วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2558

5 สัญญาณ" ที่กำลังบอกว่า คุณ "มาถูกทาง" แล้ว เครดิต คุณอั๋นเชิดพงษ์

"5 สัญญาณ" ที่กำลังบอกว่า คุณ "มาถูกทาง" แล้ว
จะรู้ว่ามาถูกทางแล้ว!
นี่คือคำถามที่ผมโดนถามบ่อย!
เนื่องจากแต่ละคนก็หลากหลาย ไม่เหมือนกัน
แต่ 5 ข้อนี้ คือสัญญาณที่จะบอกว่า
คุณมี "แนวโน้ม" ที่ดี ที่จะมาถูกทาง!
1. คุณ "อยากตื่น" ขึ้นมาทำมันทุกวัน!
แม้สิ่งเป้าหมายที่ตั้งอาจจะยังอีกยาวไกล
แม้ทางเดินมันอาจจะยังไม่ค่อยเห็นชัด!
แต่ถ้าคุณรู้สึกอยากตื่นขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง เพื่อมัน
นั่นคือแนวโน้มว่า คุณกำลังหลงรักสิ่งนั้นแล้ว
(เหมือนเวลาที่คุณตกหลุมรักสาว
คุณก็อยากจะตื่น อยากจะอ่านหนังสือหาวิธีจีบ อยากไปลองวิธีการใหม่ๆ
ทั้งๆ ที่หนทางยังอีกยาวไกล
อารมณ์แบบนั้นเลย)
2. คุณมี "ความสุข" ที่ได้ทำมัน
แม้มันจะยาก มีปัญหาเยอะ เหนื่อย หรือติดโน่นนี่นั่น
แต่ว่าคุณก็มีความสุขที่ได้ทำมัน
เหมือนผมที่ทำเพจ ทำ TM#1, TM#2 ทำ sBook
ทำ iClass 1/2/3/4/5/6
ก็เจอปัญหา ให้แก้ตลอดทาง!
แต่ผมก็มีความสุขทุกครั้ง ที่ได้ทำมัน!
3. คุณรู้สึกว่า "โต" ขึ้นทุกวัน
ข้อนี้สำคัญ!
ถ้าคุณมีข้อ 1 ข้อ 2 แต่ไม่มีข้อ 3 ... สิ่งนั้นอาจไม่ใช่
เช่น ผมอยากตื่นมาเล่น คุกกี้ Run ทุกวัน (ข้อ 1)
ผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้เล่นมัน (ข้อ 2)
แต่ผมไม่ได้รู้สึกว่า ผมโตขึ้น ก้าวหน้าขึ้นในชีวิตอะไรเลยสักนิดเดียว!
*ข้อ 2 คือความสุขชั่วคราว
แต่ข้อ 3 นี้ คือความสุขแบบ "Long-Term"
เพราะฉะนั้น ข้อนี้คือตัว check
ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณ "โต" ขึ้น คุณเก่งขึ้น ตัวคุณมีคุณค่า มากขึ้น
นั่นแหละ คุณมาถูกทางแล้ว!
4. เพื่อนๆกลุ่มเดิม เริ่มไม่ค่อยอยากคุยกับคุณเท่าไหร่ (หรือไม่คุณเองก็ไม่อยากคบเพื่อนกลุ่มเดิมๆ)
สิ่งที่เหมือนๆ กัน มักจะดึงดูดกันเสมอ
เพราะฉะนั้น เมื่อคุณก้าวหน้า โตขึ้น เหมือนเป็นอีกคน
เป็นธรรมดาที่กลุ่มเพื่อน เดิมๆ อาจจะไม่ค่อยอยากคุยกับคุณเท่าไหร่ เพราะเค้าคุยแล้วไม่มันส์
กลับกัน คุณจะมีเพื่อนกลุ่มใหม่ ตามตัวตนของคุณที่ โตขึ้น!
สมัยก่อนคุณติดละคร ปัจจุบันคุณติดเรื่องการตั้งเป้าหมาย... แน่นอนเพื่อนคุณก็อาจเปลี่ยนไป
สมัยก่อนคุณติดข่าว ปัจจุบันคุณติดเรื่องการลงทุน.. กลุ่มเพื่อนคุณก็จะเปลี่ยนไป
ฉันใดก็ฉันนั้น!
5. คุณเริ่ม "ไม่หวั่นไหว" กับคำวิจารณ์ (แบบไม่สร้างสรรค์)
คุณไม่มีทางทำให้ทุกคนชอบคุณได้!
ไม่ว่าคุณจะทำดีแค่ไหน มันเป็นธรรมดาที่จะมีคนกลุ่มนึง ไม่ชอบคุณเสมอ!
ผมพูดหลายครั้งแล้ว
คนที่จะไม่ถูกวิจารณ์เลยก็คือ คนที่มีองค์ประกอบ 3 อย่าง
1. คนที่ไม่ทำอะไรเลย
2. คนที่ไม่พูดอะไรเลย และ
3. คนที่ไม่เป็นอะไรเลย!
ข้อ 5 นี้จะบอกว่า คุณชัดเจนกับเป้าหมาย กับสิ่งที่คุณจะทำมากแค่ไหน!
ถ้าคุณชอบมัน รักมัน และมีความสุขทุกครั้งที่ทำ
คำพูดพวกนี้ มันจะ "ไม่สามารถหยุดคุณ" ไม่ให้ทำสิ่งดีๆ ได้เลย!
.
และนี่ คือ 5 ข้อ
ถ้าคุณเริ่มรู้สึก มีอารมณ์แบบนี้เมื่อไหร่
ขอแสดงความยินดีด้วย นั่นแสดงว่า "คุณมาถูกทางแล้ว"
แต่ถ้ายัง
ผมให้คุณเอาไปใช้เป็นสูตร!
เอาไปทาบว่า เมื่อคุณลงมือทำอะไรแล้วคุณมีความรู้สึกแบบ 5 ข้อนี้
นั่นแหละ คือทางของคุณ
เป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ
Un+ Chirdpong (อั๋น เชิดพงษ์)
‪#‎อันดับ6‬ ‪#‎PostOfTheYear2015‬

วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2558

สิ่งที่มนุษย์กลัวที่สุด

http://www.boywisoot.com/index.php/blog/detail/47

เคยไหมครับ รู้ว่าต้องทำ แต่ไม่ทำซะที ? เครดิต k อั๋นเชิดพงษ์

เคยไหมครับ รู้ว่าต้องทำ แต่ไม่ทำซะที ?

เคยไหมครับ มีมารในจิตใจ … คอยหยุดไม่ให้เราก้าวต่อไป ?

ไอเดียนี้เป็นอีกไอเดียที่ ถ้าเพื่อนๆ เข้าใจ 

อาจเปลี่ยนชีวิต ไปตลอดกาล

------------------

Key คือ ต้องเปลี่ยนที่ “จิตใต้สำนึก” 

เพราะจิตใต้สำนึกเป็นตัวควบคุมพฤติกรรมของเราทั้งหมด

ทำยังไง? … ผมจะค่อยๆเล่าให้ฟัง

-----------------

สมมุติปัจจุบันเราเป็นคนคิดลบ ไม่ประสบความสำเร็จ

นั่นแปลว่าเรามีความคิด “ลบ” อยู่เต็มไปหมดในจิตใต้สำนึก

การกระทำเลยออกมาแบบ “ลบๆ” ได้ผลแบบ “ลบๆ”

ต่อมาเมื่อเราพยายาม...เปลี่ยน

รับไอเดียดีๆ เรื่องดีๆ ข่าวดีๆ เข้าไป

มันจะไปอยู่แค่ระดับ “จิตสำนึก” 

ยังไม่ฝังรากลงใน....จิตใต้สำนึก

การกระทำของเราจะ “ยังเหมือนเดิม”
(ย้ำอีกที! เพราะตัวที่ควบพฤติกรรมคือจิตใต้สำนึก)

พูดง่ายๆก็คือ “รู้แล้วว่าต้องทำไร แต่ไม่ได้ทำ” นั่นเอง

เราเรียกสถานะนี้ว่า “Bondage” – ตามภาพรูปซ้ายบนสุด

---------- 

หน้าที่เราคือ ต้องให้ไอเดียดีๆ ใหม่ๆ (บวก) 

ฝังลงใน "จิตใต้สำนึก" ให้ได้

ทำยังไง.......ทำ 2 อย่าง......แค่นั้น

1. ซ้ำ ๆ ๆ ๆ
2. ใส่อารมณ์ร่วม (อารมณ์บวก)

เช่น 

ฉันหล่อๆๆๆ (นึกหน้าตัวเองที่หล่อ… ฟินสุดๆ!) 

