอยากคุยกับคุณเท่าไหร่ (หรือไม่คุณเองก็ไม่อยากคบเพื่อนกลุ่มเดิมๆ)
สิ่งที่เหมือนๆ กัน มักจะดึงดูดกันเสมอ
เพราะฉะนั้น เมื่อคุณก้าวหน้า โตขึ้น เหมือนเป็นอีกคน
เป็นธรรมดาที่กลุ่มเพื่อน เดิมๆ อาจจะไม่ค่อยอยากคุยกับคุณเท่าไหร่ เพราะเค้าคุยแล้วไม่มันส์
กลับกัน คุณจะมีเพื่อนกลุ่มใหม่ ตามตัวตนของคุณที่ โตขึ้น!
สมัยก่อนคุณติดละคร ปัจจุบันคุณติดเรื่องการตั้งเป้าหมาย... แน่นอนเพื่อนคุณก็อาจเปลี่ยนไป
สมัยก่อนคุณติดข่าว ปัจจุบันคุณติดเรื่องการลงทุน.. กลุ่มเพื่อนคุณก็จะเปลี่ยนไป
ฉันใดก็ฉันนั้น!
5. คุณเริ่ม "ไม่หวั่นไหว" กับคำวิจารณ์ (แบบไม่สร้างสรรค์)
คุณไม่มีทางทำให้ทุกคนชอบคุณได้!
ไม่ว่าคุณจะทำดีแค่ไหน มันเป็นธรรมดาที่จะมีคนกลุ่มนึง ไม่ชอบคุณเสมอ!
ผมพูดหลายครั้งแล้ว
คนที่จะไม่ถูกวิจารณ์เลยก็คือ คนที่มีองค์ประกอบ 3 อย่าง
1. คนที่ไม่ทำอะไรเลย
2. คนที่ไม่พูดอะไรเลย และ
3. คนที่ไม่เป็นอะไรเลย!
ข้อ 5 นี้จะบอกว่า คุณชัดเจนกับเป้าหมาย กับสิ่งที่คุณจะทำมากแค่ไหน!
ถ้าคุณชอบมัน รักมัน และมีความสุขทุกครั้งที่ทำ
คำพูดพวกนี้ มันจะ "ไม่สามารถหยุดคุณ" ไม่ให้ทำสิ่งดีๆ ได้เลย!
.
และนี่ คือ 5 ข้อ
ถ้าคุณเริ่มรู้สึก มีอารมณ์แบบนี้เมื่อไหร่
ขอแสดงความยินดีด้วย นั่นแสดงว่า "คุณมาถูกทางแล้ว"
แต่ถ้ายัง
ผมให้คุณเอาไปใช้เป็นสูตร!
เอาไปทาบว่า เมื่อคุณลงมือทำอะไรแล้วคุณมีความรู้สึกแบบ 5 ข้อนี้
นั่นแหละ คือทางของคุณ
เป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ
Un+ Chirdpong (อั๋น เชิดพงษ์)
‪#‎อันดับ6‬ ‪#‎PostOfTheYear2015‬

วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2558

สิ่งที่มนุษย์กลัวที่สุด

http://www.boywisoot.com/index.php/blog/detail/47

เคยไหมครับ รู้ว่าต้องทำ แต่ไม่ทำซะที ? เครดิต k อั๋นเชิดพงษ์

เคยไหมครับ รู้ว่าต้องทำ แต่ไม่ทำซะที ?

เคยไหมครับ มีมารในจิตใจ … คอยหยุดไม่ให้เราก้าวต่อไป ?

ไอเดียนี้เป็นอีกไอเดียที่ ถ้าเพื่อนๆ เข้าใจ 

อาจเปลี่ยนชีวิต ไปตลอดกาล

------------------

Key คือ ต้องเปลี่ยนที่ “จิตใต้สำนึก” 

เพราะจิตใต้สำนึกเป็นตัวควบคุมพฤติกรรมของเราทั้งหมด

ทำยังไง? … ผมจะค่อยๆเล่าให้ฟัง

-----------------

สมมุติปัจจุบันเราเป็นคนคิดลบ ไม่ประสบความสำเร็จ

นั่นแปลว่าเรามีความคิด “ลบ” อยู่เต็มไปหมดในจิตใต้สำนึก

การกระทำเลยออกมาแบบ “ลบๆ” ได้ผลแบบ “ลบๆ”

ต่อมาเมื่อเราพยายาม...เปลี่ยน

รับไอเดียดีๆ เรื่องดีๆ ข่าวดีๆ เข้าไป

มันจะไปอยู่แค่ระดับ “จิตสำนึก” 

ยังไม่ฝังรากลงใน....จิตใต้สำนึก

การกระทำของเราจะ “ยังเหมือนเดิม”
(ย้ำอีกที! เพราะตัวที่ควบพฤติกรรมคือจิตใต้สำนึก)

พูดง่ายๆก็คือ “รู้แล้วว่าต้องทำไร แต่ไม่ได้ทำ” นั่นเอง

เราเรียกสถานะนี้ว่า “Bondage” – ตามภาพรูปซ้ายบนสุด

---------- 

หน้าที่เราคือ ต้องให้ไอเดียดีๆ ใหม่ๆ (บวก) 

ฝังลงใน "จิตใต้สำนึก" ให้ได้

ทำยังไง.......ทำ 2 อย่าง......แค่นั้น

1. ซ้ำ ๆ ๆ ๆ
2. ใส่อารมณ์ร่วม (อารมณ์บวก)

เช่น 

ฉันหล่อๆๆๆ (นึกหน้าตัวเองที่หล่อ… ฟินสุดๆ!) 

ฉันคือนายกฯที่ยิ่งใหญ่ๆๆๆ (นึกภาพตอนเป็นนายกฯแล้ว แบบฟินสุดๆ) 

(หลักการของ self-talk นั่นเอง หรือการเขียนเป้าหมายแล้วอ่านซ้ำ) 

---------------

ถ้าทำได้! เรามาครึ่งทางแล้วครับ 

เราเรียกสถานะที่ 2 นี้ว่า “Reason”

คือมีทั้งไอเดียเก่า (-) และไอเดียใหม่ (+) ปนกัน

จะเกิดอาการ “ตัวมารกับนางฟ้า”

“มาร: เห้ย นายทำไม่ได้หรอก เหนื่อยเปล่าๆ”
“นางฟ้า: สู้ๆ เป้าหมายอยู่ข้างหน้าแล้ว ลุยอีกสักตั้ง”

ถ้ามารชนะ เราจะเด้งกลับไป “เป็นคนเดิม” อีกครั้ง

คิดลบเหมือนเดิม ไม่ประสบความสำเร็จเหมือนเดิม

ถ้านางฟ้าชนะ เราจะทะลุกำแพงนี้ไปได้ 

มีแต่ไอเดีย “บวก” เต็มไปหมด ทำอะไรก็สำเร็จ

และกลายเป็นคนใหม่ มีชีวิตใหม่ ในระดับที่ 3 คือ “Freedom”

ซึ่งการที่จะให้นางฟ้าชนะได้

จะต้องย้ำไอเดียบวก บ่อยๆ และมีอารมณ์ร่วมมากๆ

"แรงบันดาลใจ" หรือ เหตุผลที่จะทำไป “เพื่อ” อะไร

จึงสำคัญมาก

----------------

สรุป

ถ้าปัจจุบัน เรารู้แต่ยังไม่ได้ทำ (ระดับที่ 1)

หรือเรากำลังผจญกับยักษ์กับมารอยู่ (ระดับที่ 2)

ไม่เป็นไร นั่นแสดงว่าเราใกล้ทะลุกำแพงเต็มทีล่ะ

แค่ ”ย้ำ” อีกสักหน่อย 

“สู้” อีกสักหน่อย 

“ลุย” กันอีกสักตั้ง

“ใส่อารมณ์ บวก! กับมันให้มากขึ้นอีกหน่อย”

อีกนิดเดียวก็จะทะลุกำแพงแล้วครับ

สู้!

อรุณสวัสดิ์ครับ
Un+ Chirdpong (อั๋น เชิดพงษ์)
(Ver. Expanded Edition)
#อันดับ8 #PostOfTheYear2015

Cr: Bob Proctor – thinking into result – ผมปรับบางส่วนเพื่อให้อ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น

อยากฝากถึงคนที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร หาไม่เจอ ชอบหลายอย่าง ไม่รู้จะเอาอะไรเป็นหลัก

http://pantip.com/topic/33008502

วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ก็แค่บันได cr. เพจ. Aten+arnon

"ก็แค่บันได"

เมื่อวานผมเห็นเพื่อนผม
กำลังนั่งดูเทปย้อนหลัง
"ไข่มุก The voice"

"เล่าถึงเส้นทางก่อนมาถึงวันนี้"

ก็ทำให้ผม
นึกถึงคำของอาจารย์ท่านหนึ่ง
เขาเคยพูดไว้เมื่อ7ปีที่แล้วว่า....

"การแข่งขันครั้งเดียว
ไม่สามารถตัดสินอนาคตเราได้"

ถ้าวันนี้เธอไม่ชนะ...

ไม่ได้หมายความว่าเธอจะเอาดีด้านนี้ไม่ได้นะ

"เธอแค่พลาดบันไดเล็กๆอันนี้เท่านั้น"

มันยังมีบันไดอันอื่น
ให้เราขึ้นไปสู่ความสำเร็จอีกมาก

ผมฟังเขาพูดวันนั้น
ผมรู้ว่า....
มันไม่ได้ใช้ได้แค่งานประกวดนะ
แต่...

"มันหมายถึงชีวิต"

หลายคนอยากเป็นศิลปิน นักร้อง ดีเจ
ตั้งเป้าไว้ยิ่งใหญ่
แต่ตกรอบเวทีเดียวเลิกไม่เดินต่อ
ผลคือไม่สำเร็จ

หลายคนสมัครเรียนไม่ผ่าน
สมัครงานไม่ได้
ท้อเลิก
ไม่พยามต่อ

หลายคนเป็นนักขาย
แต่ขายไม่ได้แค่ไม่กี่ครั้ง
ตัดสินใจเลิก
ทิ้งเป้าหมายไป

สมัยผมเริ่มขายรถยนต์
ตั้งเป้าจะเป็นTop sale
ที่มีรายได้1ล้านบาทให้ได้
ตั้งแต่ปีแรกที่ทำงาน

ตอนนั้นเพิ่งเรียนจบอายุ21ย่าง22
ผมตั้งใหญ่เพราะมีวิกฤติปัญหา
เรื่องการเงินครอบครัว
ต้องการจะกู้สถานการณ์ที่บ้านให้ได้

มีนักขายที่เข้ามาพร้อมผม
เกิน70%เลิกไป
เพราะขายไม่ได้ในตอนแรก

เช่นเดียวกับผม
ในช่วงเดือนแรกๆ
ผมเริ่มขาย
20เคสแรกผมขายไม่ได้เลย

จริงๆผมเองก็อยากจะเลิก
ตั้งแต่เคสแรกตามเขาไป

แต่เพราะคำของอาจารย์ท่านนั้น
ที่บอกว่า
แค่เวทีเดียว
ไม่สามารถตัดสินอนาคตเราได้

ทุกครั้งที่พลาด
ผมก็คิดว่า....
เช่นกัน
แค่ลูกค้าคนเดียว
ไม่สามารถตัดสินอนาคตเราได้หรอก

มันเป็นแค่บันไดเล็กๆให้ก้าวไป
ถ้าพลาด
มันยังมีบันได
อันอื่นรอเสมอ

ผมก็เลยเดินหน้าต่อไป
จนเริ่มขายได้
บันไดไหนปิด
ผมก็หาบันไดอื่นต่อ

ผมรู้ว่าทุกบันไดไม่ได้สร้างมาเพื่อผม
ผมเลยหาบันไดขึ้นให้มากที่สุด
ผมเข้าหาลูกค้ามากกว่าใคร

และนั่นทำให้ผมปีนขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
ภายใน4เดือน
ผมมีรายได้100,000
และภายในปีแรกที่ทำงาน
ผมมีรายได้1ล้านบาทตามเป้าที่ตั้งไว้

หลายคนบอกผมโชคดี ดวงดี
มีพรสวรรค์ในการเป็นนักขาย
ผมรู้ดีว่าไม่ใช่ดวงแน่นอน
เพราะผมตั้งไว้แน่นอนว่าจะเอามัน

แต่เรื่องโชคดีผมไม่ปฏิเสธ
เพราะ....
ผมเป็นคนสร้างโชคมันขึ้นมาเอง
ด้วยการหาบันไดปีนให้มากที่สุด
วิ่งเข้าหาโอกาสมากที่สุด
ทำมากกว่าคนอื่น

และผมก็ใช้หลักการ"บันได"นี้
เตือนใจเรื่อยมา
ในทุกๆเป้าหมาย
จนถึงปัจจุบัน

แล้ววันนึง
ผมก็เห็นน้องผู้หญิงคนนึงในทีวี
ในรายการThe Voice

"ไข่มุก"
เรื่องเสียงคงไม่ต้องพูดถึง
น้องเขาพิสูจน์ตัวเองได้ยอดเยี่ยม

ผมได้ยินคนชมน้องเขาว่า
เขาเก่ง เขาโชคดี
ผมเห็นด้วยว่าโชคดีเพราะ
ผมไปนั่งดูYou tube ย้อนหลัง

นอกจากคลิปThe voice
ผมยังเห็นคลิปเก่าๆที่น้องเค้า
ร้องCover ตั้งแต่ยังไม่มีชื่อเสียง
หลายคลิป

และ....
ผมได้ดูคลิปข่าวที่น้องสัมภาษณ์
เขาพูดว่า

"หนูประกวดไปเรื่อยๆหลายเวที"

"เวทีมหาลัย
เวทีอะไรก็เอาหมด
เคยออกมาสเตอคีย์
3ครั้ง
แต่ก็ตกรอบหมด"

"นู๋อัดคลิปCover ลง Youtubeหลายครั้ง"

"หนูเคยมาออดิชั่นThe voiceแล้วเคย ตกรอบมาแล้วตอนปี2
หนูยังไม่เก่ง
ก็ฝึกมาเรื่อยๆจนปี4"

"หนูก็กลับมาอีกครั้ง
ก็ดีใจที่มีวันนี้ค่ะ"

"ผมชัวส์ว่าน้องเค้าโชคดี
ไม่ใช่เพราะโชคดวงไระสาระอะไรพวกนั้น"

"แต่น้องเขาโชคดีเพราะ
น้องเค้าสร้างโชคขึ้นมาเอง
ด้วยการวิ่งเข้าหาโอกาส
รวมถึงสร้างโอกาสขึ้นมาเอง
และ....ลงมือทำจริง"

ไม่ใช่มาประกวดครั้งแรก
แล้วมาถึงตรงนี้เลย
แต่น้องเขาทำมาเยอะมากพอ
และไม่ล้มเลิก

เลยมีวันนี้

เพราะ.....

