วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

8 อย่างที่ญี่ปุ่นได้สอนฉัน ตอนที่1


「日本が私に教えてくれた8つの事」
เกือบ 7 ปีที่ได้ใช้ชีวิตในญี่ปุ่น ในหลายบทบาท
ตั้งแต่ตอนที่ยังเป็น visitor จนได้ทำงานเป็น salary woman
จากคำถามที่ว่า “การใช้ชีวิตในญี่ปุ่น ทำให้เราเติบโตขึ้นอย่างไรบ้าง”
เมย์ได้ลองกลั่นกรองจากประสบการ์ณที่เจอมา
มองหาบทเรียนที่คล้ายคลึงกัน จนสรุปออกมาได้ 8 ข้อ
***หัวข้อสรุปออกมาเรียบร้อยแล้ว ดูไว้ก่อนเผื่อถ้าน่าสนใจจะได้อ่านต่อค่ะ :)***
***************************
1.สอนให้เห็นคุณค่าของเวลา
จากบทความที่เคยเขียนมา**
เมย์รู้สึกได้ว่าคนญี่ปุ่นให้ความสำคัญต่อเวลามาก
หลายวินาทีที่เสียไปสามารถทำงานบางชิ้น
ทำภารกิจบางอย่างให้เสร็จสิ้น
ทั้งเรื่องของตัวเอง และบุคคลที่เกี่ยวข้อง
เพราะในชีวิตการทำงานปัจจุบัน ในสถานการณ์ที่ไม่เร่งรีบมากนัก
เรามักจะอะลุ่มอะล่วยให้กับตัวเอง
โดยคิดแค่ว่า “สายนิดหน่อยน่า” หรือ “แค่ 5 นาที เอง”
ถ้าเปรียบหน่วยวินาทีเหมือนเงิน 1 บาท
5นาทีที่หายไปเราเสียเงินไปแล้วเท่าไหร่?
**บทความชื่อ “ความแตกต่างระหว่าง 5 นาที กับ 300 วินาที”
เขียนไว้เมื่อ 27 June 2014
***************************
2.สอนให้รู้จักคิดถึงผู้อื่น
สืบเนื่องจากข้อแรก เมื่อเราผ่อนผันให้ตัวเอง
เราอาจคิดว่า เราไม่ได้ไปยุ่งกับเวลาของใคร
อาจดูเหมือนเป็นเรื่องส่วนตัว
แท้จริงแล้ว ทุกสิ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้อื่นไม่มากก็น้อย
อย่างเช่น การฟังเพลงผ่านหูฟังขณะยืนอยู่บนรถไฟ
ดูเหมือนเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ถ้าฟังเพลงที่ดังเกินไป
คนที่นั่งข้างๆอาจรู้สึกรำคาญ
หรือขัดสมาธิคนที่กำลังใช้ความคิด
คนญี่ปุ่นที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเมย์ มักสอนว่า
“จะทำอะไร คิดให้มากๆๆๆๆๆถึงคนรอบข้าง
ว่าเขาจะได้รับผลกระทบอะไรบ้าง”
คนไทยมักถือคติสุดฮิต คือ“ทำอะไรได้ตามใจคือไทยแท้”
มองแบบผิวเผินคือ “ฉันมี”สิทธิ์”ที่จะทำอะไรก็ได้ ที่ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน”
ถ้าได้ฉุกคิดว่า “อะไร” ที่ว่านั้น ส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างอย่างไรบ้าง
เราก็จะพบว่า “อะไรก็ได้” ก็มีขอบเขตที่ทำได้และไม่ควรทำเหมือนกัน
นอกจากนี้ การคำนึงถึงผู้อื่น ไม่ใช่แค่กับคนเท่านั้น
คนญี่ปุ่นมักพูดก่อนทานอาหารว่า “ทานล่ะนะคะ/ครับ” (いただきます)
และพูดหลังทานอาหารว่า “ขอบคุณค่ะ/ครับ อิ่มแล้ว”(ご馳走様でした)
เพื่อนึกถึง ชีวิตของสัตว์ และพืชผลที่ได้ถูกนำมาปรุงเป็นอาหาร
เพื่อใช้เป็นพลังงานในการดำรงชีวิตของเรา
***************************
3.สอนให้เป็นคนช่างสังเกต
อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเคยสอนกรณีศึกษาเรื่องหนึ่ง
เกี่ยวกับ ลักษณะนิสัยของคนญี่ปุ่นและคนอเมริกา ผ่านแม่บ้าน
เปรียบเทียบว่า ถ้าแม่บ้าน 2 คนนี้จะต้องเสิร์ฟเครื่องดื่มในห้องประชุม
แม่บ้านชาวอเมริกา จะถามก่อนว่า “คุณต้องการชาหรือกาแฟคะ?”
ในขณะที่แม่บ้านชาวญี่ปุ่น จะถามว่า “รับชาไหมคะ?”
