วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ข้อคิดดีๆสำหรับคู่รักทุกคู่ ขออย่าให้มีใครเจ็บปวดซ้ำรอยแบบเราอีกเลย cr : pantip คุณ le temps

ข้อคิดดีๆสำหรับคู่รักทุกคู่ ขออย่าให้มีใครเจ็บปวดซ้ำรอยแบบเราอีกเลย
สิ่งที่เกิดขึ้น.. แต่ก่อนเราแทบจะไม่เคยคิดเลยว่าเราจะมีวันนี้ เพราะเกิดมาไม่เคยสักครั้งที่จะเจ็บปวดเพราะความรัก
ความผิดพลาดนี้ทำให้เราคิดอะไรได้มากมาย ทั้งจากตัวเราและจากมุมมองของคนอื่นๆที่เราได้อ่าน ได้ฟัง ได้เจอมา

สิ่งที่เรียนรู้ได้จากความผิดพลาดและความเจ็บปวด :
- ธรรมชาติของผู้หญิงกับผู้ชายนั้นต่างกัน
"เมื่อผู้หญิงมีเรื่องไม่สบายใจอะไรเกิดขึ้น เธอจะระบายอารมณ์นั้นออกมาโดยการพูดหรือเล่าให้ใครสักคนหนึ่งฟัง
อาจมีการวีนบ้าง เหวี่ยงบ้าง ใส่อารมณ์บ้าง แล้วแต่พื้นฐานนิสัยของแต่ละคน
เมื่อเธอระบายทุกอย่างออกมาหมดแล้ว เธอจะรู้สึกโล่งใจ ปลอดโปร่ง ความรู้สึกจะกลับมาเซ็ตใหม่ที่ศูนย์อีกครั้ง
เรื่องราวเก่าๆถือว่าจบและไม่ใส่ใจอีก ทำตัวปกติเรากับไม่มีอะไรเกิดขึ้น(เพราะเธอได้ระบายออกมาแล้ว)
ผู้ชายบางคนถึงกับแปลกใจว่าทำไมแฟนของพวกเขา บทจะงี่เง่าก็งี่เง่ามากๆ บทจะดีก็ดีราวกับนางฟ้า

เรื่องน่าตลก(ร้าย)สำหรับผู้ชายก็คือ ผู้หญิงส่วนใหญ่มักเอาอารมณ์ต่างๆไปลงไว้ที่คนรักของเธอ
เพราะคิดว่าผู้ชายที่เธอรักย่อมเข้าใจเธอดี ยอมรับเธอ และอดทนกับเธอได้เสมอ
ทั้งที่ความจริงคือในครั้งแรกๆผู้ชายจะง้อและพยายามทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นไม่ว่าจะด้วยวิธีอะไรก็ตาม เพื่อให้ปัญหาตรงหน้าจบ
แต่ในใจของผู้ชายนั้น กลับไม่ได้กลับไปเซ็ตความรู้สึกไปที่ศูนย์เหมือนกับผู้หญิง
ผู้ชายจะค่อยๆติดลบทางความรู้สึกไปเรื่อยๆ และเมื่อถึงจุดจุดหนึ่ง ความอดทนก็หมดลง
ความรักและความหวานชื่นที่เคยมีมาก็จะเริ่มจางลง เพราะมีสิ่งที่คอยบั่นทอน"

- รักของผู้หญิงจะเริ่มจากศูนย์ไปร้อย และผู้ชายจะเริ่มจากร้อยไปศูนย์
(*ข้อคิดนี้ได้มาจากล็อกอิน~~ LucKy_RiN ลัล..ล้า..~~    ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้นะคะ)
"เวลาผู้ชายรักเรา เค้าจะรักผู้หญิงเราจากร้อยไปหาศูนย์ ส่วนผู้หญิงมักจะเริ่มรักจากศูนย์ไปทะลุร้อย
นี่คือเหตุผลส่วนใหญ่ ที่ทำให้เค้ากับเรามีปัญหา
ธรรมชาติผู้ชายที่ดี ถ้าเค้ารักเราแล้ว เค้าจะรู้จักรักษาความรักของเค้าไว้ที่ร้อยที่เค้าให้มาและมันจะยังคงเท่าเดิม
และมันจะยิ่งทะลุร้อยแข่งกับผู้หญิง เมื่อผู้หญิงรู้จักรักษาความรักของเค้าและรู้จักคุณค่าในรักที่เค้าให้มานั้น
ชีวิตคู่ของคนส่วนใหญ่ เมื่อผู้หญิงได้รับความรักมาจากผู้ชาย
เมื่อได้รับ.. ได้รับ.. ก็กลับอยากได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งนี้ทำให้ผู้หญิงแต่ละคนแสดงออกไม่เหมือนกัน
บางคนอยากได้มากขึ้น ก็แลกกลับไปด้วยความรักและความดีที่ตัวเองมีอยู่
บางคนอยากได้มากขึ้น ก็แลกกลับไปด้วยความง๊องแง๊ง งี่เง่า ปัญญาอ่อน
บางคนอยากได้มากขึ้น ก็แลกกลับไปด้วยความหึงหวง ความไม่มีสาระ
แล้วเวลาผู้ชายเริ่มรับมือไม่ไหว ก็มักจะโดยกดดันด้วยคำที่ว่า "ใช่ซี๊.. ชั้นมันเก่าแล้วนี่ หมดโปรแล้วนี่ มีกิ๊กรึเปล่า บลๆๆ"
ทั้งที่จริงๆแล้วผู้ชายอาจจะยังไม่มีอะไรในใจเลย แต่กลับโดนกล่าวหาไปแล้ว

จนวันหนึ่งผู้ชายเริ่มเบื่อและรับมือไม่ไหว ผู้หญิงก็คิดว่าผู้ชายเปลี่ยนไปทั้งๆที่ไม่ได้สำรวจตัวเองเลยว่าที่ผ่านมา
เราอยู่กับเค้ายังไงมาบ้าง ถ้าเราเป็นเค้า มองในมุมกลับกัน เรารับได้รึเปล่า

ส่วนใหญ่แล้วผู้ชายเค้าไม่เข้าใจผู้หญิงเราหรอกว่าเราอยากได้อะไร เราโกรธเรื่องอะไร เราเสียใจ เราน้อยใจเรื่องไหน
ถ้าไม่อยากเสียเค้าไป มีอะไรบอกเค้าดีๆ บอกกันตรงๆ ว่าเมื่อกี๊ที่ทำแบบนั้น เสียใจจัง อย่าทำอีกเลยนะคะ
แล้วลองเปิดใจฟังเหตุผลเค้าดูว่าทำไมเค้าทำให้เราเสียใจ ถ้าเหตุผลเค้าไม่พอ ก็ค่อยๆปรับ ค่อยๆเรียนรู้กัน

อยากให้เค้าทำอะไรให้เราก็บอกผู้ชายเค้าไปตรงๆ เช่น เย็นนี้มารับได้รึเปล่า ถ้าเค้าบอกว่าไม่ได้ ก็ใช้เหตุผลพิจารณาต่อไปว่า
ทำไมเค้ามาไม่ได้ ถ้าเหตุผลเพียงพอ ก็โอเค รับฟังกัน ปล่อยวาง อย่าไปคาดหวัง
แต่ถ้าเหตุผลมันงี่เง่ามาก ก็คุยกันดีๆว่าทำไมเลือกแบบนั้น ทำไมไม่เลือกทำแบบนี้ ค่อยๆคุยกันอีก หาเหตุผลและทางอีกที่ดีที่สุดแก่ทั้งสองฝ่าย

