วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

17 เหตุผลที่เจ๊ง ในการทำธุรกิจ

http://www.vittarot.com/2014/04/1-%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%8A%E0%B8%87/

ผมได้มีโอกาสดูไพ่ให้ลูกค้าที่ทำธุรกิจครั้งแรกแล้วมีทั้งที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ หลังจากที่นั่งสังเกตวิธีคิด วิธีทำธุรกิจของลูกค้าที่ “เจ๊ง” ด้วยธุรกิจครั้งแรก มันทำให้ผมทราบว่าคนเหล่านี้มีบางอย่างที่เหมือนกัน สำหรับใครก็ตามที่กำลังอยากจะเริ่มต้นทำธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่ยังไม่มั่นใจรวมถึงกลัวที่จะเริ่มต้น กลัวเจ๊ง คุณจะได้กำไรจากการเรียนรู้ความผิดพลาดของคนอื่นครับ

1. ไม่มีที่ปรึกษาที่ดี

การหาที่ปรึกษาที่ดีไม่ใช่การปรึกษาเพื่อนร่วมงานหรือมนุษย์เงินเดือนด้วยกัน ลูกค้าของผมส่วนใหญ่ที่เจ๊ง เพราะเลือกที่จะปรึกษาคนระดับเดียวกันที่ยังไม่เคยทำธุรกิจ เลยทำให้นอกจากจะขาดแนวทางที่ดี ยังขาดการเข้าใจปัญหาที่ถูกต้องอีกด้วย

2. เลือกคนผิด

หลายคนตัดสินใจทำธุรกิจครั้งแรกด้วยความไม่มั่นใจ เลยดึงเอาคนอื่นมาร่วมกันทำธุรกิจเพื่อเป็นหุ้นส่วน ประเด็นคือการหาหุ้นส่วนไม่ใช่เรื่องผิด แต่ที่ทำให้เจ๊งจริงๆตกลงผลประโยชน์กันไม่ได้ บางคนหุ้นส่วนทิ้งงาน  ทะเลาะกับลูกค้า มีความคิดเห็นขัดแย้งกันเอง เป็นต้น

3. ใช้เงินคนอื่นลงทุน

ตรงนี้ขัดแย้งกับความเชื่ออันเดิมของผมเป็นอย่างมาก หนังสือการเงินส่วนใหญ่สอนให้ใช้เงินคนอื่น แต่นี่คือสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เจ๊ง เพราะการเอาเงินคนอื่นมาลงจะทำให้มองไม่เห็นคุณค่าของเงิน ไม่รู้ว่าสิ่งที่เอามาลงนั้นมีมูลค่าขนาดไหน คล้ายกับพ่อแม่ซื้อ iphone ให้กับเก็บตังค์ซื้อ iphone เอง ความรัก ความภูมิใจ การถนอมธุรกิจมันแตกต่างกัน

4. อายที่จะเป็นนักขาย

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ คนที่เริ่มทำธุรกิจครั้งแรกหลายคนไม่กล้าที่จะเป็นนักขาย บริษัทใหญ่จะเจริญเติบโตและมีรายได้ได้อย่างไรถ้าไม่มีระบบการขายที่ดี ธุรกิจเล็กๆจะรอดได้อย่างไรถ้าการขายเป็นสิ่งที่ถูกละเลย

5. ซ้ำจนเกร่อ

รู้ไหมครับ ลูกค้าของผมส่วนเจ๊งจากธุรกิจอะไร ให้ทายซักครู่  5… 4… 3… 2… 1… ลูกค้าส่วนใหญ่ของผมเจ๊งจากธุรกิจขายกาแฟครับ โชคดีในยุคนี้คือกาแฟกลายเป็นของทานเล่นที่คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนใช้กินกัน ร้านกาแฟไม่ใช่ไม่ดี แต่ถ้าหาจุดที่ไม่ซ้ำคนอื่นไม่ได้โอกาสรอดก็ยาก (ลูกค้าผมท่านหนึ่งเปิดร้านกาแฟแล้วรวย เพราะเป็นคนสวยมาก)