"เขา....สร้างโชคให้ตัวเขาเอง"

"และไม่ยอมแพ้"

"เมื่อบันไดนี้ปีนไม่ถึง"

"ก็หาบันไดอื่นขึ้นต่อทันที"

"จนถึงวันนี้ผู้คนรู้จักน้องทั่วประเทศ"

ผมนึกคำของอาจารย์ท่านนั้น
ขึ้นมาอีกครั้ง

อย่าให้การแข่งขันครั้งเดียวที่แพ้ 
มาตัดสินอนาคตเรา

มันเป็นแค่บันไดอันนึง

"ยังมีบันไดอันอื่นให้เราขึ้น
ไปสู่ความสำเร็จอีกมาก"

"หาบันไดอันใหม่ขึ้นต่อทันที"

A10(เอเท็น)
Prince of sales

3 วิธีเก่งเร็ว!" ข้อคิดจาก Date with Destiny cr.คุณอั๋น

"3 วิธีเก่งเร็ว!" ข้อคิดจาก Date with Destiny

Live seminar ของ Tony Robbins (ภาค 2)

===

1. ทำไมคนที่รู้ ถึงไม่ทำ ?

นั่นเพราะเค้ายังรู้ลงไปไม่ลึก ถึงระดับที่ 3
เพราะการเรียนรู้นั้น มี 3 ระดับ

ระดับที่ 1 จำได้ในหัว
ระดับที่ 2 มีความรู้สึก
ระดับที่ 3 ร่างกายจำได้!

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ

ตอนเราขับรถใหม่ๆ
เราต้องจำวิธีเปลี่ยนเกียร์ มองกระจก เบรค เปิดไฟเลี้ยวอะไรเต็มไปหมด

จะกลับรถที ต้องคิดแล้วคิดอีก คำนวนแล้วคำนวนอีก!
นั่นคือ ระดับแรก "อยู่ในหัว"

เมื่อผ่านไปนานขึ้น เราขับบ่อยขึ้น
เราจะเกิดอารมณ์ที่ว่า รู้สึกว่าพ้น แล้วขับเลย
รู้สึกว่าผ่าน แล้วแซงเลย
นั่นคือ ระดับที่สอง "รู้สึก - อยู่ในใจ"

และเมื่อทำบ่อยเข้า จัดหนักขึ้น
จนตอนหลัง
ร่างกาย บังคับเองอัตโนมัติเลย
จะแซงจะเลี้ยว โทรศัพท์ไป เล่น Line ไปยังได้

นั่นคือระดับที่ 3 - ร่างกายจำได้!

เพื่อนๆ คิดว่า
ระดับไหน ที่ได้ผลสูงที่สุด ???

และเรื่องนี้ ใช้ได้กับทุกทักษะ
เล่นกอล์ฟ
ว่ายน้ำ
การขาย
พรีเซนต์

และที่สำคัญ
การลงมือทำ ตามเป้าหมายที่ตัวเองอยากเป็น

ทำจนเป็นอัตโนมัติ
ทำจนร่างกายจำได้!

แต่ปัญหาคือ

เราไม่ Focus
เราท้อง่าย
เรายอมแพ้ไปซะก่อน

เรียนสัมมนาโน้นที นี้ที
ไม่โฟกัสอะไรสักอย่าง

เริ่มทำนี่หน่อยก็พอ
นั่นหน่อยก็เลิก

เจออุปสรรคหน่อยก็ท้อ
เจอปัญหาหน่อยก็ถอย

นั่นคือ คุณยังเรียนรู้อยู่แค่ระดับในหัวอยู่เลย!
มันไม่มีทางที่จำสำเร็จหรอก

ถ้าพี่บัณฑิต ยังต้องนึกถึงตัวโน๊ดเวลาต้องคุมวง
ถ้าไมเคิลจอร์อดน ยังต้องคำนวนทุกครั้งที่จะชูทบาส
ถ้าโน้ส อุดม จะต้องคิดวิธีการพูดทุกครั้ง ก่อนที่จะขึ้นเล่นเดี่ยว

แบบนั้นยังไง พวกเค้าก็ไม่มีทางสำเร็จ!

เพราะฉะนั้น
อยากสำเร็จ
Focus ให้แน่
ทำซ้ำๆ ทำบ่อยๆ 
เอาจนให้ร่างหายมันจำได้!

----

2. ยิ่งกว่า Act as if!

และนี่คือ วิธีที่จำทำให้ร่างกาย จำได้ เร็วที่สุด!

ใครที่อ่านเพจผม หรืออ่านหนังสือแนวนี้
คงชินกับคำว่า Act as if
หรือ ทำเสมือนก่อนที่จะเป็นจริง

หมายความว่า 
ก่อนที่เราจะขึ้นพูดบนเวที
ตอนที่เราซ้อม หรือตอนที่เราจะขึ้นเวทีจริง
ให้จินตนาการถึง idol ที่เราชอบ
เช่น โน้ส อุดม
แล้ว Act หรือ ทำเสมือนว่า เราเป็นคนคนนั้น
เมื่อทำไปซักพัก สมองมันจะจำได้
แล้วเราก็จะกลายเป็นคนคนนั้นไปจริงๆ 

นั่นคือขั้นที่ 1

แต่วิธีที่ดีกว่านั้น 
ดีกว่า Act as if
นั่นคือ

"อยู่กับมัน - Live with it"

คุณคิดไปเลยว่า
ถ้าอยากได้เป้าหมายนั้น
มี Porsche  มีบ้าน 2 ชั้น มีเงิน 100 ล้าน

คนคนนั้นต้องมี คุณสมบัติอะไร

กล้า
อดทน
ยืดหยุ่น
ให้
รัก
สนุก
ขยัน
ยืนหยัด

แล้วคุณก็อยู่กับคุณสมบัติเหล่านั้น รู้สึกแบบนั้น ทำตัวแบบนั้น ตั้งแต่วันนี้!

อยู่กับมันไม่นาน
ร่างกายมันจะจำได้
แล้วมันจะวิ่งเข้าหาเป้าหมายของคุณอย่างอัตโนมัติ

แล้วคุณจะได้เป้าหมาย
และ เก่งเร็วแบบไม่น่าเชื่อ!

----

3. Tony Robbins คนนี้ ไม่เคยมีอยู่จริง!

นี่คือคำพูดที่เค้าพูดบนเวที แล้วผมขนลุก

เค้าบอกว่า
ในอดีต
มันก็มีแต่ เด็กไม่มีงาน
ไม่มีเงิน
ไม่มีข้าวกิน

แต่ที่เค้ามีวันนี้

วันที่พูดได้แบบนี้
วันที่สามารถสะกดคนเป็นหมื่นใน Hall ได้

นั่นเกิดขึ้นมาจากที่เค้า สร้างมันขึ้นมาทั้งนั้น!

Jim Rohn อาจารย์คนแรกๆ ของ Tony Robbins พูดเวทีมากแค่ไหน
Tony ทำมากกว่า อาจารย์ 3 เท่า!

ทำจบ รีบหา Feedback หาข้อพัฒนาจากทีมงานทันที!

เลยทำให้เค้ามีวันนี้!

เพราะฉะนั้น
อยากเก่งเร็ว มันต้อง

ทำ ทำ ทำ ซ้อม ซ้อม ซ้อม

เท่านั้น

-----

และนี้ คือ วิธีทำให้เก่งเร็ว

ใครชอบข้อไหน เอาไปใช้ได้

จัด!

Un+Chirdpong (อั๋น เชิดพงษ์)
mastermindthailand.com

PS: โพสเก่าใครพลาดไป ตามได้ที่

รีวิว Date with Destiny Part I 
https://www.facebook.com/lifesuccessplus/posts/993490220694833

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

กฎแห่งแรงดึงดู

"กฎแห่งแรงดึงดูด" 
The Law of Attraction
ตอนที่ 1

หลายๆท่าน คงเคยได้ยิน เคยใช้กฎนี้มากันบ้างแล้ว
หลายๆท่าน คงยังไม่เชื่อว่า กฎนี้มันมีจริงหรือเปล่า
และหลายๆท่าน อาจจะใช้มันอยู่แล้ว โดยไม่รู้ตัว

กฎนี้กล่าวไว้ว่า

"ตัวคุณเปรียบเสมือนแม่เหล็ก คุณจะดึงดูดทุกอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นผู้คน เหตุการณ์ และสิ่งรอบๆตัว 
ซึ่งเป็นผลมาจากคลื่นความคิดของคุณที่ถูกส่งออกไป"

"You are a living magnet; 
you invariably attract  into your life the people, 
situations, and circumstances 
that are in harmony with your dominant thoughts."

---
กฎนี้ได้ถูกบันทึกไว้ มากกว่า 3000 ปี

เป็นกฎหนึ่งที่สำคัญมาก 
ต่อการประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในชีวิต

เพราะมันเป็นกฎที่มีพลัง และครอบคลุมในทุกสิ่งที่คุณทำ 
สิ่งที่คุณพูด สิ่งที่คุณคิด และสิ่งที่คุณรู้สึก

ความคิดของคุณ มีพลังมากกว่าที่คุณคิดไว้นัก 

มันเป็นเสมือนคลื่นความถี่ คล้ายกับคลื่นวิทยุ คลื่นโทรศัพท์
แต่เป็นรูปแบบพลังงานทางจิต ที่เดินทางด้วยความเร็วแสง 
และสามารถทะลุผ่านทุกสิ่งกีดขวาง

---
คุณเป็นคนส่งคลื่นออกไปทุกครั้ง เมื่อคุณกำลังคิด

ทุกๆอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตคุณ คุณเป็นคนดึงดูดมันเข้ามาเอง
และคุณสามารถเปลี่ยนแปลงตัวคุณ 
ด้วยการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่คุณคิด
---
ยกตัวอย่างง่ายๆ

สมมติ คุณอยากได้รถเบนซ์ 

คุณเริ่มหมกมุ่นในการดูแคตตาล๊อคแต่ละรุ่น
เปรียบเทียบข้อมูลในแต่ละ class

พอขับรถ คุณจะพบเจอรถเบนซ์ 
วิ่งอยู่เต็มไปหมดตามท้องถนน อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 

คุณเริ่มไปที่โชว์รูม ทดลองนั่ง ทดลองขับ
คุณมีความต้องการอย่างแรงกล้า และทำทุกวิถีทาง 
เพื่อได้มันมาครอบครอง

และสุดท้าย คุณก็ได้มันมาครอบครอง

---
อีกหนึ่งตัวอย่าง จากประสบการณ์ตัวผมเอง

จากการเป็นหมอ จากที่มีเพื่อนเฉพาะในวงการเดียวกัน 
และเพื่อนเก่าสมัยมัธยม

หลังเรียนจบผมเริ่มสนใจการพัฒนาตัวเอง 
สนใจเรื่องการทำธุรกิจ

ผมจึงเริ่มอ่านหนังสือ เริ่มเข้าสัมมนา เริ่มพบปะผู้คน
แล้วทุกอย่าง สิ่งดี เพิ่มถูกดึงดูดเข้ามาหาผม

ในตอนนี้ ผมมีเพื่อนพี่น้องที่เก่งๆมากมาย 
หลากหลายอาชีพ ที่รักการพัฒนาตัวเอง อยู่ทั่วประเทศ 

พบเจอและรู้จักกับนักธุรกิจ, เจ้าของแบรนด์ดัง 
รายได้ต่อเดือนเกิน 10ล้าน ก็มีหลายคน

ซึ่งมันทำให้ผมพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 
และเข้าใกล้เป้าหมายที่ได้ตั้งไว้อย่างก้าวกระโดด

และที่สำคัญได้เขียนเพจนี้ 
และได้นำให้เรามาเจอกัน ยังไงละครับ

---
จากสุภาษิตโบราณ
"คบคนเช่นไร ย่อมเป็นคนเช่นนั้น"

มันเป็นไปตามกฎนี้จริงๆ

ถ้าคุณเสพยา คุณก็จะดึงดูดพวกคนเสพยาด้วยกัน
ถ้าคุณชอบถ่ายภาพ คุณก็จะดึงดูดพวกกลุ่มช่างกล้องด้วยกัน

เพราะมันเป็นกฏธรรมชาติ ที่บางครั้งเราก็ไม่รู้ตัว

---
ปล. สุดท้าย มีการบ้านง่ายๆ 

ลองสำรวจ และวิเคราะห์ ตัวคุณเอง
ว่าสิ่งที่เกิดขึ้น เหตุการณ์ต่างๆ ผู้คน ที่อยู่รอบๆตัวคุณ

ใช่คุณ??? ที่เป็นคนดึงดูดมันเข้ามาในชีวิตหรือไหม่

ด้วยรัก 
หมอแบงค์

คราวหน้ามาว่ากันด้วย วิธีใช้กฎนี้กันครับ
---
ติดตาม "กฎแห่งความสำเร็จ" ตอนต่อไปทุกวันพุธครับผม

ถ้าชอบช่วยกดแชร์ และกด Get notification
เพื่อรับและแบ่งปันสิ่งดีๆ ในทุกๆเช้าครับ
---
Fanpage: สำเร็จทุกเป้าหมาย สไตล์คนขี้เกียจ
www.facebook.com/lazywaytosuccess