มีอะไรให้บอกเค้าไป ไม่ชอบอะไรบอกเค้าไป แล้วรับฟังผู้ชายของเราด้วยความตั้งใจ อย่าไปยึดติด อย่าไปคาดหวัง
แล้วเราจะไม่เจ็บ และเมื่อเราปล่อยวางได้ คนรักเราจะยิ่งแคร์เรามากขึ้นด้วย เพราะผู้ชายเค้าชอบคนที่เข้าใจเค้า
ยิ่งเราให้เกียรติเค้า เค้าก็จะยิ่งให้ความรู้สึกดีๆกับเรากลับมา"

- ความรักพิสูจน์ให้เห็นยามที่มีปัญหา ยามที่เขาไม่น่ารัก ยามที่เขาเปลี่ยนแปลง ยามที่เขาไม่ใช่คนที่คุณเคยรู้จักนี่แหละ
(*ข้อคิดนี้ได้มาจากล็อกอินหนึ่งในพันทิปค่ะ ขออภัยที่เราจำชื่อล็อกอินไม่ได้ และขอขอบคุณมา ณ ที่นี้นะคะ)
"ถ้าเรารักเขาเพราะเขาดี เพราะเขามีค่า เพราเขาน่ารัก เพราะเขาทำให้เรามีความสุข
วันหนึ่งถึงเขาไม่ทิ้งเรา เราก็จะทิ้งเขา เมื่อเขาไม่มีสิ่งดีๆเหล่านี้อีกแล้ว
ความรักไม่ใช่การแลกเปลี่ยน เธอให้ฉันบ้าง ฉันให้เธอบ้าง เธอไม่ให้ฉันแล้ว ฉันก็ไปหาจากที่อื่น
หรือ ฉันไม่มีอะไรให้เธอแล้ว เธอไปที่อื่นเถอะนะ
ความรักเพิ่มพูนขึ้นตามเวลา ความผิดพลาดและการให้อภัยทำให้รักกันมากขึ้น
อุปสรรคและปัญหาควรจะทำให้ความรักเข้มแข็งขึ้น ไม่ใช่ทำให้อ่อนแอและขาดสะบั้นลง
อดทนและให้อภัย เมื่อเกิดปัญหาก็ผ่านไปได้และรักกันมากขึ้น"

-ทุกสิ่งมันเป็นธรรมชาติ พอรักก็อยากยึด อยากครอบครอง อยากเปลี่ยนแปลงเค้าให้เป็นแบบที่ใจเราต้องการ
(*ข้อคิดนี้ได้มาจากล็อกอินหนึ่งในพันทิปค่ะ ขออภัยที่เราจำชื่อล็อกอินไม่ได้ และขอขอบคุณมา ณ ที่นี้นะคะ)
"อยากให้เค้าถึงบ้านแล้วโทรบอกเราสักหน่อย  โดยเราใช้คำว่า "เป็นห่วง" แต่จริงๆแล้วมันก็แค่สนองกิเลสเรา
ที่อยากให้เค้ารายงานตัว เท่านั้นเอง

ลองปรับที่ตัวเองก่อน เช่นว่า เค้าจะทำอะไร จะโทรไม่โทร.. ธรรมชาติของเค้า อย่าไปคิดเยอะ ปรุงแต่งมาก
เพราะที่เราทุกข์เนี่ยนะ เพราะเกิดจากความคิดของเราเองล้วนๆ มองดูใจตัวเองตอนมันดิ้น ไม่ได้อย่างใจ
แล้วเราจะรู้ว่า เออนะ เอาแต่ใจจริงวุ้ย!!

สำหรับบางคู่ที่หมดรักแล้ว ไม่ใช่ว่าจะกลับมารักอีกไม่ได้ แต่ถ้าจะกลับมารักอีกได้เราต้องไม่ใช่คนแบบเดิมๆ
มีคนบอกว่า "ถ้าเราทำเหตุแบบเดิมๆ ผลที่ได้มันก็ได้แบบเดิมๆ" ต่อให้คนรักกลับมาคืนดี แต่เราเป็นแบบเดิม
สุดท้าย ผลมันก็จะเป็นแบบเดิมนั่นเอง

สำคัญมากคือกลับมารักตัวเองก่อน ให้ความสำคัญ ให้คุณค่ากับตัวเองก่อน เค้าจะทำอะไร ไม่ทำอะไร
ความสุขของเรามันไม่ได้ไปผูกติดอยู่ที่เค้า เราก็มีความสุขเองได้
การลองปรับตัวแบบนี้.. ทั้งหมดก็เพื่อตัวเราเอง เค้าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมหรือไม่กลับมาก็ว่ากันไป
อย่างน้อยๆเมื่อมีความรักอีกครั้ง มันจะดีกว่าที่เคยเป็นมาแน่นอน"

- พุทธศาสนามองว่าความรักมีสองประเภท (บางส่วนของข้อความ : พระไพศาล วิสาโล)
"กล่าวคือ ประเภทหนึ่งเป็นความรักที่มีความยึดมั่น ถือมั่นเป็นเจ้าเข้าเจ้าของเพื่อตอบสนองตัวตน
หรือหวังความสุขเพื่อปรนเปรอตันตน เราเรียกว่า "สิเนหะ หรือเสน่หา"
เป็นความรักที่ภาษาสมัยใหม่เรียกว่า รักแบบมีเงื่อนไข เช่น ต้องถูกใจฉัน ต้องพะเน้าพะนอฉัน
ความรักอีกประเภทหนึ่งเป็นความรักที่เป็นความปรารถนาดี ไม่มุ่งหรือคาดหวังให้เขามาปรนเปรอตน
เป็นความปรารถนาดีโดยปราศจากความเห็นแก่ตัว อันนี้เรียกว่า "เมตตา"

ความรักที่เจือด้วยกิเลส ที่ยังผูกติดกับเรื่องตัวตน ที่จริงแล้วเราไม่ได้รักสิ่งนั้นอย่างจริงจังหรอก
เรารักตัวเรา แต่เนื่องจากสิ่งนั้นให้ความสุขเรา ปรนเปรอเรา เราเลยผูกใจ ปรารถนาสิ่งนั้น
แต่เมื่อใดก็ตามที่สิ่งนั้นไม่ได้เป็นไปดั่งใจหวัง ไม่พะเน้าพะนอเรา ไม่ปรนเปรอเรา เราก็เกลียด ผิดหวัง เสียใจ

ถ้าเข้าใจความรักและรักอย่างมีเมตตา ต่อให้เราถูกคนรักทำร้ายจิตใจ หรือเขาเปลี่ยนแปลงไป
เราก็จะไม่เจ็บ ไม่ปวด หรือเจ็บปวดน้อยที่สุด ด้วยความที่เรามีเมตตานั่นเอง"

- ถ้าจำเป็นต้องอยู่กับคู่ชีวิตที่เราหมดศรัทธา หมดรัก หมดใจ
(*สำหรับภรรยา หรืออาจจะเป็นคู่รักทั้งหญิงหรือชายก็ได้ ลองปรับใช้ดูนะคะ : ข้อความจากเว็บยะฮู รอบรู้ค่ะ)
ถ้าหมดรัก หมดใจแล้ว แต่ยังจำเป็นต้องอยู่ด้วยกัน เพราะเหตุผลใดๆก็ตาม ถ้าคุณต้องการความสงบสุข และจะไม่ทุกข์ไปกว่านี้ แต่อาจมีโอกาสจุดไฟรักให้ลุกเพลิงขึ้นมาใหม่เหมือนเมื่อเดิมหรือดีกว่าเดิมอีกก็ได้ถ้าคุณต้องการเช่นนั้น ขอออกความคิดเห็นและให้คำแนะนำดังนี้ว่า