6. คิดว่าเงินธุรกิจคือเงินตัวเอง

ข้อนี้เป็นเรื่องที่ประหลาดใจมากๆ เพราะลูกค้าผมที่ประสบความล้มเหลวบอกกับผมว่าทำแล้วไม่มีกำไร พอผมถามเรื่องต้นทุนกับการขายปรากฏว่ามีกำไรแน่ๆ ถามไปถามมา กำไรของธุรกิจถูกเอามาใช้กับเรื่องส่วนตัวหมด เลยทำให้กำไรเป็นขาดทุนทันที

7. หาลูกน้องดีๆไม่ได้

สำคัญใครก็ตามที่เปิดร้านแล้วต้องมีคนเฝ้า น่าประหลาดที่การหาลูกน้องเป็นเรื่องที่ยากมากๆในยุคนี้  หลายๆเจ้าของต้องลงไปทำเอง ซึ่งกำไรที่ได้ไม่คุ้มค่าตัวตัวเองแน่ๆ เลยทำให้ต้องตัดสินใจ เจ๊ง ไปโดยปริยาย บางคนได้ลูกน้อง แต่เอาลูกน้องมาดูปุ๊ปยอดตก เพราะได้ลูกน้องค่าแรงถูก แต่บุคลิกหรือการพูดกับลูกค้าไม่ได้เลย บางคนหนักหน่อย โดนขโมยของเสียเอง

8. อีโก้แรง

การเป็นมนุษย์เงินเดือนคุณจะง้อหรือไม่ง้อลูกค้าก็ได้บริษัทคือส่วนเสียหาย ไม่ใช่พนักงาน แต่การทำธุรกิจครั้งแรกจำเป็นที่ต้องง้อลูกค้าอย่างมหาศาล ตราบใดที่รายได้ยังไม่สะพัด การหยิ่งเลือกไม่ง้อลูกค้าถือว่าเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง

9. ขาดความมั่นใจดื้อๆ

เวลาที่ลงทุนทำอะไรแล้วไม่เป็นไปอย่างที่คิด แรกสุดเราต้องหาสาเหตุให้ได้ก่อนว่าเพราะอะไรทุกอย่างถึงไม่เป็นไปตามความคิด แต่คนส่วนใหญ่ที่เจ๊ง พอเจออุปสรรคที่นอกเหนือจากที่วางแผน ก็ท้อใจ และขาดความมั่นใจเอาดื้อๆ ทำให้หลายๆครั้งปัญหาเล็กๆอย่างเช่น ขาดทุน กลายเป็นสวิตช์ปิดตายความสำเร็จไปเลย

10. เจอเรื่องไม่คาดฝัน

ม็อบปิดถนน คู่แข่งมาเปิดแข่ง หุ้นส่วนทะเลาะแล้วขอแยก ลูกน้องทิ้งร้าน ลูกค้าไม่พอใจแล้วโวยวาย เป็นต้น สาเหตุเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ล้วนได้ชื่อว่าไม่คาดฝันทั้งนั้น ทำให้จำใจต้องเจ๊งไปโดยปริยาย

11. ศรัทธา Passive Income มากจนเกินไป

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเจ้าของไม่ลงมาทำเอง หนังสือต่างๆมากมายรวมไปถึงนักพูดส่วนใหญ่เอา Passive Income เอามาใช้อย่างสวยหรู แน่นอน หลักประกันของ Passive Income มีสองอย่าง คือหนึ่งระบบคุณต้องแข็งแรงมากๆ และสองลูกน้องหรือผู้ร่วมธุรกิจจะต้องรักคุณมากๆจนไม่กล้าทำให้คุณผิดหวัง ส่วนใหญ่ไม่มีทั้งสองทาง เลยติดกับดักของ Passive Income

12. ไม่มีเวลา

มีลูก พ่อแม่ป่วย ย้ายบ้าน ย้ายที่ทำงาน การไม่มีเวลาดูแลธุรกิจเป็นเรื่องที่ยากมากๆที่จะทำธุรกิจเติบโตไปได้ ผมเห็นคนที่ไม่มีเวลาจะทำแล้วธุรกิจค่อยๆเจ๊งไปมาเยอะ ลูกค้าผมหลายท่านก็พูดให้ฟังเรื่องการบริหารเวลาที่มีน้อยมากๆเมื่อเทียบกับภาระ เลยกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้เจ๊งไปเลย