การถามของแม่บ้าน 2 ท่านนี้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรม
อเมริกา…. มีแนวโน้มที่จะปฏิบัติโดยมุ่งไปยังประเด็น
เพื่อให้ได้ผลที่เร็วที่สุด (ถามตรงๆเลยว่าจะเอาชาหรือกาแฟ)
ในขณะที่ญี่ปุ่น……มีแนวโน้มที่จะประเมินสถานการณ์ด้วยตัวเอง
ก่อนปฏิบัติ (เมื่อประเมินจากผู้เข้าร่วม สภาพอากาศในห้องประชุม
ฯลฯ แล้ว ผู้เข้าประชุมน่าจะอยากดื่มชา)
ภาษาญี่ปุ่น เรียกการกระทำแบบนี้ว่า “การอ่านบรรยากาศ”
(空気を読む หรือ K.Y. ในภาษาวัยรุ่น)
เป็นทักษะที่แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็มีไม่เท่ากัน
ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ส่วนตัว
ส่วนตัวเมย์ ข้อนี้เคยถูกฝึกมาอย่างหนักสมัยทำงานใหม่ๆ
ทำให้ได้ทักษะนี้ติดตัวมาบ้างค่ะ
4.สอนให้เป็นคนมีระเบียบ เรียบร้อย
ความละเอียดละออมักจะตามมาด้วย ความเป็นระเบียบ เรียบร้อย
เริ่มตั้งแต่ในชีวิตประจำวัน การใช้ตะเกียบคีบอาหารเป็นชิ้นๆ
การแยกขยะเป็นประเภทต่างๆ การยื่นนามบัตรหรือเงินสดด้วย 2 มือ ฯลฯ
ไม่ใช่แค่ทำให้เรากลายเป็นคนเอาใจใส่ในรายละเอียดเล็กๆ
แต่ยังถูกฝึกให้”มีความสุภาพ”ต่อสิ่งของนั้นๆอีกด้วย
รวมไปถึงการทำความสะอาดบ้านก็เช่นกัน
เป้าหมายหลักไม่ใช่แค่ทำความสะอาด
แต่หมายถึงการจัดระเบียบสิ่งของแต่ละอย่างให้เข้าที่เข้าทางอย่างเรียบร้อย
เพื่อให้ของชิ้นนั้นสามารถหยิบได้ง่ายเมื่อถึงเวลาที่ต้องการใช้มัน
***************************
5.สอนให้อยู่กับปัจจุบัน
ในพิธีชงชาของญี่ปุ่น มีสุภาษิตยอดนิยม คำหนึ่ง
คือ “Ichigo Ichie” (一期一会)
แปลตรงตัวก็คือ “ครั้งเดียวในช่วงเวลาแค่ครั้งหนึ่ง”
ผู้คน หรือหลายเหตุการณ์ที่พบเจอ
เราจะเจอสิ่งนั้นได้แค่ “ครั้งเดียว”
ถึงแม้เหตุการณ์ ผู้คน สถานที่อาจเหมือนกัน
แต่“ความรู้สึก”ที่เกิด ย่อมไม่เหมือนกัน
คนญี่ปุ่นจึงมักจะ “ขอบคุณโชคชะตา” เวลาเจอเรื่องหรือคนดีๆ
และพูดว่า “เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนเอง”(nantoka naru-何とかなる)
เวลาเจอเรื่องแย่ๆ
เพราะเรื่องเหล่านั้น เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป…..ไม่หวนกลับมา
สุภาษิตนี้ สอนให้เมย์รู้จักอยู่กับปัจจุบัน
เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
หรือบุคคลที่เราพบปะ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย
มันก็จะผ่านไปเป็นเพียงประสบการณ์และความทรงจำ
***************************
6.สอนให้เรามีทัศนคติต่อการทำงาน ที่ไม่ใช่แค่การหาเงิน
เมื่อพูดถึงหน้าที่การงาน คนญี่ปุ่นมักจะเอามาผูกกับคำว่า
”การพัฒนาตัวเอง”
นั่นก็คือการทำงาน ถือเป็นการพัฒนาตัวเองอย่างหนึ่ง
จริงอยู่ว่าเงินอาจเป็นปัจจัยหลัก หากเขาคิดว่างานที่ทำอยู่
ไม่สามารถพัฒนาตัวเขาแล้ว เขาจะรู้สึกเหมือน”ไม่มีศักดิ์ศรี”
จึงเป็นเหตุผลหนึ่งว่าคนญี่ปุ่นไม่รับ tip
เพราะเขารู้สึกว่าการได้ปฏิบัติตามหน้าที่การงาน
ถือเป็นศักดิ์ศรีอย่างหนึ่งของเขา ที่เงินไม่สามารถซื้อได้
หนังสือบางเล่มก็สอนเมย์ว่า “การทำงานคือการค้นหาตัวเอง”
“การช่วยเหลือผู้อื่นโดยมีเงินเป็นผลตอบแทน” เป็นต้น
ฟังดูแล้วไพเราะกว่าคำว่า “เช้าชามเย็นชาม”