#สำเร็จทุกเป้าหมายสไตล์คนขี้เกียจ #สำเร็จทุกเป้าหมาย 
#คนขี้เกียจ #ขี้เกียจ #สำเร็จ #lazywaytosuccess
#lazy #success #lawofsuccess

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2558

3 ขั้นตอนทะลุเป้า! เครดิต เพจ คุณอั๋นเชิดพงษ์

3 ขั้นตอนทะลุเป้า!
1. เอาให้ชัด! อยากได้อะไรจริงๆกันแน่!
2. ลงมือทำทุกวัน - รักษา Momentum!
3. เปลี่ยนวิธี จนกว่าจะสำเร็จ!
.
เอาตั้งเป้า Ver ฉบับย่อ นี้มาทวนกันอีกครั้ง
จะได้ไม่ลืมกัน....
จัด!
Un+Chirdpong (อั๋น เชิดพงษ์)
(Ver ตั้งเป้า ฉบับย่อ)

6 ไอเดีย "หาตัวเองให้เจอ" เคดดิต เพจ คุณ อั๋นเชิดพงษ์

6 ไอเดีย "หาตัวเองให้เจอ"
ใครที่อยากหาให้เจอว่า...
ตัวเองชอบอะไร หรือเกิดมาเพื่ออะไร ต้องอ่านโพสนี้!
----
1. ถามตัวเองว่า... "ชอบทำ" อะไร? (ที่คนอื่นได้ประโยชน์ด้วย)
ชอบกินกาแฟ....
ชอบเดินห้าง...
ชอบดู TV...
แบบนี้ไม่เอา....
แต่ ชอบชงกาแฟ...
ชอบรีวิวสินค้าให้เพื่อนๆฟัง...
ชอบเล่าข่าว ชอบสร้างหนัง....
แบบนี้... น่าสน!
2. คนอื่นชอบมา "ถาม" เรา เรื่องอะไร ? ... แล้วเราก็ดันทะลึ่งชอบตอบ!
เช่น เพื่อนปรึกษาเรื่อง อกหัก!...
เพื่อนมาคุยเรื่องการวางแผนการเงิน...
เพื่อนมาขอคำแนะนำเรื่องการเลือกซื้อจักรยาน...
เอ้อ ในเมื่อเราช่วยคนอื่นได้... แล้วเราก็ชอบมัน
บางที... เราอาจเกิดมาเพื่อสิ่งนี้!
3. คนอื่นชอบมา "ขอบคุณ" เราเรื่องอะไร ?
ขอบคุณที่ช่วยเหลือเค้สในวันนั้น...
ขอบคุณที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความรัก...
ขอบคุณที่ช่วยแนะนำเรื่องการเลือกซื้อจักรยาน...
ขอบคุณที่ช่วนสอนภาษาอังกฤษ...
ขอบคุณที่เขียนบทความดีๆ ให้อ่าน...
นั่นหมายความว่า
สิ่งนั้น สิ่งที่เราเคยทำ มันมีประโยชน์ต่อคน!
บางที เราอาจเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ???
4. ถามตัวเองว่า... ในวันที่ตาย อยากให้"คนพูดถึง"เราว่าอะไร ?
(วิธีนี้จาก Stephen Covey - Habit ที่ 2: เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ)
อยากให้สังคม... บอกว่าคุณคือผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่
อยากให้ประเทศไทย... บอกว่าคุณคือผู้ยกระดับความรู้ในประเทศนี้
หรืออยากให้ ลูกๆ บอกว่าคุณคือที่ปรึกษาที่ดีที่สุดในชีวิตของพวกเค้า
นั่นแหละ คือคุณค่าลึกๆ ของคัวคุณ!
5."ลงมือทำ!" ทำเยอะๆ! (Take massive Action)
เราไม่รู้ว่าอาหารร้านไหนอร่อย... ต่อเมื่อเราได้ลองชิม!
เราไม่รู้ว่าเชียงใหม่สวยแค่ไหน... ต่อเมื่อเราได้ไป!
เพราะฉะนั้น ไอเดียที่ได้มาจากข้อ 1-3 หรืออาจจะพุดมาจากที่อื่นๆ
เราต้องเอามาลองทำ!
เช่น ลองเปิดเวปรีวิวสินค้า
ลองเปิดเพจแนะนำวิธีการเลือกจักรยาน
หรือลองอัด Clip เล่าข่าวทาง Youtube
เมื่อคุณแค่ได้ลองลงมือทำ...
คุณก็จะเห็นภาพชัดขึ้น! ว่าแบบนี้มันใช่ไหม สำหรับคุณ!
6. อ่านหนังสือ "ทำสิ่งที่รัก... ยังไงก็รุ่ง" ของคุณ บัณฑิต อึ้งรังษี Bundit Ungrangsee บัณฑิต อึ้งรังษีใครที่สนใจอยากหาตัวเองแบบจริงจังต้องอ่านเล่มนี้!
สารภาพว่าผมอ่านเล่มนี้สมัยที่ออกใหม่ๆ (5-6 ปีที่แล้ว)
ตอนนั้นอ่านแปปเดียว.... วาง
(ตอนนั้นอ่านแล้วไม่ Get ... อาจเป็นเพราะ ตอนนั้นไม่ได้สนใจเรื่องนี้แบบจริงจัง)
แต่เมื่อไม่กี่ปีหลัง กลับมาอ่านอีกรอบ
โอโห้! ไอเดียเจ๋งๆ เพียบ
นึกในใจตอนนั้นปล่อยให้หลุดมาได้งัยฟร่ะ!
เล่มนี้เป็นเล่มที่ผมแปะ Post-it มากที่สุด
และหวงสุดๆ แบบไม่เคยให้ใครยืม
ลองหาอ่านกันดูนะครับ ได้ไอเดียเจ๋งๆ เพิ่มแน่นอน!
----
และนี่คือ 6 ไอเดีย
ที่ผมใช้แล้วได้ผล ซึ่งคือสิ่งที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้!
ใครชอบข้อไหน ...
จัดไป อย่างด่วน!
อรุณสวัสดิ์ครับ
Un+ Chirdpong (อั๋น เชิดพงษ์)
(Ver. Expanded edition)

วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ซึมเศร้า... เอาชนะมัน ด้วยตัวคุณ!!! (มาร่วมแชร์ประสบการณ์ด้วยกันครับ)

http://pantip.com/topic/33710176
กระทู้นี้มีจุดมุ่งหมาย ที่อยากจะแชร์ประสบการณ์ แก่ผู้ที่เคยประสบกับอาการนี้โดยตรง และผู้ที่กำลังประสบกับอาการนี้ เพื่อเป็นกำลังใจ แรงบันดาลใจ แนวทางในการรักษาตนเอง รวมไปถึงความรู้ต่างๆ เพื่อตระหนักว่า อาการซึมเศร้าในตอนนี้ กำลังมีผู้ประสบ และส่วนใหญ่ ไม่รู้ตนเอง ไม่ยอมรับ และอาจกลายเป็นปัญหาต่อตนเอง ครอบครัว และสังคมในวันข้างหน้า จึงอยากใคร่ขอ ผู้ที่มีประสบการณ์ในที่นี้ ออกมาแชร์ความรู้และประสบการณ์กัน เพราะไม่แน่ว่า คำพูดของคุณแค่คำเดียว หรือ แนวทางของคุณแค่วิธีเดียว อาจช่วยฉุดรั้ง เป็นแสงนำทาง ให้ผู้ประสบอาการเหล่านี้ ให้หลุดพ้นจากอาการซึมเศร้าได้ ( ซึ่งผมเชื่อว่าผู้ที่เคยประสบอาการเหล่านี้ รู้ดีว่า มันทรมานขนาดไหน ไม่มีคนรับฟัง มีแต่คนรำคาญ และตัวผมเองก็เคยประสบมาเช่นกัน )


            ซึมเศร้า คืออะไร ? ผมจะไม่ขอยกตัวอย่างวิชาการมานะครับ แต่ขอยกความเข้าใจในส่วนตัวผมเอง อยากจะอธิบายคร่าวๆตามความเข้าใจของผมว่า มันคืออาการผิดปกติของ อารมณ์ ความรู้สึก ทำให้มีอาการเศร้า อยากอยู่คนเดียว มีความคิดในแง่ลบ อยากทำร้ายตัวเอง ไม่อยากมีชีวิตอยู่ และจะส่งผลไปในทางสุขภาพด้วย ซึ่งในทางแพทย์ ที่ผมเคยศึกษาตอนประสบอาการนี้อยู่ ก็คือ มีความผิดปกติของสารเคมีในสมองมาเกี่ยวข้อง แต่สาเหตุการเกิด ก็มีหลากหลาย เช่น ปัญหาชีวิต ครอบครัว สุขภาพ ประสบเหตุการณ์เลวร้าย เครียด ทัศนคติที่มีต่อตนเอง สังคม เพื่อน หรือผู้ที่ต้องคอยเอาแต่พึ่งพาผู้อื่นเช่นกัน


            อาการของ "ซึมเศร้า" ( อันนี้ขอยกตัวอย่างของผมเองนะครับ )
- ไม่อยากออกไปพบผู้อื่น มีความเครียด เก็บกด อยากทำร้ายร่างกายตนเอง
- ตกเย็นจะมีอาการหวาดกลัว มีอาการร้องไห้ ร้องไห้ชนิดที่แบบโลกนี้ไม่เหลืออะไรแล้ว
- เพ้อเจ้อ พูดไม่รู้เรื่อง คุมสติตัวเองไม่ได้ในบางที
- มองว่าโลกนี้ความสุขมันไม่มีอีกแล้ว
- ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ
- ตื่นเช้ามา อาเจียนทุกเช้า
- นํ้าหนักตัวลด เหลือ 38 ( สูง 170 )
- นอนไม่หลับ ถ้าหลับก็ฝันร้าย สะดุ้งตื่นตอนกลางคืน
- กลัวเสียงดัง กลัวผู้คนในบางที

           ซึ่งอาการเหล่านี้ที่ผมประสบมา อยากบอกว่า มันฮาร์ดคอร์มาก ชนิดที่ว่า แทบจะหลุดโลกไปเลยในตอนนั้น ทรมานสุดๆ แต่ในที่นี้ ผมอยากจะบอกว่า....

           อาการซึมเศร้า "หายได้" ครับ มันหายได้ ผมใช้เวลาเกือบ 3 เดือน ในการรักษาตนเอง "โดยไม่ใช้ยา" พึ่งตนเอง และ ผู้อื่น และพยายามสุดวิถีทางที่จะเอาตัวรอดจากอาการเหล่านี้ ซึ่งผมจะขออธิบาย วิธี ในแนวทางของผมเอง อาจจะเป็นความรู้ หรือ แนวทาง แก่ผู้ที่เข้ามาอ่าน  ก็ขออธิบายอย่างสุดความสามารถ หากผิดพลาดประการใดไป ก็ขออภัยด้วยนะครับ

มาเริ่มกันเลยดีกว่า!!!


            “ฝืน”

คุณต้อง ฝืนตัวเอง ให้ทำในสิ่งที่คุณคิดว่าจะส่งผลดีต่อคุณได้ แม้ว่าจะแย่แค่ไหน แม้จะไม่อยากออกไปพบผู้คน หรือคิดแต่ว่า ข้างนอกไม่มีอะไรช่วยคุณได้ ขอให้ล้มเลิกความคิดเหล่านี้ และฝืนตัวเอง ออกจากจุดที่เป็นอยู่ ออกจากห้องที่ว่างเปล่า เพื่อออกไปหาความช่วยเหลือจากสิ่งแวดล้อมและตัวคุณเอง คุณต้อง ฝืน ที่จะทำ

           
             "คุณสร้างมันขึ้นมา คุณต้องทำลายมันได้"

สำหรับตัวผมเอง มีความเชื่อในแบบนี้ครับ ตัวเราของเราเอง จริงอยู่ที่ว่า ประสบการณ์เลวร้าย ไม่ใช่ต้นเหตุอาการของผม ไม่ใช่สาเหตุที่ผมประสบมา และมีผู้ที่ประสบเหตุกาณ์เลวร้ายที่เป็นต้นเหตุของอาการนี้มากมายและโหดร้ายกว่าผมมากนัก ก็ขอให้กำลังใจกับทุกๆคน และกล้าที่จะก้าวต่อไปนะครับ

            อาการของผมมีสาเหตุมาจาก ตัวของผมเอง ในช่วงที่ผมเป็นอาการนี้ ผมจะคอยบอกตนเองตลอดว่า ตนเองเป็นเหตุ ต้องพึ่งตนเอง เพราะอาการนี้เป็นของเราแต่เพียงผู้เดียว เป็นตัวเราคนเดียว จิตของคนเรามันแรงครับ พ่อของผมมักจะพูดแบบนี้ตลอดเสมอ ผมเองก็นำคำแนะนำของพ่อผมมาใช้และทบทวนเสมอมา อยากให้คุณหาเวลา นั่งสมาธิ นั่งทบทวนตนเอง และ คอยยํ้าเตือนตนเองเสมอว่า เราเป็นผู้สร้าง เราจะเอามันออกไป คุณเป็นผู้สร้างสรรค์ และนั่นเอง ทำให้คุณเป็นผู้ทำลายได้


            "อย่าไปคิดว่าอยาก หาย แต่ขอให้คิดว่า ตนเองไม่ได้เป็นอะไรทั้งสิ้น"

ในขณะที่ผมเองกำลังคิดว่า ผมอยาก หาย จากอาการเหล่านี้ ความคิดมันก็จะวนคอยกระเเทกเสมอว่า ตนเองเป็นซึมเศร้านะ เรากำลังแย่นะ สำหรับผมมันเป็นเหมือนการยํ้าตนเองว่าตนเองเป็นอาการนี้อยู่ และจะทำให้ความคิดเราสับสน สุดท้ายก็วนอยู่ในอ่างนั่นแหล่ะครับ อยากให้ลบความคิดในส่วนนี้ไป แต่ขอให้เป็นความรู้สึก ที่ออกมาจากข้างใน ว่า ตนเอง ไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้น