ฉันคือนายกฯที่ยิ่งใหญ่ๆๆๆ (นึกภาพตอนเป็นนายกฯแล้ว แบบฟินสุดๆ) 

(หลักการของ self-talk นั่นเอง หรือการเขียนเป้าหมายแล้วอ่านซ้ำ) 

---------------

ถ้าทำได้! เรามาครึ่งทางแล้วครับ 

เราเรียกสถานะที่ 2 นี้ว่า “Reason”

คือมีทั้งไอเดียเก่า (-) และไอเดียใหม่ (+) ปนกัน

จะเกิดอาการ “ตัวมารกับนางฟ้า”

“มาร: เห้ย นายทำไม่ได้หรอก เหนื่อยเปล่าๆ”
“นางฟ้า: สู้ๆ เป้าหมายอยู่ข้างหน้าแล้ว ลุยอีกสักตั้ง”

ถ้ามารชนะ เราจะเด้งกลับไป “เป็นคนเดิม” อีกครั้ง

คิดลบเหมือนเดิม ไม่ประสบความสำเร็จเหมือนเดิม

ถ้านางฟ้าชนะ เราจะทะลุกำแพงนี้ไปได้ 

มีแต่ไอเดีย “บวก” เต็มไปหมด ทำอะไรก็สำเร็จ

และกลายเป็นคนใหม่ มีชีวิตใหม่ ในระดับที่ 3 คือ “Freedom”

ซึ่งการที่จะให้นางฟ้าชนะได้

จะต้องย้ำไอเดียบวก บ่อยๆ และมีอารมณ์ร่วมมากๆ

"แรงบันดาลใจ" หรือ เหตุผลที่จะทำไป “เพื่อ” อะไร

จึงสำคัญมาก

----------------

สรุป

ถ้าปัจจุบัน เรารู้แต่ยังไม่ได้ทำ (ระดับที่ 1)

หรือเรากำลังผจญกับยักษ์กับมารอยู่ (ระดับที่ 2)

ไม่เป็นไร นั่นแสดงว่าเราใกล้ทะลุกำแพงเต็มทีล่ะ

แค่ ”ย้ำ” อีกสักหน่อย 

“สู้” อีกสักหน่อย 

“ลุย” กันอีกสักตั้ง

“ใส่อารมณ์ บวก! กับมันให้มากขึ้นอีกหน่อย”

อีกนิดเดียวก็จะทะลุกำแพงแล้วครับ

สู้!

อรุณสวัสดิ์ครับ
Un+ Chirdpong (อั๋น เชิดพงษ์)
(Ver. Expanded Edition)
#อันดับ8 #PostOfTheYear2015

Cr: Bob Proctor – thinking into result – ผมปรับบางส่วนเพื่อให้อ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น

อยากฝากถึงคนที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร หาไม่เจอ ชอบหลายอย่าง ไม่รู้จะเอาอะไรเป็นหลัก

http://pantip.com/topic/33008502

วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ก็แค่บันได cr. เพจ. Aten+arnon

"ก็แค่บันได"

เมื่อวานผมเห็นเพื่อนผม
กำลังนั่งดูเทปย้อนหลัง
"ไข่มุก The voice"

"เล่าถึงเส้นทางก่อนมาถึงวันนี้"

ก็ทำให้ผม
นึกถึงคำของอาจารย์ท่านหนึ่ง
เขาเคยพูดไว้เมื่อ7ปีที่แล้วว่า....

"การแข่งขันครั้งเดียว
ไม่สามารถตัดสินอนาคตเราได้"

ถ้าวันนี้เธอไม่ชนะ...

ไม่ได้หมายความว่าเธอจะเอาดีด้านนี้ไม่ได้นะ

"เธอแค่พลาดบันไดเล็กๆอันนี้เท่านั้น"

มันยังมีบันไดอันอื่น
ให้เราขึ้นไปสู่ความสำเร็จอีกมาก

ผมฟังเขาพูดวันนั้น
ผมรู้ว่า....
มันไม่ได้ใช้ได้แค่งานประกวดนะ
แต่...