1. ให้คุณจับเข่าคุยกับคู่ชีวิต พูดคุยอย่างสงบและอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ปิดบังความรู้สึกแท้ๆของคุณเลย เพื่อให้เขาได้รับรู้ไว้ ขออย่าให้ความผิดพลาดในอดีตเป็นโซ่ล่ามชีวิตคุณทั้งสองไว้ สิ่งที่คุณจะทำจากนี้ไปก็สำคัญมากกว่าสิ่งที่เกิดในอดีต ถ้าคุณทั้งสองจะปรับความเข้าใจกันได้ คงจะมีผลดีมากกว่าผลเสีย

2. คุณทั้งสองควรจะต้องรู้ว่า ความต้องการของผู้ชายและของผู้หญิงนั้นไม่เหมือนกัน สิ่งที่ผู้ชายต้องการมากที่สุด มิใช่เซ็กส์ แต่คือเกียรติยศและศักดิ์ศรี จริงอยู่เขาคงชอบเซ็กส์ แต่การได้รับเกียรติก็ต้องมาก่อน ผู้หญิงต้องการความรัก ความใกล้ชิด ความทนุถนอม ความอบอุ่น ความมั่นคงปลอดภัย จากผู้เป็นสามี ถ้าเขาได้สิ่งเหล่านี้ เซ็กส์ถึงไหนถึงกันได้เสมอ ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ อย่าหวังเข้าใกล้เลย ไม่อยากให้แตะต้องตัวด้วยซ้ำ เพราะไม่ได้รับความรัก ก็หมดรักหมดใจไปด้วยอย่างที่คุณว่านั่นแหละ แต่ผู้ชายจะให้สิ่งนี้กับคุณหรือใครก็ไม่ได้ ถ้าคุณไม่มีศรัทธาในตัวเขา มองเขาไม่ขึ้น หรือไม่ให้เกียรติ หรือให้ความเชื่อมั่นในตัวเขา เขาจะไม่มีแรงให้ความรัก หรือเป็นผู้นำที่มีพลังไม่ได้เลย และในใจเขาจะมีแต่ความระทมขมขื่นตลอดเวลา แต่พูดไม่ออก เพราะเขาอาจจะด้อยกว่าคุณ และต้องต่อสู้กับคุณอยู่เสมอไป คุณถามเขาได้ว่า ข้อคิดเห็นนี้เป็นความจริงหรือไม่? และเกี่ยวข้องกับปัญหาของคุณในขณะนี้หรือไม่? คุณทั้งสองจะรู้ดีที่สุด

3. เมื่อได้คุยกันแล้ว และให้อภัยกันแล้ว ในฐานะที่คุณกับเขายังต้องอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยากัน คุณยังยินดีที่จะทำหน้าที่เป็นศรีภรรยาที่ดีให้แก่เขา และเป็นแม่บ้านให้แก่เขาอย่างดีที่สุดโดยไม่วางเงื่อนไขใดๆสำหรับเขาเลย เขาจะเป็นคนชนิดใดก็ไม่สนไม่ว่าอะไร และยินดีให้เขาร่วมหลับนอนด้วย และมีเพศสัมพันธ์ตามปกติที่เขาต้องการได้เสมอ คุณจะไม่ปฏิเสธเขาเลย แม้ว่าจะฝืนความรู้สึกของสตรีโดยทั่วไป และให้เขาได้รับรู้ไว้อย่างนั้นด้วย คุณจะทำได้ไหม? ตรึกตรองดูให้ดีนะครับ ลองดูสักหกเดือน ลองดูว่า จะออกหัวหรือออกก้อยกันแน่

4. จากนี้ไป ไม่ต้องบอกสามีคุณให้รู้ แต่ทุกวันคุณก็อาบน้ำแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สะอาดเรียบร้อยไม่ต้องฉุดฉาดอะไรแต่มีรสนิยมดี น่าดูน่ามอง ผมเผ้าสระและหวีให้เรัยบร้อยอยู่เสมอ รักษาอนามัยของร่างกายให้ดีไม่มีกลื่นตัวไดๆ ลงทุนซื้อโคโลญจ์กลิ่นหอมอ่อนๆฉีดนิดหน่อยที่อุ้งมือ แล้วลูบที่แขนและที่ลำคอพอที่จะให้ได้กลิ่นจางๆ เฉพาะเวลาเข้าใกล้ๆถึงตัวคุณจึงจะได้กลื่นนั้น ให้ทำอย่างนี้จนเป็นนิสัยไปตลอดชีวิตของคุณ และคุณจะกลายเป็นคนที่มีเสน่ห์อย่างลึกซึ้งที่สุด ถ้าสามีคนนี้ตาถั่วตาบอดก็แล้วไป ถ้าตายังใสอยู่ ในไม่ช้า ตาเขาจะมีประกายดาวระยิบระยับเต็มไปหมด ไม่งั้น คิดว่าฝึกไว้สำหรับแฟนคนต่อไปก็แล้วกันนะ ไม่เสียหายอะไร มิใช่หรือ?

แต่ลองให้โอกาสตัวคุณและกับสามีคนนี้ก่อนไปสักหกเดือน ขีดปฏิทินไว้ทุกวันก็ได้ ไม่นาน ใจรักที่ดีกว่าเก่า อาจจะเกิดขึ้นใหม่อีกครั้งก็ได้

...............................................................................................................................................

สุดท้าย เมื่อมาถึงจุดหนึ่งเราก็ดึงใจให้กลับมารักตัวเอง มีสติและกลับมาเป็นเราคนเดิมที่อยู่ได้ด้วยตัวเองอีกครั้ง ไม่ยึดติดใครมากเกินไป
ได้เปลี่ยนมุมมอง ปรับตัว และรู้จักข้อผิดพลาด รู้จักถนอมความรัก ไม่ทิ้งขว้างมันอีก
และทำให้ได้รู้ว่า แท้ที่จริงแล้ว "ความทุกข์จริงๆอายุสั้น แต่เรามักยืดอายุมันโดยการคิดวนเวียนซ้ำซาก"

หวังว่าข้อความของเราคงช่วยอะไรได้บ้างไม่มากก็น้อยนะ
ใครที่กำลังมีช่วงเวลาเลวร้าย หรือกำลังมีปัญหาที่เกิดมาจากความรัก เราขอให้ทุกคนผ่านมันไปได้ด้วยดีค่ะ
หรือใครอยากระบายอะไร ก็เล่าสู่กันฟังได้นะ  ช่วยกันๆ

**ปล. ขออนุญาตเข้ามาอีดิทเพิ่มนะคะ เพราะเพิ่งเห็นว่าขึ้นเป็นกระทู้แนะนำทั้งห้องสยาม และห้องชานเรือน ที่เกี่ยวกับเรื่องครอบครัวค่ะ
แก้ไขข้อความเมื่อ 15 มีนาคม 2557 เวลา 09:03:21 น.

cr: http://m.pantip.com/topic/31767884?utm_source=facebook&utm_medium=pantip_page&utm_content=bangk&utm_campaign=31767884

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

กลไกแห่งรัก


"รัก คือ การให้" .. ประโยคเรียบง่ายที่เราได้ยินกันจนชินหู .. ถ้าเราทุกคนจำได้ จะไม่มีใครทุกข์เพราะความรักเลย เพราะ รักไม่ใช่การได้
.. ความทุกข์ไม่ได้เกิดจากความรัก แต่เกิดจากความยึด
มีคำกล่าวว่า "เราไม่สามารถทำให้คนทั้งโลกมารักเราได้ แต่เราสามารถรักคนทั้งโลกได้"
.. ข้อความนี้เป็นความจริงค่ะ เราสามารถรักคนได้ทั้งโลกจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น ตัวเราเอง เพื่อนร่วมงาน ศัตรู ลูกค้าขี้วีน เจ้านายขี้บ่น ใครก็ตาม เราสามารถรักได้
ด้วย "กลไกของความรัก"
.. เมื่อเรารักแล้ว เราจะ "ใส่ใจ"
.. เมื่อเราใส่ใจเราจะ "เข้าใจ" ไม่ใช้อารมณ์ ใช้เหตุผล ใช้หัวใจ
.. แล้วเมื่อคุณเข้าใจ คุณจะพบว่าไม่มีความผิดใดให้อภัยไม่ได้ คุณก็จะ "ให้อภัย" ใจคุณจะเบา และ เบิกบานทันที
สิ่งนี้จึงไม่สร้างทุกข์ เพราะ มันคือความรัก มิใช่ความยึด
ขอบคุณค่ะ
จอย Dip PLRT, C.HT, NLP
พัฒนาศักยภาพความคิด ติดปีกให้ชีวิต พิชิตทุกปัญหา เดินหน้าสู่ความสำเร็จ และ เป็นตัวคุณที่ดีพร้อมในทุกสถานการณ์อย่างแท้จริง ด้วยหลักสูตร "ติดปีกชีวิต พิชิตความสำเร็จ" http://goo.gl/cDkllJ