13. ดูถูกธุรกิจตัวเอง

ทัศนคติเป็นเรื่องชี้เป็นชี้ตายสำหรับธุรกิจ หลายๆคนดูถูกสิ่งที่ตัวเองทำ บางคนเรียนสูง เปิดร้านกาแฟแต่ไม่ยอมลงมาทำเอง เพราะเขารู้สึกว่ามันไม่สมศํกดิ์ศรีการเรียนของเขา ความจริงคืออะไรที่หาเงินได้แล้วถูกกฏหมาย ถูกศีลธรรมมันไม่มีคำว่าเสียศักดิ์ศรีหรอก

14. ลงทุนไม่รู้จักจบจักสิ้น

การเป็นคนชอบความสมบูรณ์แบบเป็นสิ่งดี แต่หลายๆครั้งเงินทุนและกำไรทั้งหมดเอาไปลงเพื่อความสมบูรณ์แบบ ทำให้ต้นทุนของธุรกิจสูงจนน่าใจหาย สุดท้ายได้กำไรมาเท่าไหร่ ต้องหมุนเป็นเงินลงทุนหรือไม่ก็ดอกเบี้ยธนาคารทั้งสิ้น

15. คิดว่าการเริ่มต้นคือความสำเร็จ

หากคิดว่าความสำเร็จคือการเริ่มต้น นั่นเป็นความคิดที่น่ากลัวมาก ลูกค้าผมหลายคนเขารู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้วหลังจากตัดสินใจลงมือทำธุรกิจ แต่ตอนที่ผมออกมาเป็น Freelance เองถึงได้รู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ผมโชคดีที่ได้รับโอกาสจาก CEO หลายท่านที่เมตตามอบหมายให้ทำงานให้ ทุกคนสอนผมเหมือนกันหมดว่าการเริ่มต้นยากและเหนื่อยที่สุด ดังนั้นคุณต้องทำใจการเริ่มต้นคือการเริ่มเหนื่อย มันยังไม่ใช่ความสำเร็จ

16. ทุกอย่างเป็นความผิดของคนอื่น

การเมือง เศรษฐกิจ เพื่อนร่วมงาน หุ้นส่วน พ่อแม่พี่น้อง เพื่อนฝูงมิตรสหาย และเลวร้ายที่สุด คู่แข่ง และที่เลวร้ายที่สุด โทษ “ลูกค้า” การโทษคนอื่นเป็นการง่ายที่จะทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ผิด แต่คนที่ประสบความสำเร็จและร่ำรวยล้วนเป็นคนที่โทษตัวเองเป็นอันดับแรกทั้งสิ้น ข้อดีของการโทษตัวเองคือมันจะได้รู้จุดที่ปรับเปลี่ยนตัวเองทัน แล้วเอาไปใช้เพื่อหาเงินหาทองครับ

17. หมดแรงก่อนถึงเป้าหมาย

อันนี้เป็นเหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผลที่สุด ความขี้เกียจ ท้อแท้ หมดแรงเป็นศัตรูตัวร้ายอยู่ทุกวงการอยู่แล้ว หลายๆคนทำธุรกิจด้วยความอยากทำ พอทำแล้วก็เกิดความขี้เกียจแล้วพาลไม่อยากทำ ผมอยากจะบอกว่าถ้าคุณรักในสิ่งที่คุณทำ คุณจะไม่มีวันขี้เกียจ เหตุผลเดียวที่คุณยังคงขี้เกียจ แสดงว่าคุณยังไม่มีเป้าหมายชีวิตที่อยากไปให้ถึงนั่นเอง คนที่มีชีวิตที่ดีคือคนที่สู้แล้วไม่ยอมแพ้ คุณคือนักสู้หรือเปล่า ถ้าใช่ ขอให้จดจำ 17 ข้อนี้ให้ดี แล้วชีวิตคุณจะพบเจอจุดเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนแปลงไปสู่วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าเดิม
สู้ๆ ฝันใครฝันมัน เราไม่ทำ ใครจะทำให้เรา
วิชญ์
www.vittarot.com
ขอขอบคุณภาพสวยๆจาก https://www.flickr.com/photos/saracimino/