           "ครอบครัว เพื่อนพ้อง ช่วยคุณได้"

เป็นอะไรที่มีกำลังใจอย่างสุดแรง พยายามคุยกับครอบครัว ออกไปหาเพื่อนหาฝูง เพราะเขาเหล่านี้จะเป็นคนที่คอยให้กำลังใจ เข้าใจครับ ถึงแม้ว่าในห้วงนั้น คุณอาจจะคิดว่ามันช่วยอะไรไม่ได้ แต่เชื่อเถอะครับ นํ้าซึมบ่อทราย เก็บออมความสุขจากเพื่อนและครอบครัวทีละนิด ช่วยคุณได้แน่นอน (ของผมได้มาจากเพื่อนเก่าครับ ตอนนั้นเพื่อนมหาลัยไม่มีเลย 5555)

ปล. ในช่วงที่ผมเป็นอาการนี้ ผมได้พยายามออกไปหาสังคมออกไปออกกำลังกาย และพยายามชวนเพื่อนในชั้นเรียนคุย ทำให้ได้เพื่อนกลุ่มนึงมา ที่ออกจะห่ามๆ ผมก็ได้ไปพักพิง หอ ของเพื่อนกลุ่มนี้ ซึ่งเพื่อนกลุ่มนี้เองก็ได้รับรู้ถึงอาการของผม ทีนี้ มีอยู่คืนนึง ผมตื่นขึ้นมา ได้เห็นกลุ่มเพื่อนผมนั่งประชุมอะไรบางอย่าง ผมแอบฟัง เขาประชุมเรื่องผมครับ เขาบอกว่า “เห้ย ไอ้... มันเป็นซึมเศร้า พวกเราต้องช่วยกันทำให้มันหายนะเว้ย” ผมนี่....แอบร้องไห้หนักมาก ฉะนั้นแล้ว เพื่อนพ้องที่คุณไว้ใจ คือสิ่งที่จะทำให้คุณสามารถก้าวต่อไปได้


           “รักตัวเองให้มาก”

ตัวคุณเองนี่ครับ ไม่รักตัวของคุณเองแล้วจะให้ใครมารัก ลองกอดตัวเอง ส่องกระจกแล้วยิ้มให้ตัวเองในหลายๆเวลา แต่กรุณาหลีกเลี่ยงทำตอนที่มีผู้คนอยู่รอบข้างนะครับ ลองมานั่งนึกถึงว่าตัวเองเคยทำอะไรให้ตัวเองบ้างที่ผ่านมา ตอนมีสุขก็มีเราคนเดียวที่สุขตอนทุกข์นั้นก็มีเพียงเราคนเดียวที่ประสบ ฉะนั้นแล้ว คุณมีแค่ตัวคุณอยู่คนเดียว รักตัวเองให้มากๆ และขอให้รู้สึกรักตัวเองจากภายในที่ลึกที่สุดครับ รู้สึก และเข้าใจความรักตัวเอง


           “นึกถึงประสบการณ์แสนจะฮา และสนุกสนาน”

ผมจะชอบนึกถึงเรื่องตลกๆตอนได้อยู่กับเพื่อนครับ พูดอีกนัยก็คือ เป็นสร้างความคิดในแง่บวกก็ได้ คิดถึงเพื่อนเก่าๆ ก็ลองโทรหา หรือนัดเจอแล้วคุยเรื่องเก่าๆ เวลาผมนึกถึงเรื่องเหล่านั้นผมจะมีความสุขและสนุกมาก ทำให้เกิดอาการยิ้มไม่หุบ ซึ่งอาจสร้างความสนใจให้คนรอบข้างได้ว่า คนอะไรยิ้มคนเดียวได้ อย่าไปสนครับ อย่าได้แคร์ นึกถึงตอนไหน ยิ้มแล้วก็สนุกไปในตอนนั้นเลย หรืออาจจะนึกถึงตอนที่ ทำอะไรเปิ่นๆ ฮาๆ แบบว่า เออเนอะ ตอนนั้นก็ทำไปได้ ในช่วงที่คุณแย่ แม้ความสุขจะมีน้อยนิด แต่มันไม่ได้หายไปจากความทรงจำคุณหรอกครับเรื่องสนุกในวันวาน มันต้องมีมากกว่า 1 เรื่องสิน่า


          “ออกกำลังกาย หากิจกรรม หรือ ทำอะไรห่ามๆ”

ยกเวท กลิ้งลงกระได ปั่นจักรยานไวๆแล้วสละยานกลางสนามหญ้า( ขออย่าเป็นที่สาธารณะนะครับ ) เป็นกิจกรรมที่ผมทำและร้องโวยวายอย่างสนุกสนาน ผมไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่า ตอนออกกำลังกายมันหลั่งสารอะไร หรือยังไง ผมรู้แค่ว่า ณ ช่วงเวลานั้นผมใจจดใจจ่อกับสิ่งเหล่านี้ มันทำให้ผมมีความสุขและปราศจากความกังวล เวทเทรนด์นิ่ง ช่วยคุณได้ในการ จดจ่อ การหายใจ การเน้นไปที่มัดกล้าม มันจะให้คุณมีสมาธิแน่นอน การออกกำลังกาย คือยาวิเศษ ไม่ดีจริงจะมีเพลงนี้ได้ไง  มันไม่ผิดไปจากคำนี้จริงๆ มันเป็นเรื่องจริงที่คนส่วนใหญ่ละเลย ขอแค่ 45 นาที คุณก็สามารถออกกำลังกายอย่างมีประสิทธิภาพได้ อย่าได้ละเลยสิ่งเหล่านี้ ยิ่งคุณออกกำลังกายต่อเนื่องเท่าไหร่ การตอกย้ำว่าคุณรักและเป็นห่วงตัวเองยิ่งสูงขึ้น ภายในจะเป็นสิ่งบ่งบอกภายนอก และ ภายนอกจะเป็นสิ่งบ่งบอกภายใน สุขภาพที่ดี ย่อมนำมาซึ่งจิตใจที่เข้มแข็ง


                 และสุดท้าย ที่เป็น กุญแจ ที่สำคัญที่สุดของผม


               “ขอแค่ 1 วินาที”

สืบเนื่องมาจากตอนที่ตัวผมเองเป็นอาการนี้ ได้พยายามหาสหาย หากระทู้ ทาง Pantip แหล่ะครับ หาเพื่อนร่วมชะตากรรม หาสิ่งที่เป็นข้อคิดต่างๆ แล้วก็ได้ไปสะดุด กับ คอมเม้นของคนๆนึง ทุกๆวันนี้ ผมเองก็อยากจะขอบคุณแนวคิดของคนๆนี้มาก ที่ทำให้ผมได้ประกายอะไรบางอย่างที่เป็นกุญแจสำคัญสำหรับตัวเอง ซึ่งผมก็ไม่ทรายว่า กุญแจของคนอื่นๆ จะเป็นในแง่คิดไหน แต่คนๆนี้ ได้บอกว่า

“ เชื่อเถอะครับ ไม่ว่าคุณจะเป็นอาการนี้หนัก หรือ น้อย แต่ขอแค่ช่วง วินาทีเดียว ที่คุณลืมอาการเหล่านี้ไป ผมเชื่อว่า พวกคุณจะต้องมีช่วงวินาทีนี้ทุกคน ขอแค่วินาทีเดียวที่คุณตระหนักได้ว่าคุณไม่ได้เป็นอะไรทั้งสิ้น นั่นคือ คุณ “สามารถ” ทำให้ทุกๆวินาทีต่อจากนี้ เป็นชีวิตที่ถูกต้องของคุณได้”
            ผมอยากจะขอบคุณแนวคิดของคนๆนี้มากๆครับ ที่จุดประกายให้ผม ฉะนั้นแล้ว ผมก็อยากรับไม้ของคุณที่ส่งให้ผมจะด้วยความบังเอิญหรือจะอะไรก็แล้วแต่ ผมอยากส่งไม้ที่รับจากคุณ ให้แก่คนหลายๆคนที่กำลังประสบกับปัญหาชีวิตเนื่องจากอาการเหล่านี้ เช่นกัน ขอบคุณมากครับ


สุดท้ายนี้

           ผมหวังว่า วิธีต่างๆและสิ่งที่ผมเล่า หรือ สิ่งที่คนหลายๆคนอาจเข้ามาเล่า อาจจะได้จุดประกายบางอย่าง อาจให้กำลังใจคนบางคน ที่กำลังแสวงหาความช่วยเหลือได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งผมคิดว่า จะเป็นการดี หากทุกคนได้เข้ามาแชร์ความรู้สึกและประสบการณ์ และจะยิ่งดีถ้าจะมีการนัดออกไปพูดคุยกัน สำหรับผู้ที่เป็นอาการนี้ เพราะไม่มีใครมาเข้าใจเราหรอกครับ มีแต่คนที่เป็น และเคยเป็น เท่านั้น ที่จะเข้าใจได้ ขอบคุณครับ.....



*** เพิ่มเติมครับ จากคุณ สุดฟ้าล่าตะวัน ความคิดเห็นที่ 6

          "วางเป้าหมายในชีวิต"

อีกข้อนึงที่ผมอ่านแล้วรู้สึกได้ว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็นของการใช้ชีวิต และรวมไปถึงอนาคตของตนเอง การที่คุณได้วางเป้าหมายของตนเองและ เข้าหามันอย่างมุ่งมั่น ก็จะช่วยทำให้คุณมีกำลังใจ ความพยายาม ที่จะคว้าสิ่งนั้นมา ผมคิดว่า เมื่อคุณมีความตั้งใจ แน่วแน่ และสมาธิจดจ่อ กับเป้าหมายในชีวิตของคุณ สิ่งนี้ ก็จะช่วยเหลือคุณได้ และผลักดันคุณไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องได้

ขอขอบคุณ คุณ สุดฟ้าล่าตะวัน ครับ

   
       เพิ่มเติมครับ จากคุณ มิสเตอร์ D I Y ความคิดเห็นที่ 2 และคุณ เสียงจากบ้านนา ความคิดเห็นที่ 5 ครับ

          "ธรรมะ"

การนั่งสมาธิ ก็เป็นอีก 1 วิธีที่ผมได้ลองทำ และก็ได้ผลดีมาก การศึกษาธรรมะ ผมคิดว่าช่วยให้เข้าใจอะไรต่างๆดีขึ้น ใจเย็นและสงบลง มีสมาธิในการไตร่ตรองตนเองมากขึ้น ผมอยากให้ทุกคนที่ประสบอาการนี้อยู่ พึงระลึกว่า มันเป็น อนิจจังครับ มันเข้ามาและมันก็จากไปได้ครับ สวดมนต์ ปฏิบัติธรรม ตื่นเช้าใส่บาตร เป็นวิธีที่ดีมากครับ

ขอขอบคุณ คุณ มิสเตอร์ D I Y และคุณ เสียงจากบ้านนา  ครับ


       เพิ่มเติมครับ จากคุณ อาณาจักรสีเขียว ความคิดเห็นที่ 13 ครับ

         "เลิกฟังเพลงเศร้าและดูหนังเศร้า"

สำคัญมากๆ ก็คือ เลิกฟังเพลงเศร้าค่ะ แล้วก็เลิกดูหนังเศร้าๆ พวกเพลงช้าๆ เว้าวอนเคล้าอารมณ์จำพวกนั้น ประเภทอกหักรักคุด แฟนทิ้ง พระเอกตาย นางเอกไม่รอด อะไรประเภทนี้ เจ้าพวกนี้มันจะนำจิตใจให้ซึมเซื่องลงไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว

อยากหายอันดับแรกต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ถ้าหากอยากฟังเพลง ให้ฟังเพลงที่มีเนื้อหาสร้างสรรค์ เพลงที่ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นมา

ต้องย้ำเพราะสำคัญมาก "เวลาจะฟังเพลงหรือดูหนัง ให้เลือกที่มีเนื้อหาสร้างสรรค์ ที่ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นมา"

ดู ฟัง อ่านในสิ่งที่มีเนื้อหาดีๆ สิ่งที่กล่าวถึงเนื้อหาด้านบวก รับเฉพาะสิ่งที่นำจิตใจไปสู่ด้านดีงามของชีวิต

เพราะคนเราตัดสินใจเลือกได้ เลือกเส้นทางชีวิตที่จะคิด พูด และตัดสินใจทำ ได้ด้วยตัวเอง


จากคุณ อาณาจักรสีเขียวครับ ขอบคุณครับ

21 สิ่งที่ไม่มีใครเคยบอกคุณเกี่ยวกับ "โรคซึมเศร้า"

http://pantip.com/topic/32471856
1) เกือบทุกอย่างที่คนรอบข้างพูด นอกจากจะไม่ช่วยแล้วยังทำให้แย่ลง
- ซึมเศร้ากับความเครียดมันต่างกัน คนส่วนใหญ่เห็นคนซึมเศร้าแล้วไม่เข้าใจ ก็จะพูดในเชิงของ "สู้สิวะ!" "ทำตัวให้มีความสุขดิวะ" "อย่ามาซึมเศร้า" ซึ่งคำพูดพวกนี้ไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเลย ความจริงมันทำให้แย่ลงด้วย เพราะหลายคำเช่น "คนอื่นเจอหนักกว่านี้เค้ายังสู้ได้ ทำไมแค่นี้แกสู้ไม่ได้?" อันนี้เป็นสาเหตุตัวดีให้คนไปฆ่าตัวตายเลย เพราะจะทำให้ตัวเองรู้สึกไร้ค่า กระจอก ตอนคุณไปหาหมอซึมเศร้า สังเกตสิว่าหมอไม่เคยใช้คำพวกนี้เลย แต่ใช้วิธีให้เราเห็นค่าตัวเอง แทนที่จะเอาตัวเองไปเปรียบกับคนอื่น (downward comparison)


2) มันไม่ได้เจ็บแค่ทางใจ แต่เจ็บทางกายด้วย
- มันไม่ได้เป็นแค่ความเจ็บปวดทางใจ หลายครั้งมากที่มันส่งผลมาถึงทางกายด้วย ปวดกล้ามเนื้อเอย ปวดท้องเอย หายใจไม่ออกเอย