ความหมายของคำว่า รัก ... ฉบับโลกไม่สวย ความหมายของคำว่า รัก ... ฉบับโลกไม่ส

ความหมายของคำว่า รัก ... ฉบับโลกไม่สวย


ความหมายของคำว่า รัก ... ฉบับโลกไม่สวย

ผมเป็นคนที่ไม่เชื่อใน "ความรัก" 
ผมตั้งคำถามตลอด ... ว่าความรักมันคืออะไรกัน(วะ) 

ทำไมโลกเราถึงให้ความสำคัญกับมันขนาดนั้น 
ทั้งๆที่ผมดูแล้ว ความรัก นี่มันเป็นสิ่งที่ไร้เหตุผลอยู่พอสมควร 

"ไม่ต้องห่วง เราไปด้วยกันได้แน่ ... ขอแค่เรารักกัน"
"เธอจะเป็นยังไงชั้นไม่สน ... ขอแค่เธอรักชั้น ก็เพียงพอ"
"ชั้นจะรักเธอตลอดไป"

โนววว เวลาผมเห็นอะไรพวกนี้ มันจะเบ้ปากอยู่ในใจ
พร้อมอยากจะหยิบยื่นสถิติหย่าร้าง 65% ที่ US มาให้ดู
... ว่านี่ไง พลังของความรัก = = 

ใจเย็นๆ ผมไม่ใช่พวกแอนตี้ความรักขนาดนั้นหรอก 
ผมแค่เชื่อว่า คำว่า "รัก" เนียะ มันได้รับความสำคัญมากเกินไป
ทั้งๆที่เราเองก็ยังตอบกันไม่ได้เลย ... ว่ามันคืออะไร?!?! 

ถาม 10 คน 100 คน คำตอบมันคงหลากหลาย
ความเข้าใจ ความเชื่อใจ การเสียสละ ความรู้สึกดี ความผูกพันธ์
หรือทุกอย่างรวมกัน? 
ดูทรงพลังมาก ประหนึ่งเป็น Avenger ของความรู้สึกๆดีที่มารวมทีมกัน 

แหม่ แต่จะบอกว่า ... สำหรับผม ผมมองต่างสุดขั้วเลยครับ

คำว่า "รัก"
ผมมองว่ามันคือ ความว่างเปล่า

มัน กลวง 
มัน ไม่มีค่าในตัวมันเอง 
มัน ไม่สามารถทำให้คน 2 คนอยู่ด้วยกันได้! 

คำว่า "รัก" ... สำหรับผม 
มันก็เป็นแค่ "กล่องเปล่า" หนึ่งใบเท่านั้นเอง

... กล่องที่ว่างเปล่า ไม่มีอะไรข้างใน 
... กล่องที่คน 2 คน ต้องเติมสิ่งดีๆเข้าไปเอง 

ถ้ามีใครซักคนบอก "รัก" คุณ แต่เค้าไม่ห่วง ไม่แคร์ ไม่เข้าใจ 
... มันก็แค่กล่องเปล่าหนึ่งใบ 
ความห่วงใย ความเข้าใจ ความเชื่อใจ การเสียสละ ที่ว่าไป
ถ้าเอามาใส่ในกล่องนี้ มันถึงจะมีความหมาย

บางที ความรักอาจไม่ใช่ "เครื่องหมายเท่ากับ"
ไม่ใช่ สมการที่สรุปแบบ... 

ความผูกพันธ์ + ความเข้าใจ + การเสียสละ + ความซื่อสัตย์ = "ความรัก"

บางที มันอาจจะเป็นแค่ "วงเล็บ"

( ความผูกพันธ์ + ความเข้าใจ + การเสียสละ + ความซื่อสัตย์ ) 

วงเล็บที่ทำให้เราเรียกความรู้สึกดีๆที่มารวมตัวกันได้ง่ายขึ้น 
ถ้าคุณบอกว่าคุณรักใครซักคน ... แต่คุณไม่มีความรู้สึกดีๆให้ 
คุณไม่ได้แคร์ ไม่ได้ซื่อสัตย์
มันก็คือ วงเล็บกลวงๆ ที่ไม่มีอะไรข้างใน


( )

หรือในอีกมุม ... 
"ฉันรักเธอ"
แต่ในวงเล็บ มีแต่ 
( ความเห็นแก่ตัว + ความต้องการ ) 
ยังงี้มันจะไปรอดได้ไงหว่า

"ฉันรักเธอ"
แต่ในวงเล็บ มีแต่ 
( ความผูกพันธ์ + กลัวเหงา ) 
ก็คงจะไปกันได้หรอกนะ 

มันเป็นแค่ ภาชนะ
ที่คุณต้องเติมเต็มสิ่งดีๆเข้าไปเอง

บางคู่ ตอนรู้จักกัน คบกัน 
ในวงเล็บมันก็เติมเต็มกันดีอยู่หรอกนะ 
พอนานวันเข้า ไม่ได้ใส่ใจกัน
ความรู้สึกข้างใน ที่มันหายไป... แต่ตัววงเล็บ ยังคงอยู่
มันคงเป็น "รัก" แค่ลมปาก ที่หลายคนพูดกัน

ผมคิดว่าการที่ผมเชื่อแบบนี้ 
อาจจะดูโลกไม่สวยอยู่บ้างนะ 
... แต่ความรักของผม มันต้องมีเหตุ มีผล 
จะรักกัน มันต้องยืนอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง

"ความรู้สึก" ... ใช้ได้ แต่มองลึกลงไปในวงเล็บ 
ให้ "เหตุและผล" เป็นเครื่องยืนยัน ความสัมพันธ์ น่าจะดีกว่าในมุมมองผม 

อ่านกันมาถึงตรงนี้ 
แล้วคุณหละ รักใครบ้างไหม? 
คุณบอกรักใครอยู่รึเปล่า? 