บทความน่าอ่านอีกเยอะ

ขีดเส้นใต้ทำไฮไลท์ไม่ช่วยการจดจำ


4 คำเตือน ก่อนใช้ ผ้าอนามัย ลดโอกาสการเป็น มะเร็งปากมดลูก



เอามาฝากสาวๆกันคะ
4 คำเตือน ก่อนใช้ ผ้าอนามัย ลดโอกาสการเป็น มะเร็งปากมดลูก
สาวๆ คนไหนไม่รู้จัก ผ้าอนามัย บ้างคะ คงจะไม่มีใครที่ไม่รู้จักใช่ไหมคะ แต่จะมีสักกี่คนนะที่ใช้ได้อย่างถูกต้อง วันนี้เราเลยมีเรื่องเกี่ยวกับ ผ้าอนามัย มาฝากสาวๆ กันค่ะ
1. เปลี่ยนบ่อยอย่างน้อย 2 ผืน ความอับชื้นจะทำให้แบคทีเรียในผ้าเติบโตได้ดี จนคุณอาจจะติดเชื้อในช่องคลอด ยิ่งถ้าสะสมไว้นานๆ ขอบอกว่านี่ล่ะตัวการมะเร็งปากมดลูก
2. หลีกเลี่ยงที่ชื้นแฉะ ไม่ควรเก็บผ้าอนามัย ไว้ในห้องน้ำ ถึงแม้คุณจะเก็บในลิ้นชักห่างไกลจากบรรดาก๊อกน้ำแล้วก็ตาม เพราะเนื้อผ้าที่อ่อนนุ่ม อมความชื้นได้ดี เหมาะจะเป็นที่เฮฮาปาร์ตี้ขอองเชื้อโรคเป็นที่สุด เพื่อความปลอดภัยควรเก็บผ้าอนามัย ไว้ในที่ที่แห้ง สะอาด อย่างตู้เสื้อผ้าจะดีกว่า
3. อ่านวันหมดอายุก่อนใช้ ผลสำรวจบอกว่ามีผู้หญิงไม่ถึง 1% ที่จะสังเกตวันหมดอายุของ ผ้าอนามัย ทั้งๆ ที่มันก็เหมือนกับสินค้าอื่นๆ ยิ่งใกล้วันหมดอายุเท่าไรคุณภาพก็จะยิ่งลดลง
4. ผ้าแบบซึมซับมากประโยชน์น้อย ผู้หญิงบางคนชอบใช้ ผ้าอนามัย แบบซึมซับได้มากๆ เพื่อที่จะไม่ต้องเปลี่ยนเลยตลอดวัน ขอบอกว่านี่เป็นความคิดที่อันตรายมาก เพราะเลือดเป็นอาหารของเชื้อแบคทีเรีย หลักการใช้ผ้าอนามัยที่ถูกคือต้องเปลี่ยนทุกๆ 2 ชั่วโมง เพื่อให้จุดซ่อนเร้นสะอาดไม่อับชื้น วิธีนี้ช่วยลดโอกาสการเป็นมะเร็งปากมดลูกได้อีกทางหนึ่งด้วย
******************* ******************
cr : @ศูนย์สุขภาพ Health Home ลดน้ำหนัก สุขภาพ ผิวพรรณและความงาม

ห้าห้องเปลี่ยนนิสัย

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากhttps://storify.com/yoware/5?utm_content=storify-pingback&utm_medium=sfy.co-twitter&awesm=sfy.co_gTN6&utm_source=inagist.com&utm_campaign