"มันหมายถึงชีวิต"

หลายคนอยากเป็นศิลปิน นักร้อง ดีเจ
ตั้งเป้าไว้ยิ่งใหญ่
แต่ตกรอบเวทีเดียวเลิกไม่เดินต่อ
ผลคือไม่สำเร็จ

หลายคนสมัครเรียนไม่ผ่าน
สมัครงานไม่ได้
ท้อเลิก
ไม่พยามต่อ

หลายคนเป็นนักขาย
แต่ขายไม่ได้แค่ไม่กี่ครั้ง
ตัดสินใจเลิก
ทิ้งเป้าหมายไป

สมัยผมเริ่มขายรถยนต์
ตั้งเป้าจะเป็นTop sale
ที่มีรายได้1ล้านบาทให้ได้
ตั้งแต่ปีแรกที่ทำงาน

ตอนนั้นเพิ่งเรียนจบอายุ21ย่าง22
ผมตั้งใหญ่เพราะมีวิกฤติปัญหา
เรื่องการเงินครอบครัว
ต้องการจะกู้สถานการณ์ที่บ้านให้ได้

มีนักขายที่เข้ามาพร้อมผม
เกิน70%เลิกไป
เพราะขายไม่ได้ในตอนแรก

เช่นเดียวกับผม
ในช่วงเดือนแรกๆ
ผมเริ่มขาย
20เคสแรกผมขายไม่ได้เลย

จริงๆผมเองก็อยากจะเลิก
ตั้งแต่เคสแรกตามเขาไป

แต่เพราะคำของอาจารย์ท่านนั้น
ที่บอกว่า
แค่เวทีเดียว
ไม่สามารถตัดสินอนาคตเราได้

ทุกครั้งที่พลาด
ผมก็คิดว่า....
เช่นกัน
แค่ลูกค้าคนเดียว
ไม่สามารถตัดสินอนาคตเราได้หรอก

มันเป็นแค่บันไดเล็กๆให้ก้าวไป
ถ้าพลาด
มันยังมีบันได
อันอื่นรอเสมอ

ผมก็เลยเดินหน้าต่อไป
จนเริ่มขายได้
บันไดไหนปิด
ผมก็หาบันไดอื่นต่อ

ผมรู้ว่าทุกบันไดไม่ได้สร้างมาเพื่อผม
ผมเลยหาบันไดขึ้นให้มากที่สุด
ผมเข้าหาลูกค้ามากกว่าใคร

และนั่นทำให้ผมปีนขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
ภายใน4เดือน
ผมมีรายได้100,000
และภายในปีแรกที่ทำงาน
ผมมีรายได้1ล้านบาทตามเป้าที่ตั้งไว้

หลายคนบอกผมโชคดี ดวงดี
มีพรสวรรค์ในการเป็นนักขาย
ผมรู้ดีว่าไม่ใช่ดวงแน่นอน
เพราะผมตั้งไว้แน่นอนว่าจะเอามัน

แต่เรื่องโชคดีผมไม่ปฏิเสธ
เพราะ....
ผมเป็นคนสร้างโชคมันขึ้นมาเอง
ด้วยการหาบันไดปีนให้มากที่สุด
วิ่งเข้าหาโอกาสมากที่สุด
ทำมากกว่าคนอื่น

และผมก็ใช้หลักการ"บันได"นี้
เตือนใจเรื่อยมา
ในทุกๆเป้าหมาย
จนถึงปัจจุบัน

แล้ววันนึง
ผมก็เห็นน้องผู้หญิงคนนึงในทีวี
ในรายการThe Voice

"ไข่มุก"
เรื่องเสียงคงไม่ต้องพูดถึง
น้องเขาพิสูจน์ตัวเองได้ยอดเยี่ยม

ผมได้ยินคนชมน้องเขาว่า
เขาเก่ง เขาโชคดี
ผมเห็นด้วยว่าโชคดีเพราะ
ผมไปนั่งดูYou tube ย้อนหลัง

นอกจากคลิปThe voice
ผมยังเห็นคลิปเก่าๆที่น้องเค้า
ร้องCover ตั้งแต่ยังไม่มีชื่อเสียง
หลายคลิป

และ....
ผมได้ดูคลิปข่าวที่น้องสัมภาษณ์
เขาพูดว่า

"หนูประกวดไปเรื่อยๆหลายเวที"

"เวทีมหาลัย
เวทีอะไรก็เอาหมด
เคยออกมาสเตอคีย์
3ครั้ง
แต่ก็ตกรอบหมด"

"นู๋อัดคลิปCover ลง Youtubeหลายครั้ง"