3) ไม่อยากขอความช่วยเหลือคนอื่น
- ความเชื่อของคนเป็นโรคซึมเศร้าคือไม่มีใครต้องการเรา ส่งผลให้เค้าไม่อยากไปขอความช่วยเหลือคนอื่น เพราะกลัวจะไปทำให้เค้ารำคาญ หากคุณเป็นโรคซึมเศร้าและคิดอย่างงี้อยู่ จงฝ่ามันไปให้ได้แล้วไปขอความช่วยเหลือซะ! คุณต้องการความช่วยเหลือ ด่วนด้วย


4) พฤติกรรมการกินจะผิดเพี้ยนไป
- บางคนก็จะกินเยอะเกินไป บางคนก็จะกินน้อยเกินไปจนถึงขั้นไม่กินเลย ทุกอย่างดูผิดเพี้ยนไปหมด ส่งผลให้คนเป็นโรคซึมเศร้าร่างกายจะเปลี่ยนไปด้วย


5) เพื่อนบางคนอาจจะทิ้งคุณไป (ซึ่งก็ดีนะ)
- เพื่อนบางคนอาจจะทนไม่ไหวและออกไปจากชีวิต ซึ่งเราจะได้รู้ว่าเพื่อนตายเป็นใครก็ตอนนี้เอง ไม่ต้องสนใจคนที่ทิ้งเราไป สนใจแค่คนที่เหลืออยู่ เพราะคนเหล่านั้นต่างหากที่จะช่วยให้เราหายได้


6) คุณอาจจะรู้สึกเสียสติโดยสมบูรณ์
- โรคซึมเศร้าจะทำให้การทำงานของสมองผิดเพี้ยนไป ทุกการกระทำจะดูเหมือนคนบ้า เข้าสังคมไม่ได้ ความคิดแปลกๆ ตื่นกลัว หดหู่ แต่ขอให้จงจำไว้ว่าคุณไม่ได้บ้า คุณแค่ไม่สบาย และมันรักษาได้


7) ทุกอย่างจะทำให้คุณรำคาญ รวมถึงตัวคุณเองด้วย
- เวลาไม่ได้รับการสนใจจากคนรอบข้างอย่างเพียงพอ บางคนอาจจะมีอาการหงุดหงิดได้


8) ทุกอย่างในชีวิตประจำวันดูผิดพลาดไปหมด
- สิ่งง่ายๆที่เคยทำได้ดี ตอนนี้กลับยากมาก (เช่นตื่นไปเรียน/ทำงานในเวลาเดิมปรกติ แทบไม่ไหว)


9) การแยกความคิดจริงๆกับความคิดแง่ลบของการซึมเศร้าเป็นเรื่องยากสุดๆ
- เวลาพูดอะไรออกมา มันยากที่จะแยกเนื้อหาจริงๆกับสิ่งที่พูดเพราะซึมเศร้า(ซึ่งมักจะเป็นเรื่องแย่ๆแง่ลบ)ได้ ต้องพยายามแยกแยะออกให้ได้ จะช่วยรักษาได้ดีมาก


10) พฤติกรรมการนอนเละไม่เป็นท่า
- เริ่มนอนไม่หลับบ้างหรือนอนไม่พอบ้าง ไม่ก็ย้ายเวลานอนไปตอนกลางวันไรงี้ เพี้ยนพอๆกับพฤติกรรมการกินเลย


11) ซึมเศร้าอาจหมายถึงไร้ความรู้สึกนึกคิดโดยสมบูรณ์ก็ได้
- ซึมเศร้าอาจจะไม่ได้จำกัดแค่ความเศร้า แต่ความด้านชาทางความรู้สึกก็ถือเป็นอาการซึมเศร้าเหมือนกัน ประมาณว่าไม่รู้สึกอะไรเลย ทุกคำพูดที่คนพูดออกมา คุณก็ยังซึมเศร้าเหมือนเดิม หากมีอาการนี้ บอกหมอด้วย


12) มันน่าเบื่อมาก
- ล่องลอย ไม่สนใจกับอะไรเลย จมอยู่แต่กับตัวเอง เวลาผ่านไปช้ามาก เป็นช่วงเวลาที่น่าเบื่อมาก


13) รู้สึกผิดตลอดเวลา
- สิ่งร้ายแรงอันดับต้นๆของโรคซึมเศร้าคือ ความรู้สึกผิด (Guilty) คุณรู้สึกโง่ คุณรู้สึกเลว คุณรู้สึกไร้ค่า คุณรู้สึกเป็นตัวถ่วง และสุดท้ายความรู้สึกเหล่านี้จะทำให้ฆ่าตัวตายได้ในที่สุด


14) ซึ่งก็อาจจะเพราะคำพูดของคนรอบข้าง
- ทำไมถึงรู้สึกผิดตลอดเวลา? ส่วนหนึ่งก็จะมาจากคำพูดของคนรอบข้าง อย่างที่บอกไว้ในข้อแรก "คนอื่นเจอปัญหาหนักกว่านี้อีก ทำไมสู้ได้ ทำไมแกสู้ไม่ได้?" นั่นแหละ เป็นการกระตุ้นความรู้สึกผิดในใจจนส่งผลให้กระทำเรื่องเลวร้ายได้ดีนักแล


15) ฝันประหลาด
- ความฝันจะแปลกๆ ในเนื้อหา


16) กระจกกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจ
- คนเป็นโรคซึมเศร้ามักจะมองเห็นตัวเองไร้ค่า พอส่องกระจกก็จะยิ่งแย่เข้าไปใหญ่


17) โรคซึมเศร้าเหมือนการสร้างโลกจากมุมมองที่บิดเบือน(ไปในทางที่แย่)แล้วเข้าไปอยู่ในนั้น
- มีคนเคยบอกว่าโลกนี้มันมีเป็นพันล้านใบซ้อนอยู่บนโลกใบเดียวกัน เพราะ ทุกคนมีโลกของตัวเองอันเกิดจากประสบการณ์และความคิดของตน และคนเป็นโรคซึมเศร้าจะสร้างโลกที่มีลอจิคที่ผิดเพี้ยน สร้าง Fact ที่ไม่จริงเช่นตัวเองอยู่คนเดียว ตัวเองไร้ค่า (แต่ถือว่าจริงในโลกของเค้า) และก็ย้ายตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้น การบำบัดจึงมีความจำเป็นในการทำลาย Fact อันบิดเบือนเหล่านั้นทิ้งและดึงเค้ากลับสู่โลกปกติ


18) เห็นตัวเองไร้ค่าไม่ว่าจะมีคนมาชมว่าดีว่าเก่งยังไงก็ตาม
- ไม่ว่าจะมีใครชมอะไรคุณ คุณก็จะเครียดและบอกว่าตัวเองไม่ได้มีดีอะไรเลย ตัวเองเลว ตัวเองไร้ค่า ไม่ต้องมาสนใจ


19) การกลับเข้าสู่สังคมหลังจากซึมเศร้าเป็นเวลานานเป็นเรื่องที่ยากและน่าอึดอัด
- อึดอัดจริงอะไรจริง 555 ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ การกลับเข้าสังคมก็จะเป็นเรื่องที่คิดแล้วขนลุกซู่มากขึ้นเท่านั้น แต่ก็ต้องทำให้ได้ เป็นส่วนหนึ่งของการรักษา


20) มองอนาคตของตัวเองไม่ออก
- คนปกติก็จะวาดฝันวางแผนไว้ว่าอนาคตเราจะทำอย่างโง้นอย่างงี้ แต่สำหรับคนกลุ่มนี้ จะมองอนาคตตัวเองไม่ออก ติดอยู่กับตัวเอง จมอยู่กับเวลา ผลเสียที่เกิดขึ้นคือความรู้สึกสิ้นหวังจะประดังเข้ามาและรู้สึกว่ายังไงก็คงไม่มีอะไรดีขึ้นและจมกับมันต่อไปต่อไปต่อไป ไปบำบัดซะ!


21) โรคซึมเศร้าทำให้คุณรู้สึกว่าคุณอยู่ลำพัง ทั้งๆที่จริงๆแล้วไม่ใช่
- โลกนี้ไม่มีใครอยู่ลำพังหรอก แต่โรคนี้ทำให้คุณรู้สึกว่าคุณอยู่ลำพัง จงเข้าใจว่ามันไม่จริงและสู้กับมันให้ได้

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2558

== ลงทุนให้เก่ง ทำไมต้องฝึก MINDSET ??? ===

หลายคนอาจเริ่มต้นการลงทุนโดยสอบถามจากผู้รู้ กูรู ว่าการลงทุนต้องเริ่มต้นอย่างไร   ต้องมีเงินกี่บาท   เริ่มลงทุนวิธีไหน   ลงทุนกับสินทรัพย์ หรือ ทรัพย์สิน

หลายคนลืมไปว่าการลงทุนที่ดี  ต้องเริ่มต้นลงทุนจากตัวท่านเอง  คือเริ่มรู้จักตนเอง  ความต้องการตนเอง  แผนการของตนเอง  เพื่อการวางแผนที่ดีในอนาคต

ก่อนอื่นที่จะเริ่มลงทุน   สิ่งแรกที่คุณควรปรับเปลี่ยนคือ ทัศนคติที่ หรือ MINDSET จาก Fixed Mindset เป็น GROWTH Mindset

คนที่มี Fixed Mindset (FM)ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าปัจจุบันหรืออนาคต
ส่วนคนที่มี Growth Mindset (GM) เห็นว่าคนเราเปลี่ยนแปลงได้เสมอเพื่อการพัฒนา

FM มองความสำเร็จว่าเป็นความสามารถของตัวเอง
GM มองความสำเร็จเป็นการเรียนรู้ และพัฒนา
 
FM ไม่ชอบความท้าทาย
GM ไม่กลัวการผิดพลาด ชอบความท้าทาย “Learner”

FM มองความล้มเหลวเป็นความพ่ายแพ้
GM มองความล้มเหลวเป็นการเรียนรู้
 
--> เคยสงสัยกันหรือไม่ว่า  ทำไมคนในโลกมีพฤติกรรมแตกต่างกัน คนหนึ่งพร้อมที่จะเรียนรู้ อีกคนหยุดการเรียนรู้

คนที่มี Fixed Mindset - ไม่เรียนรู้ คิดว่าคนมีพรสวรรค์มาตั้งแต่เกิด เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ผลสุดท้ายคือการพัฒนาไม่เต็มศักยภาพของตัวเอง ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ

คนที่มี Growth Mindset - เชื่อว่าความสำเร็จ/ความล้มเหลว คือ การเรียนรู้ - กรอบความคิดจำกัด คิดว่าความเฉลียวฉลาดและความสามารถเป็นเรื่องตายตัว คิดว่าความพยายามไม่มีประโยชน์ - เราสามารถเปลี่ยนกรอบความคิดของเราได้ เพื่อความสำเร็จ

อย่างไรก็ตามทั้ง 2 Mindset สามารถเปลี่ยนแปลงได้ คือ คนสามารถประสบความสำเร็จได้ เพียงแต่เปลี่ยนกรอบความคิดของตัวเอง

--> ทำอย่างไรถึงเปลี่ยน Mindset ของเราให้เป็น Growth Mindset ได้

ก่อนอื่น  เราต้องเชื่อในศักยภาพและการพัฒนาของตัวเราเองว่า   เราสามารถเปลี่ยนแปลงความเฉลียวฉลาดและความสามารถได้ รวมถึงการสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้  เปิดรับความคิดเห็นในการแลกเปลี่ยนกันได้ มองความผิดพลาดและล้มเหลวในการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้  มีความยุติธรรม ให้ความก้าวหน้า ให้ผลตอบแทนกับคนที่เรียนรู้และพัฒนาตนเอง

หรือ  พูดง่ายๆสั้นๆว่า  "เปิดใจ"  ยอมรับความคิดเห็น และ คำวิจารณ์เพื่อการปรับปรุง

--> ทำไมการลงทุนที่ดีต้องมี MINDSET ที่ดีด้วย

ก่อนที่ท่านจะเริ่มการลงทุน  ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในแบบใดก็ตาม   สิ่งแรกที่ท่านควรปรับคือ ทัศนคติต่อการลงทุนของท่าน   ท่านควรเริ่มจากศึกษาตนเอง  ว่าตนเองมีลักษณะแบบใด และเหมาะกับการลงทุนแบบไหน
 
ยกตัวอย่างในตลาดหุ้น  มีการลงทุนหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนแบบ Value Investor, Technical หรือ Dollar Cost Average ผู้รู้ทุกท่านต่างเรียนรู้ความต้องการ ประสบการณ์ของตนเองมาแล้วอย่างดีก่อนที่จะสำเร็จได้   คุณสมบัติหลักคือ กล้าที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่  และกล้าที่จะรับฟังคำวิจารณ์ หรือคำแนะนำจากผู้อื่น

หลายครั้งที่เห็นนักลงทุนมือใหม่  โทษคนอื่นว่าทำให้ตนต้องขาดทุนในตลาดหุ้น  และหลายครั้งที่ไม่กลับมามองตนเองว่าเราไม่ได้ศึกษาอย่างดีหรือเปล่า  นี่แหล่ะคือ Fixed Mindset

หยุดและเอาใหม่   ปรับเปลี่ยนความคิดตนเองใหม่  เริ่มโทษตัวเอง และ กลับมาศึกษาใหม่ว่าเราทำผิดที่ตรงไหน  และหาวิธี แนวทางปรับปรุงเพื่อการลงทุนที่ดีขึ้นนะคะ

สุดท้ายนี้   การปรับเปลี่ยน MINDSET เป็นแค่จุดเริ่มต้นในการทำสิ่งต่างๆในชีวิตที่ดีขึ้น   หากคุณมีทัศนคติที่ดี  ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน ทำงาน ครอบครัว ความรัก  รับรองว่าคนรอบข้างต้องอยากอยู่ใกล้ๆ คุณแน่ๆ