และในวงเล็บของคุณ มีอะไรอยู่ 
...เคยสำรวจกันรึยัง : )
http://storylog.co/story/54d22d4d81c1d620cd40cffb

5 สิ่งควรทำในการรับมือกับความเศร้าเพื่อไม่ให้มันฉุดชีวิตคุณจนเกินไป

5 สิ่งควรทำในการรับมือกับความเศร้าเพื่อไม่ให้มันฉุดชีวิตคุณจนเกินไป
Composition With Books On The Table

ผมเชื่อว่าใครๆ ก็ล้วนอยากเจอกับความสุข แต่ในชีวิตของเรานั้นไม่ได้เหมือนนิยายที่จะสุขกันได้ทุกๆ วัน มีหลายๆ เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแล้วทำให้เราพบกับความเศร้า เสียใจ ผิดหวัง ฯลฯ ซึ่งหลายๆ ทีก็ทำให้เราต้องสะดุด ทรุด หรือแทบหมดแรงกันเลยก็มี
ผมเองก็เป็นคนประเภท Sensitive อยู่พอสมควร เคยมีหลายๆ ช่วงในชีวิตที่เรียกว่าเข้าข่ายโรคซึมเศร้ากันเลยก็ว่าได้ บล็อกนี้ผมเลยขอลองเอาถอดประสบการณ์ส่วนตัวประกอบกับสิ่งต่างๆ ที่อ่านมาว่าเราจะรับมือกับความเศร้าที่เกิดขึ้นมาได้อย่างไรไม่ให้มันฉุดตัวเราจนเกินไป

1. ยอมรับเสียก่อนว่ามันเกิดขึ้นไปแล้ว

อย่าปฏิเสธความจริง นี่คือสิ่งสำคัญที่เราต้องรับให้ได้ แน่นอนว่าหลายๆ ครั้งมันก็สะเทือนใจจนไม่อยากจะเชื่อ แต่เราจะแก้ปัญหาไม่ได้ถ้าเราไม่ยอมรับหรือหาทางหลีกหนีความจริงไปเรื่อยๆ ฉะนั้นแล้วขั้นแรกๆ ที่เราต้องทำคือการหยุด ตั้งสติ แล้วมองดูกันให้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น และยอมรับมันเสียก่อนเป็นอย่างแรก

2. หาคนที่ไว้ใจและแลกเปลี่ยนกับเขา

ผมเข้าใจว่าหลายๆ คนมักพูดว่าเราต้องเข้มแข็งด้วยตัวเอง แต่หลายๆ ทีเราก็ต้องการแลกเปลี่ยนความรู้สึกกับคนอื่นด้วยเหมือนกัน และเอาจริงๆ แล้วการแลกเปลี่ยนความรู้สึกกับคนอื่นผ่านการสนทนาพูดคุยก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายขึ้น และนั่นทำให้เรามองสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น

3. หาอะไรทำให้คุณหยุดหมกหมุ่นกับมันมากเกินไป

สำหรับบางปัญหา พอเราคิดกับมันเยอะๆ ก็กลายเป็นว่าทำให้เราจมดิ่งจนมองอะไรไม่ออก บ้างก็รู้สึกท่วมท้นจนเกินไป หลายๆ ครั้งมันเลยจำเป็นที่คุณอาจจะต้องหาอะไรทำเพื่อดึงความสนใจคุณออกไปเสียบ้าง ทำงาน อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ฯลฯ เพื่อให้คุณถอยตัวเองออกจากปัญหาและความซึมเศร้าเสียบ้าง

4. หาอะไรที่ทำให้คุณรู้สึกดี

หลายๆ คนจะพูดว่าเวลาเจอปัญหาให้เรามองโลกในแง่ดี แต่หลายๆ ทีมันก็ไม่สามารถมองแบบนั้นได้ทันที มันเลยอาจจะเข้าท่าอยู่บ้างถ้าคุณออกไปทำอะไรให้ตัวเองรู้สึกดีเสียบ้าง (แต่ไม่ใช่ถึงขนาดออกทะเลนะฮะ) ผมเองเวลาเครียดๆ บางทีก็ออกไปซื้อหนังสือหรือซื้อของบางอย่างที่ตัวเองอยากได้ กินอาหารอร่อยๆ ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อให้ตัวเองได้รู้สึกดีขึ้นบ้าง อย่างน้อยก็เป็นกำลังใจให้สู้กับความเศร้าที่ถาโถมเข้ามา

5. ดูว่าอะไรคือความผิดพลาด และเราจะแก้ไขให้ดีขึ้นได้ไหม

หนึ่งในสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นได้ คือการที่เราต้องมีความหวัง และการจะสร้างความหวังได้คือการที่เรามองเห็นว่ายังมีโอกาสแก้ไข หรือทำให้มันดีขึ้น ซึ่งขั้นตอนนี้คือการที่เราต้องมองจากความผิดพลาดแล้วดูว่าเราจะทำอะไรกับมันได้บ้าง จะทำให้มันดีขึ้นได้ไหม ฯลฯ
cr:http://www.nuttaputch.com/5-things-to-handle-sadness/