และ IRS Taladhoon
รวมมุมมอง และ แนวคิด 5 ห้องเปลี่ยนนิสัย ของ อนันต์ อัศวโภคิน
- "ทุกวันนี้โลกวุ่นวายไม่ใช่เพราะคนไม่มีการศึกษา แต่เพราะคนนิสัยไม่ดี และมีการศึกษาเยอะ"
- ในขณะที่คนอื่น ๆ บอกว่าต้องเร่งยกระดับการศึกษาของชาติ แต่คุณอนันต์ ตั้งคำถามว่า คนที่ประสบความสำเร็จจะต้องเรียนเก่งจริงหรือไม่ ?
- คุณอนันต์บอกว่า ประเทศไทยเน้นเรื่องการศึกษามาก จนลืมเรื่องความสำคัญของการฝึก "นิสัย" คนไทยควรจะมีนิสัยอย่างไร จึงจะเจริญก้าวหน้าในชีวิต
- คนที่มีนิสัยดีเหมือนเรามีเครื่องจักรที่ดีในตัว ไม่ว่าไปทำอะไรก็จะดี
- นิสัยที่ดี ฝึกไม่ยาก เริ่มจากที่บ้านใน 5 ห้อง : 1. ห้องนอน 2. ห้องน้ำ 3. ห้องแต่งตัว 4. ห้องกินข้าว 5. ห้องทำงาน
1.ห้องนอน : ฝึกทำใจให้ว่าง ทำสมาธิ ล้างใจสะอาด นอนได้เต็มที่ และฝึกตื่นให้เป็นเวลา เก็บที่นอน เปิดหน้าต่างให้เคยชิน
- "ถ้าเราเป็นคนไม่ตื่นตามเวลา ใช้ปุ่ม Snooze เพื่อที่จะตื่นมากด Snooze อีกที เราจะกลายเป็นคนที่ทำงานเสร็จนาทีสุดท้ายเสมอ"
2.ห้องน้ำ ฝึกการใช้น้ำอย่างประหยัด เกรงใจคนอื่น รักษาเวลา การฝึกล้างห้องน้ำให้เป็น จะช่วยฝึกให้เราไม่ดูถูกคน เป็นคนไม่เลือกงาน ไม่มีทิฐิ
- "สมัยเด็ก บ้านผมไม่ได้มีฐานะ แต่มีคนถึง 31 คน น้ำก็ต้องใช้ประหยัด เข้าห้องน้ำนานไม่ได้ เพราะคนอื่นก็ต้องใช้เหมือนกัน"
- "ผมล้างห้องน้ำมาจนโต ทำให้ทุกงานผม ห้องน้ำต้องสะอาด เสียอย่างเวลาขึ้นเครื่อง บางทีผมต้องเสีย 15 นาทีเช็ดห้องน้ำจนสะอาด"
- "คนว่าผมสร้างห้างมาให้คนเข้าห้องน้ำทั้ง Terminal 21 หรือ Fashion ก็ยอมรับครับ ตอนนี้มีคนมาเข้าห้องน้ำห้างผมวันละเป็นแสน"
3.ห้องอาหาร ฝึกการทานอาหาร นั่งพร้อมหน้ากัน รู้จักแบ่งปัน ตักข้าวแล้วต้องกินให้หมด ดังนั้นต้องตักให้พอดีตัว และตักให้พ่อแม่หรือคนอื่นก่อน
- "ไข่พะโล้ 2 ฟอง นั่งกัน 4 คน เราต้องแบ่งกันคนละครึ่งฟอง และตัดให้แม่ก่อน จนติดนิสัยให้คนอื่นก่อน เช่นเวลาเข้าออกลิฟต์"
4.ห้องแต่งตัว ฝึกให้รู้จักตัดใจ เสื้อผ้าไม่ใส่ต้องทิ้ง เสียสละให้คนอื่น ใช้สิ่งของต่าง ๆ อย่างพอดีตัว
- "ไม่ใช่จะใช้ชีวิตแย่ ๆ แต่เท้ามีแค่สองข้าง จะมีรองเท้ามากมายทำไม อะไรไม่ได้ใส่เกินสองเดือนเอาไปบริจาคเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่"
5.ห้องทำงาน ฝึกจัดลำดับความสำคัญ อย่าให้มีอะไรรกบนโต๊ะทำงาน กระดาษที่กองเต็มโต๊ะ บอกนิสัยไม่ตัดสินใจ หรือไม่มั่นคงทางใจ กลัวไม่มีข้อมูล
- "เวลาผมเจอใครกระดาษกองเต็มโต๊ะ ผมคิดเลยว่าคนนี้ไม่กล้าตัดสินใจ หรือ Insecure กลัวขาดข้อมูล ทั้งที่มันมีในมือถือหมดแล้ว"
- "ห้องทำงานผมไม่มีกระดาษบนโต๊ะ ไม่มีโทรศัพท์เพราะใช้มือถือ ไม่มีคอมพ์เพราะใช้แท็บเล็ต ตอนนี้มีห้องไว้โชว์ว่าว่างเปล่า"
****
- ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องแต่งตัว ห้องอาหาร และห้องทำงาน 5 ห้องนี้จะฝึกให้เรา รักษาความสะอาด มีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา สุภาพ และฝึกสมาธิให้ใจสะอาด
- "คนเรียนเก่งไม่ใช่คนเก่งเสมอไป แต่คนเก่งมักมีนิสัยสร้างความเจริญก้าวหน้า เรื่องนี้อย่าสอนแต่ในห้องเรียน เริ่มจากที่บ้าน"
****
ขอขอบคุณการสรุปคำพูดดีๆ จากคุณ Yoware ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