Cr. เพจงงหุ้น

ติดตามข่าวสารและเรื่องราวการลงทุนเพิ่มเติมได้ที่
Thinkvestment Fanpage : https://www.facebook.com/thinkvestment

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2558

วิธีเอารถเข้าชองขั้นเทพ

http://www.catdumb.com/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%9e/

กรรมที่ทำให้เนื้อคู่ไม่ดีหรือไม่มีคู่ และวิธีแก้กรรมเรื่องคู่

http://www.dek-d.com/board/view/1153375/

20 สิ่งที่คุณควรทำตั้งแต่อายุ 30 แล้วคุณจะมีชีวิตที่ดีขึ้นตอนอายุ 50 ทำแล้วได้ผลแน่นอน!!!

http://hot.ohozaa.com/hot-5-15-166223

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2558

เถียงชนะลูกค้า ชนะแล้วลูกค้าก็น้อยลง

เถียงชนะลูกค้า ชนะแล้วลูกค้าก็น้อยลง

เถียงชนะเพื่อนร่วมงาน ชนะแล้วความสามัคคีก็หดหาย

เถียงชนะเจ้านาย ชนะแล้วก็ไม่ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

เถียงชนะญาติ ชนะแล้วความเป็นญาติพี่น้องก็จางหาย

เถียงชนะเพื่อน ชนะแล้วเพื่อนก็ลดน้อยลง

เถียงชนะคนรัก ชนะแล้วความรักก็จืดจาง

เถียงชนะใคร ชนะคือแพ้ สู้ชนะตัวเองไม่ได้ ให้ตัวเองเข้มแข็ง เติบโต มั่นคง ถึงจะเป็นผู้ชนะที่แท้จริง 
         
           ปรัชญาจีน

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2558

อยากให้ลูกเรียนเก่ง ไปทำไมกัน

กำลังเป็นกระแสเป็นอย่างมากบนโลกโซเชี่ยล เมื่อมีการแชร์รูปภาพและข้อความ
ติดทั่ว รร กูเลยครับ โคตรชอบ ยกย่องคนติดแปป
‪#‎ทำไมเด็กไทยต้องไปเป็นแพทย์‬ - @PopeyeDemoซึ่งทำให้มีคนได้แสดงความคิดเห็นในเชิงเห็นด้วยและกด like เป็นจำนวนมาก
 
 
และได้มีแฟนเพจเพิ่มเติมข้อมูลเกี่ยวกับเด็กเรียนไม่เก่งดังนี้ครับ



"ลูกเรียนไม่เก่ง ...แล้วไงครับ" ของ นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
 
• ทบทวนอีกครั้ง
อยากให้ลูกเรียนเก่ง ไปทำไมกัน
ฟังข้อดี ข้อเสีย ก่อนจะเล่นบทพ่อแม่หลงทาง
เมื่อลูกเรียนไม่เก่ง แล้วไงล่ะครับ ? ก่อนจะอ่านต่อไป พวกเรามาทบทวนกันก่อนว่า อยากให้ลูกเรียนเก่งไปทำอะไร
 
• เพื่อเขาจะได้เอนทรานซ์ได้ ถ้าตอบข้อนี้ให้เวียนไปอ่านบรรทัดแรกอีกทีนะครับ พูดเล่นๆ เอ็นทรานซ์ได้สมัยนี้ไม่ได้ให้หลักประกันเลยว่าจะไม่ตกงาน จะไม่ใช้ยาเสพย์ติด จะไม่ติดเชื้อเอดส์ จะไม่ตั้งครรภ์ก่อนวัย จะไม่ทำแท้ง จะไม่พนันบอล และอื่นๆ
 
• เพื่อให้เขามีอาชีพมั่นคง ไม่จริงหรอกครับ เรียนเก่งแล้วไม่มีงานทำมีเยอะขึ้นเรื่อยๆ มีงานทำแล้วประคองงานไว้ไม่ได้ก็มีเยอะ ประคองงานไว้ได้แล้วไม่มีความสุขก็มีอีกเยอะ มีเงินเยอะ แต่ไม่มีความสุขยิ่งเยอะใหญ่
 
• ยกตัวอย่างอาชีพแพทย์ แพทย์สมัยนี้ตกงานทันทีหลังเรียนจบนะครับ ไม่ได้บรรจุเข้ารับราชการ และไม่รู้อนาคต ประกอบวิชาชีพไปถูกฟ้องไปก็เยอะ สังคมก็คาดหวังสูงขึ้น ต้องเคารพสิทธิผู้ป่วย ต้องแจ้งป้ายราคา ต้องไปชันสูตรพลิกศพ และอื่นๆ
 
• แทนที่จะเรียนเก่ง น่าจะเรียนให้มี"ความสุข"มากกว่า
การเรียนให้มีความสุขมีประโยชน์ดังนี้คือ ทำให้เด็กรักตนเอง ภาคภูมิใจในตนเอง เชื่อมั่นในตนเอง เมื่อเป็นเด็กเล็กก็ดูแลตนเองได้ เมื่อเป็นเด็กโตก็วิ่งไปซื้อของหน้าปากซอยได้ เมื่อเป็นวัยรุ่นก็กล้าแสดงออกในทางที่เหมาะสม เมื่อเป็นผู้ใหญ่ก็รู้จักหาทางเลือกของชีวิต รู้ทีหนีทีไล่ รู้รุก รู้รับ รู้ชนะ รู้แพ้ รู้สู้รู้ถอย และไม่ฆ่าตัวตาย ดีกว่าเรียนเก่งตั้งมากมาย
 
• คิดให้ดีๆ นะครับ ว่ากว่าจะถึงเวลาที่ลูกโตเป็นผู้ใหญ่ พวกเราซึ่งเป็นพ่อแม่หากไม่แก่ หรือหงำเหงือกก็ตายไปแล้ว อยู่บนสวรรค์มองลงมาเห็นลูกใช้ชีวิตแบบหลังย่อมดีกว่าแบบแรกแน่นอน ยังไม่นับว่าสังคมในอนาคตจะเสื่อมทรามไปถึงไหนก็ยังไม่รู้
 
• บางคนอยากให้ลูกเรียนเก่งไว้ก่อน เพราะกลัวลูกจะไม่มีเงินใช้ เรียกว่าผูกเรื่องข้ามช็อต เอาการเรียนเก่งไปเชื่อมโยงกับการมีเงินใช้
 
• ไม่จำเป็นต้องห่วงเรื่องลูกไม่มีเงินใช้ในอนาคต รัฐไทยจะจัดระบบประกันสังคมได้เด็ดๆ ไม่แพ้อย่างที่เห็นในหนังฝรั่งแน่นอน แต่ถ้าเกิดไม่มีระบบประกันสังคมที่ดีพอ งั้นคิดให้ดีอีกทีว่า รัฐที่ไม่มีสวัสดิการสำหรับประชาชนทุกระดับนั้น คนรวยกับคนจนใครจะมากกว่ากัน คนที่เข้าถึงทรัพยากรกับคนที่ถูกกีดกันจากทรัพยากรใครจะมากกว่ากัน
 
• แน่ใจหรือว่าอยากให้ลูกเราเป็นพวกชนกลุ่มน้อย (ฮา) ตอนนี้ใครไม่ฮากรุณาพาลูกและครอบครัวอพยพไปอยู่ต่างประเทศนะครับ เอาใหม่ แทนที่ผมจะพยายามชี้ชวนว่าการเรียนไม่เก่ง ไม่มีประโยชน์อะไรในอนาคตแล้ว ผมจะอธิบายให้ฟังถึงข้อดีของการเรียนไม่เก่งดีกว่า
 
• ก่อนอื่นมานิยามคำว่า เก่งก่อน เก่งในที่นี้หมายถึง ทำคะแนนได้สูงในระบบการศึกษาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่เด็กอาจจะไม่ได้ทำหน้าที่ทางจิตวิทยาของแต่ละวัยได้ครบถ้วนหรือพอเพียง
 
• ในทางตรงกันข้าม เด็กเรียนไม่เก่งแต่มีคุณพ่อคุณแม่ที่เข้าใจเรื่องหน้าที่ทางจิตวิทยาประจำวัย ของเด็กมากพอ ก็จะได้ลูกซึ่งเป็นเด็กเรียนไม่เก่งที่มีความสุข รักตนเอง ภูมิใจในตนเอง เชื่อมั่นในตนเอง และพร้อมที่จะเติบโตเป็นตัวของตัวเองต่อไปในอนาคตเมื่อพ่อแม่ตายแล้ว (ย้ำจริง)
 
• เพราะเด็กที่เรียนไม่เก่ง แต่คุณพ่อคุณแม่เข้าใจไม่เคี่ยวเข็ญจนเกินไป มักมีเวลาว่างจากการทำการบ้าน การท่องหนังสือหรือการเรียนพิเศษมากกว่า เวลาเหล่านั้นคือ กำไรทางจิตวิทยาที่ได้มาโดยไม่รู้ตัว
 
• กำไรได้อย่างไร ลองอ่านต่อ
เด็กเล็กและเด็กโตมีงานสำคัญที่ต้องทำอยู่คนละเรื่องเดียวเท่านั้น เด็กเล็กต้องพัฒนากล้ามเนื้อนิ้วมือทั้งสิบให้แข็งแรง และสามารถใช้ทำงานที่อาศัย ความละเอียดในอนาคตได้ เด็กโตต้องพัฒนาทักษะในการเข้าสังคม เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น ทะเลาะกันได้ก็ต้องดีกันได้ ต่อยกันไปแล้วก็ต้องอภัยกันได้
 
• หากเด็กเล็กใช้นิ้วมือได้คล่องแคล่ว เขาไม่เพียงมีความสามารถทำงานอะไรก็ได้ในอนาคต แต่เขายังมีความรักตนเอง ภาคภูมิใจตนเอง เชื่อมั่นในตนเองที่สอบผ่านจิตวิทยาประจำวัยมาได้
 
• หากเด็กโตเข้าสังคมได้ทุกรูปแบบ เขาไม่เพียงมีความสามารถหางานอะไรก็ได้ และปรับตัวเข้ากับงานหรือครอบครัวแบบไหนก็ได้ แต่เขายังมีความรักตนเอง ภาคภูมิใจตนเอง เชื่อมั่นในตนเองที่สอบผ่านจิตวิทยาประจำวัยมาได้เช่นเดียวกัน
 
• ความรักตนเองเป็นภูมิคุ้มกันต่อสิ่งเลวร้ายต่างๆ ในสังคมที่จะมาแผ้วพานชีวิตของเขาในอนาคต นี่คือหนึ่งในคำอธิบายว่า เพราะอะไรคนที่รู้ว่าสูบบุหรี่ไม่ดีก็ยังจะสูบ เสพยาบ้าไม่ดีก็ยังจะเสพ เที่ยวหญิงบริการเสี่ยงติดเชื้อเอดส์ ก็ยังจะไป เพราะพวกเขาไม่รักตนเอง ให้สืบกันจริงๆ คงพบคามบกพร่องทางจิตวิทยาในวัยเด็กเล็กเด็กโตนี่แหละ
 
• พวกเรามักคิดว่า งานหลักของเด็กเล็กคือคัดไทย งานหลักของเด็กโตคือบวกเลข ทำให้เราหลงทาง เสียเวลา และคาดหวังลูกในทางที่ไม่ถูกไม่ควรกันค่อนประเทศ เมื่อลูกไม่ได้ดั่งใจก็คาดหวังสูงยิ่งขึ้นอีก เด็กจึงไม่รักตนเอง เกลียดตนเอง ไม่ภูมิใจในตนเอง และขาดภูมิคุ้นกันไปในที่สุด
 
• อย่าเป็นเลยครับ เด็กเรียนเก่งแต่สุขภาพจิตไม่ดี และไม่มีหลักประกันอะไรว่าจะร่ำรวยในอนาคต เป็นเด็กธรรมดา เรียนเต็มความสามารถของเขา ได้เล่นและทำงานกลุ่มอย่างเหมาะสม เติบโตเป็นคนที่เอาตัวรอดได้ในยามคับขันทุกสถานการณ์
 
ถามตนเองอีกครั้งสิครับ ว่าอยากได้ลูกแบบไหน 

http://hot.ohozaa.com/hot-5-15-147763#.VPlCKijHtjc.facebook

วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ข้อคิดดีๆสำหรับคู่รักทุกคู่ ขออย่าให้มีใครเจ็บปวดซ้ำรอยแบบเราอีกเลย cr : pantip คุณ le temps

ข้อคิดดีๆสำหรับคู่รักทุกคู่ ขออย่าให้มีใครเจ็บปวดซ้ำรอยแบบเราอีกเลย
สิ่งที่เกิดขึ้น.. แต่ก่อนเราแทบจะไม่เคยคิดเลยว่าเราจะมีวันนี้ เพราะเกิดมาไม่เคยสักครั้งที่จะเจ็บปวดเพราะความรัก
ความผิดพลาดนี้ทำให้เราคิดอะไรได้มากมาย ทั้งจากตัวเราและจากมุมมองของคนอื่นๆที่เราได้อ่าน ได้ฟัง ได้เจอมา

สิ่งที่เรียนรู้ได้จากความผิดพลาดและความเจ็บปวด :
- ธรรมชาติของผู้หญิงกับผู้ชายนั้นต่างกัน
"เมื่อผู้หญิงมีเรื่องไม่สบายใจอะไรเกิดขึ้น เธอจะระบายอารมณ์นั้นออกมาโดยการพูดหรือเล่าให้ใครสักคนหนึ่งฟัง
อาจมีการวีนบ้าง เหวี่ยงบ้าง ใส่อารมณ์บ้าง แล้วแต่พื้นฐานนิสัยของแต่ละคน
เมื่อเธอระบายทุกอย่างออกมาหมดแล้ว เธอจะรู้สึกโล่งใจ ปลอดโปร่ง ความรู้สึกจะกลับมาเซ็ตใหม่ที่ศูนย์อีกครั้ง
เรื่องราวเก่าๆถือว่าจบและไม่ใส่ใจอีก ทำตัวปกติเรากับไม่มีอะไรเกิดขึ้น(เพราะเธอได้ระบายออกมาแล้ว)
ผู้ชายบางคนถึงกับแปลกใจว่าทำไมแฟนของพวกเขา บทจะงี่เง่าก็งี่เง่ามากๆ บทจะดีก็ดีราวกับนางฟ้า