หรือ “พรุ่งนี้วันจันทร์อีกแล้ว” เยอะเลย
***************************
7.สอนให้รักเงินมากยิ่งขึ้น
“พวกเรารักเงิน”
(wareware ga okane wo aisuru-我々がお金を愛する)
คำนี้ตอนได้ยินครั้งแรก รู้สึกตะหงิดๆอย่างบอกไม่ถูก
เพราะให้ความรู้สึกเหมือนเป็นคนเห็นแก่เงิน
แต่เมื่อเอาประโยคนั้นมาตกตะกอนดูสักพักใหญ่ๆ
ก็เริ่มเห็นด้วย และคิดว่าคำๆนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนเราร่ำรวย
เพราะเมื่อเรามี”ความรัก”ต่อเงินทองที่มี
เราจะเริ่ม”ตระหนัก”ว่าเรามีเงินเท่าไหร่ ใช้จ่ายเท่าไหร่
เริ่ม “วางแผน” ว่าอยากจะมีเงินก้อนสักกี่บาท
นำไปสู่การประหยัด และการออมอย่างยั่งยืน
เพราะการที่เราใช้จ่ายเงินโดยคิดเพียงแค่ว่่า ใช้ๆไปก่อน
หรือใช้เพียงแค่เห็นว่า “มันถูกดี”
เป็นการกระทำที่แสดงให้เห็นว่า”ไม่รัก”เงินทั้งสิ้น
นอกจากนี้ จำนวนเงินยังสัมพันธ์กับคุณค่าของคนอย่างแนบแน่น
คนที่มีแนวโน้มว่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่ค่อยมีเงินเก็บ
มักเป็นคนที่ไม่ค่อยเห็นคุณค่าในตัวเอง
จึงต้องใช้เงินซื้อความสุขไม่สิ้นสุด
ในขณะที่คนที่มีรู้จักออม รู้จักวางแผนการใช้เงิน
คือคนที่มีเป้าหมายในชีวิต รักตัวเอง
จึงใช้ชีวิตได้อย่างเรียบง่าย ใช้เท่าที่มี
***************************
8.สอนให้รู้ว่า เราควรกลับมาทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติ
ตอนที่เมย์ต้องตอบจดหมายรายงานความเป็นไป
เกี่ยวกับทุนที่ได้จากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในทุกปี
มีข้อหนึ่งถามว่า "มีอะไรจะฝากไปถึงCEOไหม"
ตอนนั้นรู้สึกประหม่ามาก ไม่แน่ใจว่าจะเขียนประโยคไหนถึงจะเหมาะสม
ก็ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ในมหาวิทยาลัยว่า
“ขอบคุณเขาสิ เขียนออกมาจากใจเลย ไม่มีเขา เธออาจไม่ได้ทุนนี้ก็ได้”
คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับ การตอบแทนความกตัญญมาก
(Ongaeshi恩返し)
เพราะเขาเชื่อว่าเรื่องดีๆ หรือความสำเร็จที่เกิด ณ ปัจจุบัน
มีผลมาจากความช่วยเหลือ การส่งเสริมจากหลายอย่าง
ทั้งจากบุคคล สภาพแวดล้อม หรือแม้แต่สิ่งลี้ลับ
ให้เมย์มองย้อนกลับไป การที่เมย์ได้มีโอกาสมาเรียนที่ญี่ปุ่น
ก็เป็นเพราะเราเติบโตในประเทศไทย มีการศึกษาที่ดี
อยู่ในสภาพแวดล้อมที่สามารถพัฒนาตัวเองได้ตลอดเวลา
จึงตั้งปฏิภาณไว้ว่า เมื่อไหร่ที่เรา”สำเร็จ”จากประเทศญี่ปุ่นแล้ว
อยากเอาสิ่งดีๆเหล่านั้นกลับมาพัฒนาแก่ประเทศบ้าง
ถึงแม้ตอนนี้จะเริ่มจากจุดเล็กๆ เช่นในครอบครัว หรือที่ทำงาน
การเปลี่ยนแปลงใหญ่จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ
***************************
และจากข้อ 8 กลายมาเป็นที่มาของเพจ
และบทความที่คุณกำลังอ่านอยู่ขณะนี้ อีโมติคอน smile
ค่อนข้างยาว แต่ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่อ่านจนถึงบรรทัดนี้นะคะ
May YouWorld
ปล.และขอบคุณ คุณIlada Sarttatat สำหรับคำถามที่ทำให้เมย์ได้คิด
และกลั่นกรองออกมาเป็นตัวอักษรเพื่อเป็นประโยชน์ให้กับผู้อ่านค่ะ
To be continued
May YouWorld
credit: เพจ May YouWorld + Un+ Chirdpong

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น