วันพุธที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ขายดีจนเจ๊ง (สาเหตุเกิดจากอะไรลองอ่านดูครับ)


ขายดีจนเจ๊ง (สาเหตุเกิดจากอะไรลองอ่านดูครับ)
คนค้าขายบางคน บางเจ้า ขายดีจนเจ๊ง...
ไม่ได้ผิดหรอกครับ ผมหมายความอย่างนั้นจริงๆ ขายดี...จนกระทั่งธุรกิจเจ๊ง แล้วต้องปิดตัวลงแบบเจ้าตัวยังงงๆ กับชีวิตว่าเกิดอะไรขึ้น
เหตุการณ์เช่นนี้ มักเกิดขึ้นกับ SMEs ในบ้านเรา ที่เริ่มต้นเติบโตมาจากระบบเจ้าของคนเดียว มีความเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เอาความเชี่ยวชาญนั้นมาทำธุรกิจ จนประสบความสำเร็จ เจริญก้าวหน้า มีลูกค้ามากมาย
แต่อยู่ๆ ก็เกิดอาการซวนเซ แล้วเจ๊งไปซะง่ายๆ มีเพื่อนรายหนึ่ง อยู่ในอาการที่ว่ามานี้ โชคดีที่มาถามก่อนเจ๊ง เพื่อนมาถามผมว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งๆ ที่ธุรกิจไปได้ดี ลูกค้ามากมาย ยอดขายแต่ละวัน...นับเงินเมื่อยมือ แต่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาใช้ในธุรกิจ เหมือนเติมไม่เต็ม ตลอดหลายปีที่ทำธุรกิจมา
ผมเริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ ว่า "เป็นเจ้าของกิจการมีเงินเดือน เดือนละเท่าไหร่?"
เงียบ...แทนคำตอบ ก่อนที่จะถามกลับมาว่า ทำไมต้องมีเงินเดือน ในเมื่อเป็นเจ้าของอยู่แล้ว
ผมถามคำถามที่สอง "แล้วเจ้าของใช้เงิน เดือนละเท่าไหร่?"
ลังเลนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบว่า ไม่รู้ว่าเดือนละเท่าไหร่ เพราะจะใช้อะไรก็หยิบไปจากลิ้นชัก ไม่ได้จดไว้ว่าเท่าไหร่ อาศัยว่าถ้าเงินพอก็หยิบไปได้ ถ้าไม่พอ ก็รอให้เงินพอก่อน แล้วค่อยหยิบ
ผมถามคำถามที่สาม "เงินที่หยิบจากลิ้นชักไป เอาไปซื้ออะไรบ้าง"
คราวนี้สาธยายยาวเหยียด...ก็ซื้อทุกอย่าง กินข้าว ซื้อของเข้าบ้าน เลี้ยงสังสรรค์ ผ่อนรถ...ฯลฯ
ผมสรุป..."นั่นแหละสาเหตุ"
คนทำธุรกิจแบบโตมากับมือ ส่วนใหญ่เป็นแบบเพื่อนผมนี่แหละครับ ไม่เคยตั้งเงินเดือนให้ตัวเอง ไม่เคยจดว่าใช้เงินไปเท่าไหร่ และใช้ไปกับเรื่องอะไร ทั้งหลายทั้งปวงสรุปได้ 3 สาเหตุใหญ่ คือ
สาเหตุประการแรก ไม่แยกแยะเงินของธุรกิจออกจากเงินส่วนตัว การที่ไม่ตั้งเงินเดือนให้ตัวเอง เพราะคิดว่าตัวเองคือเจ้าของธุรกิจ และเป็นเจ้าของเงินทั้งหมดอยู่แล้ว จะใช้อย่างไรก็ได้ นั่นคือแนวคิดเริ่มต้นที่ผิด เพราะต้องมองให้ธุรกิจเป็นเหมือนบุคคลอีกคนหนึ่ง ที่เรารับจ้างทำงานให้อยู่