เรื่องน่าตลก(ร้าย)สำหรับผู้ชายก็คือ ผู้หญิงส่วนใหญ่มักเอาอารมณ์ต่างๆไปลงไว้ที่คนรักของเธอ
เพราะคิดว่าผู้ชายที่เธอรักย่อมเข้าใจเธอดี ยอมรับเธอ และอดทนกับเธอได้เสมอ
ทั้งที่ความจริงคือในครั้งแรกๆผู้ชายจะง้อและพยายามทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นไม่ว่าจะด้วยวิธีอะไรก็ตาม เพื่อให้ปัญหาตรงหน้าจบ
แต่ในใจของผู้ชายนั้น กลับไม่ได้กลับไปเซ็ตความรู้สึกไปที่ศูนย์เหมือนกับผู้หญิง
ผู้ชายจะค่อยๆติดลบทางความรู้สึกไปเรื่อยๆ และเมื่อถึงจุดจุดหนึ่ง ความอดทนก็หมดลง
ความรักและความหวานชื่นที่เคยมีมาก็จะเริ่มจางลง เพราะมีสิ่งที่คอยบั่นทอน"

- รักของผู้หญิงจะเริ่มจากศูนย์ไปร้อย และผู้ชายจะเริ่มจากร้อยไปศูนย์
(*ข้อคิดนี้ได้มาจากล็อกอิน~~ LucKy_RiN ลัล..ล้า..~~    ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้นะคะ)
"เวลาผู้ชายรักเรา เค้าจะรักผู้หญิงเราจากร้อยไปหาศูนย์ ส่วนผู้หญิงมักจะเริ่มรักจากศูนย์ไปทะลุร้อย
นี่คือเหตุผลส่วนใหญ่ ที่ทำให้เค้ากับเรามีปัญหา
ธรรมชาติผู้ชายที่ดี ถ้าเค้ารักเราแล้ว เค้าจะรู้จักรักษาความรักของเค้าไว้ที่ร้อยที่เค้าให้มาและมันจะยังคงเท่าเดิม
และมันจะยิ่งทะลุร้อยแข่งกับผู้หญิง เมื่อผู้หญิงรู้จักรักษาความรักของเค้าและรู้จักคุณค่าในรักที่เค้าให้มานั้น
ชีวิตคู่ของคนส่วนใหญ่ เมื่อผู้หญิงได้รับความรักมาจากผู้ชาย
เมื่อได้รับ.. ได้รับ.. ก็กลับอยากได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งนี้ทำให้ผู้หญิงแต่ละคนแสดงออกไม่เหมือนกัน
บางคนอยากได้มากขึ้น ก็แลกกลับไปด้วยความรักและความดีที่ตัวเองมีอยู่
บางคนอยากได้มากขึ้น ก็แลกกลับไปด้วยความง๊องแง๊ง งี่เง่า ปัญญาอ่อน
บางคนอยากได้มากขึ้น ก็แลกกลับไปด้วยความหึงหวง ความไม่มีสาระ
แล้วเวลาผู้ชายเริ่มรับมือไม่ไหว ก็มักจะโดยกดดันด้วยคำที่ว่า "ใช่ซี๊.. ชั้นมันเก่าแล้วนี่ หมดโปรแล้วนี่ มีกิ๊กรึเปล่า บลๆๆ"
ทั้งที่จริงๆแล้วผู้ชายอาจจะยังไม่มีอะไรในใจเลย แต่กลับโดนกล่าวหาไปแล้ว

จนวันหนึ่งผู้ชายเริ่มเบื่อและรับมือไม่ไหว ผู้หญิงก็คิดว่าผู้ชายเปลี่ยนไปทั้งๆที่ไม่ได้สำรวจตัวเองเลยว่าที่ผ่านมา
เราอยู่กับเค้ายังไงมาบ้าง ถ้าเราเป็นเค้า มองในมุมกลับกัน เรารับได้รึเปล่า

ส่วนใหญ่แล้วผู้ชายเค้าไม่เข้าใจผู้หญิงเราหรอกว่าเราอยากได้อะไร เราโกรธเรื่องอะไร เราเสียใจ เราน้อยใจเรื่องไหน
ถ้าไม่อยากเสียเค้าไป มีอะไรบอกเค้าดีๆ บอกกันตรงๆ ว่าเมื่อกี๊ที่ทำแบบนั้น เสียใจจัง อย่าทำอีกเลยนะคะ
แล้วลองเปิดใจฟังเหตุผลเค้าดูว่าทำไมเค้าทำให้เราเสียใจ ถ้าเหตุผลเค้าไม่พอ ก็ค่อยๆปรับ ค่อยๆเรียนรู้กัน

อยากให้เค้าทำอะไรให้เราก็บอกผู้ชายเค้าไปตรงๆ เช่น เย็นนี้มารับได้รึเปล่า ถ้าเค้าบอกว่าไม่ได้ ก็ใช้เหตุผลพิจารณาต่อไปว่า
ทำไมเค้ามาไม่ได้ ถ้าเหตุผลเพียงพอ ก็โอเค รับฟังกัน ปล่อยวาง อย่าไปคาดหวัง
แต่ถ้าเหตุผลมันงี่เง่ามาก ก็คุยกันดีๆว่าทำไมเลือกแบบนั้น ทำไมไม่เลือกทำแบบนี้ ค่อยๆคุยกันอีก หาเหตุผลและทางอีกที่ดีที่สุดแก่ทั้งสองฝ่าย

มีอะไรให้บอกเค้าไป ไม่ชอบอะไรบอกเค้าไป แล้วรับฟังผู้ชายของเราด้วยความตั้งใจ อย่าไปยึดติด อย่าไปคาดหวัง
แล้วเราจะไม่เจ็บ และเมื่อเราปล่อยวางได้ คนรักเราจะยิ่งแคร์เรามากขึ้นด้วย เพราะผู้ชายเค้าชอบคนที่เข้าใจเค้า
ยิ่งเราให้เกียรติเค้า เค้าก็จะยิ่งให้ความรู้สึกดีๆกับเรากลับมา"

- ความรักพิสูจน์ให้เห็นยามที่มีปัญหา ยามที่เขาไม่น่ารัก ยามที่เขาเปลี่ยนแปลง ยามที่เขาไม่ใช่คนที่คุณเคยรู้จักนี่แหละ
(*ข้อคิดนี้ได้มาจากล็อกอินหนึ่งในพันทิปค่ะ ขออภัยที่เราจำชื่อล็อกอินไม่ได้ และขอขอบคุณมา ณ ที่นี้นะคะ)
"ถ้าเรารักเขาเพราะเขาดี เพราะเขามีค่า เพราเขาน่ารัก เพราะเขาทำให้เรามีความสุข
วันหนึ่งถึงเขาไม่ทิ้งเรา เราก็จะทิ้งเขา เมื่อเขาไม่มีสิ่งดีๆเหล่านี้อีกแล้ว
ความรักไม่ใช่การแลกเปลี่ยน เธอให้ฉันบ้าง ฉันให้เธอบ้าง เธอไม่ให้ฉันแล้ว ฉันก็ไปหาจากที่อื่น
หรือ ฉันไม่มีอะไรให้เธอแล้ว เธอไปที่อื่นเถอะนะ
ความรักเพิ่มพูนขึ้นตามเวลา ความผิดพลาดและการให้อภัยทำให้รักกันมากขึ้น
อุปสรรคและปัญหาควรจะทำให้ความรักเข้มแข็งขึ้น ไม่ใช่ทำให้อ่อนแอและขาดสะบั้นลง
อดทนและให้อภัย เมื่อเกิดปัญหาก็ผ่านไปได้และรักกันมากขึ้น"

-ทุกสิ่งมันเป็นธรรมชาติ พอรักก็อยากยึด อยากครอบครอง อยากเปลี่ยนแปลงเค้าให้เป็นแบบที่ใจเราต้องการ
(*ข้อคิดนี้ได้มาจากล็อกอินหนึ่งในพันทิปค่ะ ขออภัยที่เราจำชื่อล็อกอินไม่ได้ และขอขอบคุณมา ณ ที่นี้นะคะ)
"อยากให้เค้าถึงบ้านแล้วโทรบอกเราสักหน่อย  โดยเราใช้คำว่า "เป็นห่วง" แต่จริงๆแล้วมันก็แค่สนองกิเลสเรา
ที่อยากให้เค้ารายงานตัว เท่านั้นเอง

ลองปรับที่ตัวเองก่อน เช่นว่า เค้าจะทำอะไร จะโทรไม่โทร.. ธรรมชาติของเค้า อย่าไปคิดเยอะ ปรุงแต่งมาก
เพราะที่เราทุกข์เนี่ยนะ เพราะเกิดจากความคิดของเราเองล้วนๆ มองดูใจตัวเองตอนมันดิ้น ไม่ได้อย่างใจ
แล้วเราจะรู้ว่า เออนะ เอาแต่ใจจริงวุ้ย!!

สำหรับบางคู่ที่หมดรักแล้ว ไม่ใช่ว่าจะกลับมารักอีกไม่ได้ แต่ถ้าจะกลับมารักอีกได้เราต้องไม่ใช่คนแบบเดิมๆ
มีคนบอกว่า "ถ้าเราทำเหตุแบบเดิมๆ ผลที่ได้มันก็ได้แบบเดิมๆ" ต่อให้คนรักกลับมาคืนดี แต่เราเป็นแบบเดิม
สุดท้าย ผลมันก็จะเป็นแบบเดิมนั่นเอง

สำคัญมากคือกลับมารักตัวเองก่อน ให้ความสำคัญ ให้คุณค่ากับตัวเองก่อน เค้าจะทำอะไร ไม่ทำอะไร
ความสุขของเรามันไม่ได้ไปผูกติดอยู่ที่เค้า เราก็มีความสุขเองได้
การลองปรับตัวแบบนี้.. ทั้งหมดก็เพื่อตัวเราเอง เค้าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมหรือไม่กลับมาก็ว่ากันไป
อย่างน้อยๆเมื่อมีความรักอีกครั้ง มันจะดีกว่าที่เคยเป็นมาแน่นอน"

- พุทธศาสนามองว่าความรักมีสองประเภท (บางส่วนของข้อความ : พระไพศาล วิสาโล)
"กล่าวคือ ประเภทหนึ่งเป็นความรักที่มีความยึดมั่น ถือมั่นเป็นเจ้าเข้าเจ้าของเพื่อตอบสนองตัวตน
หรือหวังความสุขเพื่อปรนเปรอตันตน เราเรียกว่า "สิเนหะ หรือเสน่หา"
เป็นความรักที่ภาษาสมัยใหม่เรียกว่า รักแบบมีเงื่อนไข เช่น ต้องถูกใจฉัน ต้องพะเน้าพะนอฉัน
ความรักอีกประเภทหนึ่งเป็นความรักที่เป็นความปรารถนาดี ไม่มุ่งหรือคาดหวังให้เขามาปรนเปรอตน
เป็นความปรารถนาดีโดยปราศจากความเห็นแก่ตัว อันนี้เรียกว่า "เมตตา"

ความรักที่เจือด้วยกิเลส ที่ยังผูกติดกับเรื่องตัวตน ที่จริงแล้วเราไม่ได้รักสิ่งนั้นอย่างจริงจังหรอก
เรารักตัวเรา แต่เนื่องจากสิ่งนั้นให้ความสุขเรา ปรนเปรอเรา เราเลยผูกใจ ปรารถนาสิ่งนั้น
แต่เมื่อใดก็ตามที่สิ่งนั้นไม่ได้เป็นไปดั่งใจหวัง ไม่พะเน้าพะนอเรา ไม่ปรนเปรอเรา เราก็เกลียด ผิดหวัง เสียใจ

ถ้าเข้าใจความรักและรักอย่างมีเมตตา ต่อให้เราถูกคนรักทำร้ายจิตใจ หรือเขาเปลี่ยนแปลงไป
เราก็จะไม่เจ็บ ไม่ปวด หรือเจ็บปวดน้อยที่สุด ด้วยความที่เรามีเมตตานั่นเอง"

- ถ้าจำเป็นต้องอยู่กับคู่ชีวิตที่เราหมดศรัทธา หมดรัก หมดใจ
(*สำหรับภรรยา หรืออาจจะเป็นคู่รักทั้งหญิงหรือชายก็ได้ ลองปรับใช้ดูนะคะ : ข้อความจากเว็บยะฮู รอบรู้ค่ะ)
ถ้าหมดรัก หมดใจแล้ว แต่ยังจำเป็นต้องอยู่ด้วยกัน เพราะเหตุผลใดๆก็ตาม ถ้าคุณต้องการความสงบสุข และจะไม่ทุกข์ไปกว่านี้ แต่อาจมีโอกาสจุดไฟรักให้ลุกเพลิงขึ้นมาใหม่เหมือนเมื่อเดิมหรือดีกว่าเดิมอีกก็ได้ถ้าคุณต้องการเช่นนั้น ขอออกความคิดเห็นและให้คำแนะนำดังนี้ว่า

1. ให้คุณจับเข่าคุยกับคู่ชีวิต พูดคุยอย่างสงบและอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ปิดบังความรู้สึกแท้ๆของคุณเลย เพื่อให้เขาได้รับรู้ไว้ ขออย่าให้ความผิดพลาดในอดีตเป็นโซ่ล่ามชีวิตคุณทั้งสองไว้ สิ่งที่คุณจะทำจากนี้ไปก็สำคัญมากกว่าสิ่งที่เกิดในอดีต ถ้าคุณทั้งสองจะปรับความเข้าใจกันได้ คงจะมีผลดีมากกว่าผลเสีย