6 คำพูดแรงบันดาลใจ ที่จะจุดไฟให้ชีวิตคุณ

http://www.iammrmessenger.com/?p=1067

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

8 อย่างที่ญี่ปุ่นได้สอนฉัน ตอนที่1


「日本が私に教えてくれた8つの事」
เกือบ 7 ปีที่ได้ใช้ชีวิตในญี่ปุ่น ในหลายบทบาท
ตั้งแต่ตอนที่ยังเป็น visitor จนได้ทำงานเป็น salary woman
จากคำถามที่ว่า “การใช้ชีวิตในญี่ปุ่น ทำให้เราเติบโตขึ้นอย่างไรบ้าง”
เมย์ได้ลองกลั่นกรองจากประสบการ์ณที่เจอมา
มองหาบทเรียนที่คล้ายคลึงกัน จนสรุปออกมาได้ 8 ข้อ
***หัวข้อสรุปออกมาเรียบร้อยแล้ว ดูไว้ก่อนเผื่อถ้าน่าสนใจจะได้อ่านต่อค่ะ :)***
***************************
1.สอนให้เห็นคุณค่าของเวลา
จากบทความที่เคยเขียนมา**
เมย์รู้สึกได้ว่าคนญี่ปุ่นให้ความสำคัญต่อเวลามาก
หลายวินาทีที่เสียไปสามารถทำงานบางชิ้น
ทำภารกิจบางอย่างให้เสร็จสิ้น
ทั้งเรื่องของตัวเอง และบุคคลที่เกี่ยวข้อง
เพราะในชีวิตการทำงานปัจจุบัน ในสถานการณ์ที่ไม่เร่งรีบมากนัก
เรามักจะอะลุ่มอะล่วยให้กับตัวเอง
โดยคิดแค่ว่า “สายนิดหน่อยน่า” หรือ “แค่ 5 นาที เอง”
ถ้าเปรียบหน่วยวินาทีเหมือนเงิน 1 บาท
5นาทีที่หายไปเราเสียเงินไปแล้วเท่าไหร่?
**บทความชื่อ “ความแตกต่างระหว่าง 5 นาที กับ 300 วินาที”
เขียนไว้เมื่อ 27 June 2014
***************************
2.สอนให้รู้จักคิดถึงผู้อื่น
สืบเนื่องจากข้อแรก เมื่อเราผ่อนผันให้ตัวเอง
เราอาจคิดว่า เราไม่ได้ไปยุ่งกับเวลาของใคร
อาจดูเหมือนเป็นเรื่องส่วนตัว
แท้จริงแล้ว ทุกสิ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้อื่นไม่มากก็น้อย
อย่างเช่น การฟังเพลงผ่านหูฟังขณะยืนอยู่บนรถไฟ
ดูเหมือนเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ถ้าฟังเพลงที่ดังเกินไป
คนที่นั่งข้างๆอาจรู้สึกรำคาญ
หรือขัดสมาธิคนที่กำลังใช้ความคิด
คนญี่ปุ่นที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเมย์ มักสอนว่า
“จะทำอะไร คิดให้มากๆๆๆๆๆถึงคนรอบข้าง
ว่าเขาจะได้รับผลกระทบอะไรบ้าง”
คนไทยมักถือคติสุดฮิต คือ“ทำอะไรได้ตามใจคือไทยแท้”
มองแบบผิวเผินคือ “ฉันมี”สิทธิ์”ที่จะทำอะไรก็ได้ ที่ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน”
ถ้าได้ฉุกคิดว่า “อะไร” ที่ว่านั้น ส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างอย่างไรบ้าง
เราก็จะพบว่า “อะไรก็ได้” ก็มีขอบเขตที่ทำได้และไม่ควรทำเหมือนกัน
นอกจากนี้ การคำนึงถึงผู้อื่น ไม่ใช่แค่กับคนเท่านั้น
คนญี่ปุ่นมักพูดก่อนทานอาหารว่า “ทานล่ะนะคะ/ครับ” (いただきます)
และพูดหลังทานอาหารว่า “ขอบคุณค่ะ/ครับ อิ่มแล้ว”(ご馳走様でした)
เพื่อนึกถึง ชีวิตของสัตว์ และพืชผลที่ได้ถูกนำมาปรุงเป็นอาหาร
เพื่อใช้เป็นพลังงานในการดำรงชีวิตของเรา
***************************
3.สอนให้เป็นคนช่างสังเกต
อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเคยสอนกรณีศึกษาเรื่องหนึ่ง
เกี่ยวกับ ลักษณะนิสัยของคนญี่ปุ่นและคนอเมริกา ผ่านแม่บ้าน
เปรียบเทียบว่า ถ้าแม่บ้าน 2 คนนี้จะต้องเสิร์ฟเครื่องดื่มในห้องประชุม
แม่บ้านชาวอเมริกา จะถามก่อนว่า “คุณต้องการชาหรือกาแฟคะ?”
ในขณะที่แม่บ้านชาวญี่ปุ่น จะถามว่า “รับชาไหมคะ?”
การถามของแม่บ้าน 2 ท่านนี้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรม
อเมริกา…. มีแนวโน้มที่จะปฏิบัติโดยมุ่งไปยังประเด็น
เพื่อให้ได้ผลที่เร็วที่สุด (ถามตรงๆเลยว่าจะเอาชาหรือกาแฟ)
ในขณะที่ญี่ปุ่น……มีแนวโน้มที่จะประเมินสถานการณ์ด้วยตัวเอง
ก่อนปฏิบัติ (เมื่อประเมินจากผู้เข้าร่วม สภาพอากาศในห้องประชุม
ฯลฯ แล้ว ผู้เข้าประชุมน่าจะอยากดื่มชา)
ภาษาญี่ปุ่น เรียกการกระทำแบบนี้ว่า “การอ่านบรรยากาศ”
(空気を読む หรือ K.Y. ในภาษาวัยรุ่น)
เป็นทักษะที่แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็มีไม่เท่ากัน
ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ส่วนตัว
ส่วนตัวเมย์ ข้อนี้เคยถูกฝึกมาอย่างหนักสมัยทำงานใหม่ๆ
ทำให้ได้ทักษะนี้ติดตัวมาบ้างค่ะ
4.สอนให้เป็นคนมีระเบียบ เรียบร้อย
ความละเอียดละออมักจะตามมาด้วย ความเป็นระเบียบ เรียบร้อย
เริ่มตั้งแต่ในชีวิตประจำวัน การใช้ตะเกียบคีบอาหารเป็นชิ้นๆ
การแยกขยะเป็นประเภทต่างๆ การยื่นนามบัตรหรือเงินสดด้วย 2 มือ ฯลฯ
ไม่ใช่แค่ทำให้เรากลายเป็นคนเอาใจใส่ในรายละเอียดเล็กๆ
แต่ยังถูกฝึกให้”มีความสุภาพ”ต่อสิ่งของนั้นๆอีกด้วย
รวมไปถึงการทำความสะอาดบ้านก็เช่นกัน
เป้าหมายหลักไม่ใช่แค่ทำความสะอาด
แต่หมายถึงการจัดระเบียบสิ่งของแต่ละอย่างให้เข้าที่เข้าทางอย่างเรียบร้อย
เพื่อให้ของชิ้นนั้นสามารถหยิบได้ง่ายเมื่อถึงเวลาที่ต้องการใช้มัน
***************************
5.สอนให้อยู่กับปัจจุบัน
ในพิธีชงชาของญี่ปุ่น มีสุภาษิตยอดนิยม คำหนึ่ง
คือ “Ichigo Ichie” (一期一会)
แปลตรงตัวก็คือ “ครั้งเดียวในช่วงเวลาแค่ครั้งหนึ่ง”
ผู้คน หรือหลายเหตุการณ์ที่พบเจอ
เราจะเจอสิ่งนั้นได้แค่ “ครั้งเดียว”
ถึงแม้เหตุการณ์ ผู้คน สถานที่อาจเหมือนกัน
แต่“ความรู้สึก”ที่เกิด ย่อมไม่เหมือนกัน
คนญี่ปุ่นจึงมักจะ “ขอบคุณโชคชะตา” เวลาเจอเรื่องหรือคนดีๆ
และพูดว่า “เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนเอง”(nantoka naru-何とかなる)
เวลาเจอเรื่องแย่ๆ
เพราะเรื่องเหล่านั้น เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป…..ไม่หวนกลับมา
สุภาษิตนี้ สอนให้เมย์รู้จักอยู่กับปัจจุบัน
เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
หรือบุคคลที่เราพบปะ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย
มันก็จะผ่านไปเป็นเพียงประสบการณ์และความทรงจำ
***************************
6.สอนให้เรามีทัศนคติต่อการทำงาน ที่ไม่ใช่แค่การหาเงิน
เมื่อพูดถึงหน้าที่การงาน คนญี่ปุ่นมักจะเอามาผูกกับคำว่า
”การพัฒนาตัวเอง”
นั่นก็คือการทำงาน ถือเป็นการพัฒนาตัวเองอย่างหนึ่ง
จริงอยู่ว่าเงินอาจเป็นปัจจัยหลัก หากเขาคิดว่างานที่ทำอยู่
ไม่สามารถพัฒนาตัวเขาแล้ว เขาจะรู้สึกเหมือน”ไม่มีศักดิ์ศรี”
จึงเป็นเหตุผลหนึ่งว่าคนญี่ปุ่นไม่รับ tip
เพราะเขารู้สึกว่าการได้ปฏิบัติตามหน้าที่การงาน
ถือเป็นศักดิ์ศรีอย่างหนึ่งของเขา ที่เงินไม่สามารถซื้อได้
หนังสือบางเล่มก็สอนเมย์ว่า “การทำงานคือการค้นหาตัวเอง”
“การช่วยเหลือผู้อื่นโดยมีเงินเป็นผลตอบแทน” เป็นต้น
ฟังดูแล้วไพเราะกว่าคำว่า “เช้าชามเย็นชาม”
หรือ “พรุ่งนี้วันจันทร์อีกแล้ว” เยอะเลย
***************************
7.สอนให้รักเงินมากยิ่งขึ้น
“พวกเรารักเงิน”
(wareware ga okane wo aisuru-我々がお金を愛する)
คำนี้ตอนได้ยินครั้งแรก รู้สึกตะหงิดๆอย่างบอกไม่ถูก
เพราะให้ความรู้สึกเหมือนเป็นคนเห็นแก่เงิน
แต่เมื่อเอาประโยคนั้นมาตกตะกอนดูสักพักใหญ่ๆ
ก็เริ่มเห็นด้วย และคิดว่าคำๆนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนเราร่ำรวย
เพราะเมื่อเรามี”ความรัก”ต่อเงินทองที่มี
เราจะเริ่ม”ตระหนัก”ว่าเรามีเงินเท่าไหร่ ใช้จ่ายเท่าไหร่
เริ่ม “วางแผน” ว่าอยากจะมีเงินก้อนสักกี่บาท
นำไปสู่การประหยัด และการออมอย่างยั่งยืน
เพราะการที่เราใช้จ่ายเงินโดยคิดเพียงแค่ว่่า ใช้ๆไปก่อน
หรือใช้เพียงแค่เห็นว่า “มันถูกดี”
เป็นการกระทำที่แสดงให้เห็นว่า”ไม่รัก”เงินทั้งสิ้น
นอกจากนี้ จำนวนเงินยังสัมพันธ์กับคุณค่าของคนอย่างแนบแน่น
คนที่มีแนวโน้มว่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่ค่อยมีเงินเก็บ
มักเป็นคนที่ไม่ค่อยเห็นคุณค่าในตัวเอง
จึงต้องใช้เงินซื้อความสุขไม่สิ้นสุด
ในขณะที่คนที่มีรู้จักออม รู้จักวางแผนการใช้เงิน
คือคนที่มีเป้าหมายในชีวิต รักตัวเอง
จึงใช้ชีวิตได้อย่างเรียบง่าย ใช้เท่าที่มี
***************************
8.สอนให้รู้ว่า เราควรกลับมาทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติ
ตอนที่เมย์ต้องตอบจดหมายรายงานความเป็นไป
เกี่ยวกับทุนที่ได้จากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในทุกปี
มีข้อหนึ่งถามว่า "มีอะไรจะฝากไปถึงCEOไหม"
ตอนนั้นรู้สึกประหม่ามาก ไม่แน่ใจว่าจะเขียนประโยคไหนถึงจะเหมาะสม
ก็ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ในมหาวิทยาลัยว่า
“ขอบคุณเขาสิ เขียนออกมาจากใจเลย ไม่มีเขา เธออาจไม่ได้ทุนนี้ก็ได้”
คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับ การตอบแทนความกตัญญมาก
(Ongaeshi恩返し)
เพราะเขาเชื่อว่าเรื่องดีๆ หรือความสำเร็จที่เกิด ณ ปัจจุบัน
มีผลมาจากความช่วยเหลือ การส่งเสริมจากหลายอย่าง
ทั้งจากบุคคล สภาพแวดล้อม หรือแม้แต่สิ่งลี้ลับ
ให้เมย์มองย้อนกลับไป การที่เมย์ได้มีโอกาสมาเรียนที่ญี่ปุ่น
ก็เป็นเพราะเราเติบโตในประเทศไทย มีการศึกษาที่ดี
อยู่ในสภาพแวดล้อมที่สามารถพัฒนาตัวเองได้ตลอดเวลา
จึงตั้งปฏิภาณไว้ว่า เมื่อไหร่ที่เรา”สำเร็จ”จากประเทศญี่ปุ่นแล้ว
อยากเอาสิ่งดีๆเหล่านั้นกลับมาพัฒนาแก่ประเทศบ้าง
ถึงแม้ตอนนี้จะเริ่มจากจุดเล็กๆ เช่นในครอบครัว หรือที่ทำงาน
การเปลี่ยนแปลงใหญ่จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ
***************************
และจากข้อ 8 กลายมาเป็นที่มาของเพจ
และบทความที่คุณกำลังอ่านอยู่ขณะนี้ อีโมติคอน smile
ค่อนข้างยาว แต่ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่อ่านจนถึงบรรทัดนี้นะคะ
May YouWorld
ปล.และขอบคุณ คุณIlada Sarttatat สำหรับคำถามที่ทำให้เมย์ได้คิด
และกลั่นกรองออกมาเป็นตัวอักษรเพื่อเป็นประโยชน์ให้กับผู้อ่านค่ะ
To be continued
May YouWorld
credit: เพจ May YouWorld + Un+ Chirdpong

วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

3สิ่งที่ต้องเจอ.. เวลาทำสิ่งใหม่ๆ เป้าหมายใหม่ๆ ความไม่สมบูรณ์ไม่Perfect(เป็นเรื่องปกติ)(โคตรๆ)


3สิ่งที่ต้องเจอ..

เวลาทำสิ่งใหม่ๆ เป้าหมายใหม่ๆ

1คุณรู้สึกต้องใช้ความพยายามมาก
(เป็นเรื่องปกติ)

แน่นอนในครั้งแรกที่เราต้องทำอะไรใหม่ๆที่ไม่เคยทำ
มันยากไปหมด

ขับรถครั้งแรก?
ทำงานวันแรก?
พูดบนเวทีครั้งแรก?

2รู้สึกถูกคนรอบข้างมองว่าแปลก(เป็นเรื่องปกติ)
+เพื่อนเก่าหายไป (เป็นเรื่องปกติ)

แน่นอน
เมื่อเรากำลังทำเป้าหมายใหม่ๆ
ที่ต่างออกไป
เพื่อนร่วมอุดมการณ์เราก็เปลี่ยนเช่นกัน

แต่คนส่วนใหญ่กลัวเสียเพื่อน
เป้าหมายก็อยากได้
เพื่อนก็ไม่อยากเสีย

ผมบอกตรงๆเลย
การที่เราทำสิ่งแปลกใหม่
กฏแห่งแรงดึงดูด
ก็จะพาเพื่อนใหม่ที่คิดแบบเดียวกับเรา
มาให้เรา

และสิ่งที่ไม่เหมือนกัน
จะถูกผลักออกเป็นธรรมดา

เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องปกติ
มันก็เหมือน..
การที่คุณก็ได้เพื่อนใหม่ๆ
ทุกครั้งที่คุณเลือกอะไรให้ชีวิต

-เรียนม.ปลาย>>คุณก็ได้เพื่อนใหม่
-เรียนมหาลัย>>คุณก็ได้เพื่อนใหม่
-เข้าทำงาน>>คุณก็ได้เพื่อนใหม่
(จริงๆตั้งแต่เด็กมาถึงวันนี้เพื่อนคุณก็หายไปหลายคนแล้ว)
วันนี้จะแคร์อะไร?

ถ้าวันนี้คุณจะไปลุยเป้าหมายใหม่
คุณกำลังเอาเวลาส่วนใหญ่
ไปใช้กับเป้าหมายคุณ

แล้วอยู่ดีๆเพื่อนที่คุณคบอยู่
มาบอกคุณว่า"คุณเปลี่ยนไป"
ไม่อยู่กับเพื่อนกับฝูง
และพยามแอนตี้คุณ

"คุณออกมาจากชีวิตเขาได้เลย
นั่นไม่ใช่Mastermindคุณ"

(3)ความไม่สมบูรณ์ไม่Perfect(เป็นเรื่องปกติ)(โคตรๆ)

-ให้เข้าใจเลยว่า...
โอกาสเป็น0%
ที่จะPerfectสมบูรณ์
ในครั้งแรกที่ทำอะไรใหม่ๆ

คุณไม่ได้ปั่นจักรยานได้ทันทีในครั้งแรก
คุณก็ไม่เดินได้เลยทันทีตั้งแต่เกิด
และคุณก็ไม่ได้พูดชัดทันที
ตั้งแต่อ้าปากพูดครั้งแรก

เป้าหมายคุณก็เช่นกัน
วิธีเดียวที่..
จะทำให้คุณ
ไม่เหนื่อยเกินไปเวลาตั้งเป้าหมายเจ๋งๆ
คือ คิดไปเลยว่ายังไงมันก็ไม่Perfect

เพราะฉะนั้น
ทำๆไปก่อน
ทำๆบ่อยๆ
เด๋วมันจะดีขึ้นเอง

หากคุณคิดว่า...

จะต้องรอให้สมบูรณ์แบบ100%แล้วถึงทำ?

"ระวังชาตินี้จะไม่ได้ทำ"

ลองนึกถึงภาพคุณขับจักรยานครั้งแรกละกันว่า100%รึเปล่า?

นี่คือ3สิ่งที่คุณจะต้องเจอเวลามีเป้าหมายเจ๋งๆ

A10(เอเท็น)



3สิ่งที่ต้องเจอ..

เวลาทำสิ่งใหม่ๆ เป้าหมายใหม่ๆ

1คุณรู้สึกต้องใช้ความพยายามมาก
(เป็นเรื่องปกติ)

แน่นอนในครั้งแรกที่เราต้องทำอะไรใหม่ๆที่ไม่เคยทำ
มันยากไปหมด

ขับรถครั้งแรก?
ทำงานวันแรก?
พูดบนเวทีครั้งแรก?