"หนูเคยมาออดิชั่นThe voiceแล้วเคย ตกรอบมาแล้วตอนปี2
หนูยังไม่เก่ง
ก็ฝึกมาเรื่อยๆจนปี4"

"หนูก็กลับมาอีกครั้ง
ก็ดีใจที่มีวันนี้ค่ะ"

"ผมชัวส์ว่าน้องเค้าโชคดี
ไม่ใช่เพราะโชคดวงไระสาระอะไรพวกนั้น"

"แต่น้องเขาโชคดีเพราะ
น้องเค้าสร้างโชคขึ้นมาเอง
ด้วยการวิ่งเข้าหาโอกาส
รวมถึงสร้างโอกาสขึ้นมาเอง
และ....ลงมือทำจริง"

ไม่ใช่มาประกวดครั้งแรก
แล้วมาถึงตรงนี้เลย
แต่น้องเขาทำมาเยอะมากพอ
และไม่ล้มเลิก

เลยมีวันนี้

เพราะ.....

"เขา....สร้างโชคให้ตัวเขาเอง"

"และไม่ยอมแพ้"

"เมื่อบันไดนี้ปีนไม่ถึง"

"ก็หาบันไดอื่นขึ้นต่อทันที"

"จนถึงวันนี้ผู้คนรู้จักน้องทั่วประเทศ"

ผมนึกคำของอาจารย์ท่านนั้น
ขึ้นมาอีกครั้ง

อย่าให้การแข่งขันครั้งเดียวที่แพ้ 
มาตัดสินอนาคตเรา

มันเป็นแค่บันไดอันนึง

"ยังมีบันไดอันอื่นให้เราขึ้น
ไปสู่ความสำเร็จอีกมาก"

"หาบันไดอันใหม่ขึ้นต่อทันที"

A10(เอเท็น)
Prince of sales

3 วิธีเก่งเร็ว!" ข้อคิดจาก Date with Destiny cr.คุณอั๋น

"3 วิธีเก่งเร็ว!" ข้อคิดจาก Date with Destiny

Live seminar ของ Tony Robbins (ภาค 2)

===

1. ทำไมคนที่รู้ ถึงไม่ทำ ?

นั่นเพราะเค้ายังรู้ลงไปไม่ลึก ถึงระดับที่ 3
เพราะการเรียนรู้นั้น มี 3 ระดับ

ระดับที่ 1 จำได้ในหัว
ระดับที่ 2 มีความรู้สึก
ระดับที่ 3 ร่างกายจำได้!

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ

ตอนเราขับรถใหม่ๆ
เราต้องจำวิธีเปลี่ยนเกียร์ มองกระจก เบรค เปิดไฟเลี้ยวอะไรเต็มไปหมด

จะกลับรถที ต้องคิดแล้วคิดอีก คำนวนแล้วคำนวนอีก!
นั่นคือ ระดับแรก "อยู่ในหัว"

เมื่อผ่านไปนานขึ้น เราขับบ่อยขึ้น
เราจะเกิดอารมณ์ที่ว่า รู้สึกว่าพ้น แล้วขับเลย
รู้สึกว่าผ่าน แล้วแซงเลย
นั่นคือ ระดับที่สอง "รู้สึก - อยู่ในใจ"

และเมื่อทำบ่อยเข้า จัดหนักขึ้น
จนตอนหลัง
ร่างกาย บังคับเองอัตโนมัติเลย
จะแซงจะเลี้ยว โทรศัพท์ไป เล่น Line ไปยังได้

นั่นคือระดับที่ 3 - ร่างกายจำได้!

เพื่อนๆ คิดว่า
ระดับไหน ที่ได้ผลสูงที่สุด ???

และเรื่องนี้ ใช้ได้กับทุกทักษะ
เล่นกอล์ฟ
ว่ายน้ำ
การขาย
พรีเซนต์

และที่สำคัญ
การลงมือทำ ตามเป้าหมายที่ตัวเองอยากเป็น

ทำจนเป็นอัตโนมัติ
ทำจนร่างกายจำได้!