2. คุณทั้งสองควรจะต้องรู้ว่า ความต้องการของผู้ชายและของผู้หญิงนั้นไม่เหมือนกัน สิ่งที่ผู้ชายต้องการมากที่สุด มิใช่เซ็กส์ แต่คือเกียรติยศและศักดิ์ศรี จริงอยู่เขาคงชอบเซ็กส์ แต่การได้รับเกียรติก็ต้องมาก่อน ผู้หญิงต้องการความรัก ความใกล้ชิด ความทนุถนอม ความอบอุ่น ความมั่นคงปลอดภัย จากผู้เป็นสามี ถ้าเขาได้สิ่งเหล่านี้ เซ็กส์ถึงไหนถึงกันได้เสมอ ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ อย่าหวังเข้าใกล้เลย ไม่อยากให้แตะต้องตัวด้วยซ้ำ เพราะไม่ได้รับความรัก ก็หมดรักหมดใจไปด้วยอย่างที่คุณว่านั่นแหละ แต่ผู้ชายจะให้สิ่งนี้กับคุณหรือใครก็ไม่ได้ ถ้าคุณไม่มีศรัทธาในตัวเขา มองเขาไม่ขึ้น หรือไม่ให้เกียรติ หรือให้ความเชื่อมั่นในตัวเขา เขาจะไม่มีแรงให้ความรัก หรือเป็นผู้นำที่มีพลังไม่ได้เลย และในใจเขาจะมีแต่ความระทมขมขื่นตลอดเวลา แต่พูดไม่ออก เพราะเขาอาจจะด้อยกว่าคุณ และต้องต่อสู้กับคุณอยู่เสมอไป คุณถามเขาได้ว่า ข้อคิดเห็นนี้เป็นความจริงหรือไม่? และเกี่ยวข้องกับปัญหาของคุณในขณะนี้หรือไม่? คุณทั้งสองจะรู้ดีที่สุด

3. เมื่อได้คุยกันแล้ว และให้อภัยกันแล้ว ในฐานะที่คุณกับเขายังต้องอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยากัน คุณยังยินดีที่จะทำหน้าที่เป็นศรีภรรยาที่ดีให้แก่เขา และเป็นแม่บ้านให้แก่เขาอย่างดีที่สุดโดยไม่วางเงื่อนไขใดๆสำหรับเขาเลย เขาจะเป็นคนชนิดใดก็ไม่สนไม่ว่าอะไร และยินดีให้เขาร่วมหลับนอนด้วย และมีเพศสัมพันธ์ตามปกติที่เขาต้องการได้เสมอ คุณจะไม่ปฏิเสธเขาเลย แม้ว่าจะฝืนความรู้สึกของสตรีโดยทั่วไป และให้เขาได้รับรู้ไว้อย่างนั้นด้วย คุณจะทำได้ไหม? ตรึกตรองดูให้ดีนะครับ ลองดูสักหกเดือน ลองดูว่า จะออกหัวหรือออกก้อยกันแน่

4. จากนี้ไป ไม่ต้องบอกสามีคุณให้รู้ แต่ทุกวันคุณก็อาบน้ำแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สะอาดเรียบร้อยไม่ต้องฉุดฉาดอะไรแต่มีรสนิยมดี น่าดูน่ามอง ผมเผ้าสระและหวีให้เรัยบร้อยอยู่เสมอ รักษาอนามัยของร่างกายให้ดีไม่มีกลื่นตัวไดๆ ลงทุนซื้อโคโลญจ์กลิ่นหอมอ่อนๆฉีดนิดหน่อยที่อุ้งมือ แล้วลูบที่แขนและที่ลำคอพอที่จะให้ได้กลิ่นจางๆ เฉพาะเวลาเข้าใกล้ๆถึงตัวคุณจึงจะได้กลื่นนั้น ให้ทำอย่างนี้จนเป็นนิสัยไปตลอดชีวิตของคุณ และคุณจะกลายเป็นคนที่มีเสน่ห์อย่างลึกซึ้งที่สุด ถ้าสามีคนนี้ตาถั่วตาบอดก็แล้วไป ถ้าตายังใสอยู่ ในไม่ช้า ตาเขาจะมีประกายดาวระยิบระยับเต็มไปหมด ไม่งั้น คิดว่าฝึกไว้สำหรับแฟนคนต่อไปก็แล้วกันนะ ไม่เสียหายอะไร มิใช่หรือ?

แต่ลองให้โอกาสตัวคุณและกับสามีคนนี้ก่อนไปสักหกเดือน ขีดปฏิทินไว้ทุกวันก็ได้ ไม่นาน ใจรักที่ดีกว่าเก่า อาจจะเกิดขึ้นใหม่อีกครั้งก็ได้

...............................................................................................................................................

สุดท้าย เมื่อมาถึงจุดหนึ่งเราก็ดึงใจให้กลับมารักตัวเอง มีสติและกลับมาเป็นเราคนเดิมที่อยู่ได้ด้วยตัวเองอีกครั้ง ไม่ยึดติดใครมากเกินไป
ได้เปลี่ยนมุมมอง ปรับตัว และรู้จักข้อผิดพลาด รู้จักถนอมความรัก ไม่ทิ้งขว้างมันอีก
และทำให้ได้รู้ว่า แท้ที่จริงแล้ว "ความทุกข์จริงๆอายุสั้น แต่เรามักยืดอายุมันโดยการคิดวนเวียนซ้ำซาก"

หวังว่าข้อความของเราคงช่วยอะไรได้บ้างไม่มากก็น้อยนะ
ใครที่กำลังมีช่วงเวลาเลวร้าย หรือกำลังมีปัญหาที่เกิดมาจากความรัก เราขอให้ทุกคนผ่านมันไปได้ด้วยดีค่ะ
หรือใครอยากระบายอะไร ก็เล่าสู่กันฟังได้นะ  ช่วยกันๆ

**ปล. ขออนุญาตเข้ามาอีดิทเพิ่มนะคะ เพราะเพิ่งเห็นว่าขึ้นเป็นกระทู้แนะนำทั้งห้องสยาม และห้องชานเรือน ที่เกี่ยวกับเรื่องครอบครัวค่ะ
แก้ไขข้อความเมื่อ 15 มีนาคม 2557 เวลา 09:03:21 น.

cr: http://m.pantip.com/topic/31767884?utm_source=facebook&utm_medium=pantip_page&utm_content=bangk&utm_campaign=31767884

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

กลไกแห่งรัก


"รัก คือ การให้" .. ประโยคเรียบง่ายที่เราได้ยินกันจนชินหู .. ถ้าเราทุกคนจำได้ จะไม่มีใครทุกข์เพราะความรักเลย เพราะ รักไม่ใช่การได้
.. ความทุกข์ไม่ได้เกิดจากความรัก แต่เกิดจากความยึด
มีคำกล่าวว่า "เราไม่สามารถทำให้คนทั้งโลกมารักเราได้ แต่เราสามารถรักคนทั้งโลกได้"
.. ข้อความนี้เป็นความจริงค่ะ เราสามารถรักคนได้ทั้งโลกจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น ตัวเราเอง เพื่อนร่วมงาน ศัตรู ลูกค้าขี้วีน เจ้านายขี้บ่น ใครก็ตาม เราสามารถรักได้
ด้วย "กลไกของความรัก"
.. เมื่อเรารักแล้ว เราจะ "ใส่ใจ"
.. เมื่อเราใส่ใจเราจะ "เข้าใจ" ไม่ใช้อารมณ์ ใช้เหตุผล ใช้หัวใจ
.. แล้วเมื่อคุณเข้าใจ คุณจะพบว่าไม่มีความผิดใดให้อภัยไม่ได้ คุณก็จะ "ให้อภัย" ใจคุณจะเบา และ เบิกบานทันที
สิ่งนี้จึงไม่สร้างทุกข์ เพราะ มันคือความรัก มิใช่ความยึด
ขอบคุณค่ะ
จอย Dip PLRT, C.HT, NLP
พัฒนาศักยภาพความคิด ติดปีกให้ชีวิต พิชิตทุกปัญหา เดินหน้าสู่ความสำเร็จ และ เป็นตัวคุณที่ดีพร้อมในทุกสถานการณ์อย่างแท้จริง ด้วยหลักสูตร "ติดปีกชีวิต พิชิตความสำเร็จ" http://goo.gl/cDkllJ

ความหมายของคำว่า รัก ... ฉบับโลกไม่สวย ความหมายของคำว่า รัก ... ฉบับโลกไม่ส

ความหมายของคำว่า รัก ... ฉบับโลกไม่สวย


ความหมายของคำว่า รัก ... ฉบับโลกไม่สวย

ผมเป็นคนที่ไม่เชื่อใน "ความรัก" 
ผมตั้งคำถามตลอด ... ว่าความรักมันคืออะไรกัน(วะ) 

ทำไมโลกเราถึงให้ความสำคัญกับมันขนาดนั้น 
ทั้งๆที่ผมดูแล้ว ความรัก นี่มันเป็นสิ่งที่ไร้เหตุผลอยู่พอสมควร 

"ไม่ต้องห่วง เราไปด้วยกันได้แน่ ... ขอแค่เรารักกัน"
"เธอจะเป็นยังไงชั้นไม่สน ... ขอแค่เธอรักชั้น ก็เพียงพอ"
"ชั้นจะรักเธอตลอดไป"

โนววว เวลาผมเห็นอะไรพวกนี้ มันจะเบ้ปากอยู่ในใจ
พร้อมอยากจะหยิบยื่นสถิติหย่าร้าง 65% ที่ US มาให้ดู
... ว่านี่ไง พลังของความรัก = = 

ใจเย็นๆ ผมไม่ใช่พวกแอนตี้ความรักขนาดนั้นหรอก 
ผมแค่เชื่อว่า คำว่า "รัก" เนียะ มันได้รับความสำคัญมากเกินไป
ทั้งๆที่เราเองก็ยังตอบกันไม่ได้เลย ... ว่ามันคืออะไร?!?! 

ถาม 10 คน 100 คน คำตอบมันคงหลากหลาย
ความเข้าใจ ความเชื่อใจ การเสียสละ ความรู้สึกดี ความผูกพันธ์
หรือทุกอย่างรวมกัน? 
ดูทรงพลังมาก ประหนึ่งเป็น Avenger ของความรู้สึกๆดีที่มารวมทีมกัน 

แหม่ แต่จะบอกว่า ... สำหรับผม ผมมองต่างสุดขั้วเลยครับ

คำว่า "รัก"
ผมมองว่ามันคือ ความว่างเปล่า

มัน กลวง 
มัน ไม่มีค่าในตัวมันเอง 
มัน ไม่สามารถทำให้คน 2 คนอยู่ด้วยกันได้! 

คำว่า "รัก" ... สำหรับผม 
มันก็เป็นแค่ "กล่องเปล่า" หนึ่งใบเท่านั้นเอง

... กล่องที่ว่างเปล่า ไม่มีอะไรข้างใน 
... กล่องที่คน 2 คน ต้องเติมสิ่งดีๆเข้าไปเอง 

ถ้ามีใครซักคนบอก "รัก" คุณ แต่เค้าไม่ห่วง ไม่แคร์ ไม่เข้าใจ 
... มันก็แค่กล่องเปล่าหนึ่งใบ 
ความห่วงใย ความเข้าใจ ความเชื่อใจ การเสียสละ ที่ว่าไป
ถ้าเอามาใส่ในกล่องนี้ มันถึงจะมีความหมาย

บางที ความรักอาจไม่ใช่ "เครื่องหมายเท่ากับ"
ไม่ใช่ สมการที่สรุปแบบ... 

ความผูกพันธ์ + ความเข้าใจ + การเสียสละ + ความซื่อสัตย์ = "ความรัก"

บางที มันอาจจะเป็นแค่ "วงเล็บ"

( ความผูกพันธ์ + ความเข้าใจ + การเสียสละ + ความซื่อสัตย์ ) 

วงเล็บที่ทำให้เราเรียกความรู้สึกดีๆที่มารวมตัวกันได้ง่ายขึ้น 
ถ้าคุณบอกว่าคุณรักใครซักคน ... แต่คุณไม่มีความรู้สึกดีๆให้ 
คุณไม่ได้แคร์ ไม่ได้ซื่อสัตย์
มันก็คือ วงเล็บกลวงๆ ที่ไม่มีอะไรข้างใน


( )

หรือในอีกมุม ... 
"ฉันรักเธอ"
แต่ในวงเล็บ มีแต่ 
( ความเห็นแก่ตัว + ความต้องการ ) 
ยังงี้มันจะไปรอดได้ไงหว่า

"ฉันรักเธอ"
แต่ในวงเล็บ มีแต่ 
( ความผูกพันธ์ + กลัวเหงา ) 
ก็คงจะไปกันได้หรอกนะ 

มันเป็นแค่ ภาชนะ
ที่คุณต้องเติมเต็มสิ่งดีๆเข้าไปเอง

บางคู่ ตอนรู้จักกัน คบกัน 
ในวงเล็บมันก็เติมเต็มกันดีอยู่หรอกนะ 
พอนานวันเข้า ไม่ได้ใส่ใจกัน
ความรู้สึกข้างใน ที่มันหายไป... แต่ตัววงเล็บ ยังคงอยู่
มันคงเป็น "รัก" แค่ลมปาก ที่หลายคนพูดกัน

ผมคิดว่าการที่ผมเชื่อแบบนี้ 
อาจจะดูโลกไม่สวยอยู่บ้างนะ 
... แต่ความรักของผม มันต้องมีเหตุ มีผล 
จะรักกัน มันต้องยืนอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง

"ความรู้สึก" ... ใช้ได้ แต่มองลึกลงไปในวงเล็บ 
ให้ "เหตุและผล" เป็นเครื่องยืนยัน ความสัมพันธ์ น่าจะดีกว่าในมุมมองผม 

อ่านกันมาถึงตรงนี้ 
แล้วคุณหละ รักใครบ้างไหม? 
คุณบอกรักใครอยู่รึเปล่า? 

และในวงเล็บของคุณ มีอะไรอยู่ 
...เคยสำรวจกันรึยัง : )
http://storylog.co/story/54d22d4d81c1d620cd40cffb