2รู้สึกถูกคนรอบข้างมองว่าแปลก(เป็นเรื่องปกติ)
+เพื่อนเก่าหายไป (เป็นเรื่องปกติ)

แน่นอน
เมื่อเรากำลังทำเป้าหมายใหม่ๆ
ที่ต่างออกไป
เพื่อนร่วมอุดมการณ์เราก็เปลี่ยนเช่นกัน

แต่คนส่วนใหญ่กลัวเสียเพื่อน
เป้าหมายก็อยากได้
เพื่อนก็ไม่อยากเสีย

ผมบอกตรงๆเลย
การที่เราทำสิ่งแปลกใหม่
กฏแห่งแรงดึงดูด
ก็จะพาเพื่อนใหม่ที่คิดแบบเดียวกับเรา
มาให้เรา

และสิ่งที่ไม่เหมือนกัน
จะถูกผลักออกเป็นธรรมดา

เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องปกติ
มันก็เหมือน..
การที่คุณก็ได้เพื่อนใหม่ๆ
ทุกครั้งที่คุณเลือกอะไรให้ชีวิต

-เรียนม.ปลาย>>คุณก็ได้เพื่อนใหม่
-เรียนมหาลัย>>คุณก็ได้เพื่อนใหม่
-เข้าทำงาน>>คุณก็ได้เพื่อนใหม่
(จริงๆตั้งแต่เด็กมาถึงวันนี้เพื่อนคุณก็หายไปหลายคนแล้ว)
วันนี้จะแคร์อะไร?

ถ้าวันนี้คุณจะไปลุยเป้าหมายใหม่
คุณกำลังเอาเวลาส่วนใหญ่
ไปใช้กับเป้าหมายคุณ

แล้วอยู่ดีๆเพื่อนที่คุณคบอยู่
มาบอกคุณว่า"คุณเปลี่ยนไป"
ไม่อยู่กับเพื่อนกับฝูง
และพยามแอนตี้คุณ

"คุณออกมาจากชีวิตเขาได้เลย
นั่นไม่ใช่Mastermindคุณ"

(3)ความไม่สมบูรณ์ไม่Perfect(เป็นเรื่องปกติ)(โคตรๆ)

-ให้เข้าใจเลยว่า...
โอกาสเป็น0%
ที่จะPerfectสมบูรณ์
ในครั้งแรกที่ทำอะไรใหม่ๆ

คุณไม่ได้ปั่นจักรยานได้ทันทีในครั้งแรก
คุณก็ไม่เดินได้เลยทันทีตั้งแต่เกิด
และคุณก็ไม่ได้พูดชัดทันที
ตั้งแต่อ้าปากพูดครั้งแรก

เป้าหมายคุณก็เช่นกัน
วิธีเดียวที่..
จะทำให้คุณ
ไม่เหนื่อยเกินไปเวลาตั้งเป้าหมายเจ๋งๆ
คือ คิดไปเลยว่ายังไงมันก็ไม่Perfect

เพราะฉะนั้น
ทำๆไปก่อน
ทำๆบ่อยๆ
เด๋วมันจะดีขึ้นเอง

หากคุณคิดว่า...

จะต้องรอให้สมบูรณ์แบบ100%แล้วถึงทำ?

"ระวังชาตินี้จะไม่ได้ทำ"

ลองนึกถึงภาพคุณขับจักรยานครั้งแรกละกันว่า100%รึเปล่า?

นี่คือ3สิ่งที่คุณจะต้องเจอเวลามีเป้าหมายเจ๋งๆ

A10(เอเท็น)
Aten+ Arnon
3สิ่งที่ต้องเจอ..

เวลาทำสิ่งใหม่ๆ เป้าหมายใหม่ๆ

1คุณรู้สึกต้องใช้ความพยายามมาก
(เป็นเรื่องปกติ)

แน่นอนในครั้งแรกที่เราต้องทำอะไรใหม่ๆที่ไม่เคยทำ
มันยากไปหมด

ขับรถครั้งแรก?
ทำงานวันแรก?
พูดบนเวทีครั้งแรก?

2รู้สึกถูกคนรอบข้างมองว่าแปลก(เป็นเรื่องปกติ)
+เพื่อนเก่าหายไป (เป็นเรื่องปกติ)

แน่นอน
เมื่อเรากำลังทำเป้าหมายใหม่ๆ
ที่ต่างออกไป
เพื่อนร่วมอุดมการณ์เราก็เปลี่ยนเช่นกัน

แต่คนส่วนใหญ่กลัวเสียเพื่อน
เป้าหมายก็อยากได้
เพื่อนก็ไม่อยากเสีย

ผมบอกตรงๆเลย
การที่เราทำสิ่งแปลกใหม่
กฏแห่งแรงดึงดูด
ก็จะพาเพื่อนใหม่ที่คิดแบบเดียวกับเรา
มาให้เรา

และสิ่งที่ไม่เหมือนกัน
จะถูกผลักออกเป็นธรรมดา

เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องปกติ
มันก็เหมือน..
การที่คุณก็ได้เพื่อนใหม่ๆ
ทุกครั้งที่คุณเลือกอะไรให้ชีวิต

-เรียนม.ปลาย>>คุณก็ได้เพื่อนใหม่
-เรียนมหาลัย>>คุณก็ได้เพื่อนใหม่
-เข้าทำงาน>>คุณก็ได้เพื่อนใหม่
(จริงๆตั้งแต่เด็กมาถึงวันนี้เพื่อนคุณก็หายไปหลายคนแล้ว)
วันนี้จะแคร์อะไร?

ถ้าวันนี้คุณจะไปลุยเป้าหมายใหม่
คุณกำลังเอาเวลาส่วนใหญ่
ไปใช้กับเป้าหมายคุณ

แล้วอยู่ดีๆเพื่อนที่คุณคบอยู่
มาบอกคุณว่า"คุณเปลี่ยนไป"
ไม่อยู่กับเพื่อนกับฝูง
และพยามแอนตี้คุณ

"คุณออกมาจากชีวิตเขาได้เลย
นั่นไม่ใช่Mastermindคุณ"

(3)ความไม่สมบูรณ์ไม่Perfect(เป็นเรื่องปกติ)(โคตรๆ)

-ให้เข้าใจเลยว่า...
โอกาสเป็น0%
ที่จะPerfectสมบูรณ์
ในครั้งแรกที่ทำอะไรใหม่ๆ

คุณไม่ได้ปั่นจักรยานได้ทันทีในครั้งแรก
คุณก็ไม่เดินได้เลยทันทีตั้งแต่เกิด
และคุณก็ไม่ได้พูดชัดทันที
ตั้งแต่อ้าปากพูดครั้งแรก

เป้าหมายคุณก็เช่นกัน
วิธีเดียวที่..
จะทำให้คุณ
ไม่เหนื่อยเกินไปเวลาตั้งเป้าหมายเจ๋งๆ
คือ คิดไปเลยว่ายังไงมันก็ไม่Perfect

เพราะฉะนั้น
ทำๆไปก่อน
ทำๆบ่อยๆ
เด๋วมันจะดีขึ้นเอง

หากคุณคิดว่า...

จะต้องรอให้สมบูรณ์แบบ100%แล้วถึงทำ?

"ระวังชาตินี้จะไม่ได้ทำ"

ลองนึกถึงภาพคุณขับจักรยานครั้งแรกละกันว่า100%รึเปล่า?

นี่คือ3สิ่งที่คุณจะต้องเจอเวลามีเป้าหมายเจ๋งๆ

A10(เอเท็น)
เครดิต เพจ Aten+ Arnon