แต่ปัญหาคือ

เราไม่ Focus
เราท้อง่าย
เรายอมแพ้ไปซะก่อน

เรียนสัมมนาโน้นที นี้ที
ไม่โฟกัสอะไรสักอย่าง

เริ่มทำนี่หน่อยก็พอ
นั่นหน่อยก็เลิก

เจออุปสรรคหน่อยก็ท้อ
เจอปัญหาหน่อยก็ถอย

นั่นคือ คุณยังเรียนรู้อยู่แค่ระดับในหัวอยู่เลย!
มันไม่มีทางที่จำสำเร็จหรอก

ถ้าพี่บัณฑิต ยังต้องนึกถึงตัวโน๊ดเวลาต้องคุมวง
ถ้าไมเคิลจอร์อดน ยังต้องคำนวนทุกครั้งที่จะชูทบาส
ถ้าโน้ส อุดม จะต้องคิดวิธีการพูดทุกครั้ง ก่อนที่จะขึ้นเล่นเดี่ยว

แบบนั้นยังไง พวกเค้าก็ไม่มีทางสำเร็จ!

เพราะฉะนั้น
อยากสำเร็จ
Focus ให้แน่
ทำซ้ำๆ ทำบ่อยๆ 
เอาจนให้ร่างหายมันจำได้!

----

2. ยิ่งกว่า Act as if!

และนี่คือ วิธีที่จำทำให้ร่างกาย จำได้ เร็วที่สุด!

ใครที่อ่านเพจผม หรืออ่านหนังสือแนวนี้
คงชินกับคำว่า Act as if
หรือ ทำเสมือนก่อนที่จะเป็นจริง

หมายความว่า 
ก่อนที่เราจะขึ้นพูดบนเวที
ตอนที่เราซ้อม หรือตอนที่เราจะขึ้นเวทีจริง
ให้จินตนาการถึง idol ที่เราชอบ
เช่น โน้ส อุดม
แล้ว Act หรือ ทำเสมือนว่า เราเป็นคนคนนั้น
เมื่อทำไปซักพัก สมองมันจะจำได้
แล้วเราก็จะกลายเป็นคนคนนั้นไปจริงๆ 

นั่นคือขั้นที่ 1

แต่วิธีที่ดีกว่านั้น 
ดีกว่า Act as if
นั่นคือ

"อยู่กับมัน - Live with it"

คุณคิดไปเลยว่า
ถ้าอยากได้เป้าหมายนั้น
มี Porsche  มีบ้าน 2 ชั้น มีเงิน 100 ล้าน

คนคนนั้นต้องมี คุณสมบัติอะไร

กล้า
อดทน
ยืดหยุ่น
ให้
รัก
สนุก
ขยัน
ยืนหยัด

แล้วคุณก็อยู่กับคุณสมบัติเหล่านั้น รู้สึกแบบนั้น ทำตัวแบบนั้น ตั้งแต่วันนี้!

อยู่กับมันไม่นาน
ร่างกายมันจะจำได้
แล้วมันจะวิ่งเข้าหาเป้าหมายของคุณอย่างอัตโนมัติ

แล้วคุณจะได้เป้าหมาย
และ เก่งเร็วแบบไม่น่าเชื่อ!

----

3. Tony Robbins คนนี้ ไม่เคยมีอยู่จริง!

นี่คือคำพูดที่เค้าพูดบนเวที แล้วผมขนลุก

เค้าบอกว่า
ในอดีต
มันก็มีแต่ เด็กไม่มีงาน
ไม่มีเงิน
ไม่มีข้าวกิน

แต่ที่เค้ามีวันนี้

วันที่พูดได้แบบนี้
วันที่สามารถสะกดคนเป็นหมื่นใน Hall ได้

นั่นเกิดขึ้นมาจากที่เค้า สร้างมันขึ้นมาทั้งนั้น!

Jim Rohn อาจารย์คนแรกๆ ของ Tony Robbins พูดเวทีมากแค่ไหน
Tony ทำมากกว่า อาจารย์ 3 เท่า!

ทำจบ รีบหา Feedback หาข้อพัฒนาจากทีมงานทันที!

เลยทำให้เค้ามีวันนี้!

เพราะฉะนั้น
อยากเก่งเร็ว มันต้อง

ทำ ทำ ทำ ซ้อม ซ้อม ซ้อม

เท่านั้น

-----

และนี้ คือ วิธีทำให้เก่งเร็ว

ใครชอบข้อไหน เอาไปใช้ได้

จัด!

Un+Chirdpong (อั๋น เชิดพงษ์)
mastermindthailand.com

PS: โพสเก่าใครพลาดไป ตามได้ที่

รีวิว Date with Destiny Part I 
https://www.facebook.com/lifesuccessplus/posts/993490220694833