เวลาเราจ้างลูกจ้าง จ่ายเงินเดือนชัดเจน ใช้เกินกว่านั้นไม่ได้ แต่ตัวเราซึ่งรับจ้างธุรกิจที่เราก่อตั้งขึ้นมา กลับใช้เงินได้ไม่จำกัด ซึ่งส่งผลทำให้เงินที่เป็นค่าใช้จ่ายด้านเงินเดือนไม่คงที่ในแต่ละเดือน ขึ้นอยู่กับเราจะเมามันหยิบมาใช้มากน้อยแค่ไหน
ดังนั้น ต้องตั้งเงินเดือนให้ตัวเอง แล้วจ่ายเงินเดือนเมื่อสิ้นเดือนเหมือนพนักงานคนอื่นๆ แล้วต้องใช้เงินแค่นั้น ห้ามเกิน ถ้าเกิน ก็ห้ามหยิบมาจากลิ้นชักอีก ต้องไปหายืมคนอื่นเอาเอง ห้ามยืมจากลิ้นชัก ถ้าจะยืมจากลิ้นชักจริงๆ ก็ต้องจด แล้วนำมาคืนอย่างเคร่งครัด
สาเหตุประการที่สอง ไม่ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย เมื่อจ่ายเงินเดือนให้ตัวเองมาแล้ว ควรจะทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ให้ตัวเองด้วย คร่าวๆ ก็ได้ เอาพอรู้ว่า แต่ละวันจ่ายอะไรไปเท่าไหร่ เหลือเงินใช้ได้อีกเท่าไหร่ ไม่ใช่ใช้สนุกมือไปเรื่อย เพราะเห็นว่าธุรกิจขายดี
ถ้าคิดว่าขายดี และเงินเดือนที่ตั้งให้ตัวเองไม่พอใช้ ขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองซะ จะขึ้นเท่าไหร่ไม่มีใครว่า แต่ควรเป็นตัวเลขที่มีเหตุผล และไม่ทำให้กระทบกับรายรับของธุรกิจ จะรู้ได้อย่างไรว่าไม่กระทบ ต้องทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของธุรกิจด้วย อันนี้ถ้าไม่ทำ...แย่เลยนะ ของส่วนตัวขี้เกียจทำ ใช้ระบบนับเงินที่เหลือในกระเป๋ายังพอได้ แต่ของธุรกิจ ไม่ทำบัญชี เดี๋ยวจะรวยแบบไม่รู้เรื่อง และเจ๊งแบบไม่รู้เรื่องเช่นกัน
สาเหตุประการที่สาม ใช้เงินผิดประเภท เพื่อนผมเอาเงินที่หยิบจากลิ้นชักไปซื้อข้าวกิน ไปเลี้ยงสังสรรค์ ไปซื้อของใช้เข้าบ้าน ไปผ่อนรถ...ฟังดูแล้ว ล้วนแต่เป็นเรื่องส่วนตัวทั้งสิ้น เรื่องส่วนตัวต้องใช้เงินส่วนตัว คือเงินเดือนของตัวเอง แต่เงินของธุรกิจ ควรจะจ่ายในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น ชำระหนี้การค้า ซื้อวัตถุดิบ จ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง ฯลฯ อะไรก็ได้ ที่เกี่ยวกับธุรกิจ
ตอนที่รับเงินจากลูกค้า ในเงินแต่ละก้อนที่ได้รับ ประกอบด้วย ต้นทุนของสินค้า ต้นทุนค่าดำเนินการ และกำไร อยู่ในนั้น แต่เวลาที่เราหยิบออกมาจ่าย เรากลับมองว่าวันนี้รับมาเท่าไหร่ โดยมองว่าเป็นรายรับล้วนๆ ไม่คิดจะแยกทุนแยกกำไรกันเลย พอเอาไปใช้ผิดประเภท เท่ากับว่าได้ใช้ทั้งกำไรและต้นทุนไปทั้งหมด ก็จะอยู่ในอาการ "ทุนหด...กำไรไม่เหลือ"
อีกรายเป็นญาติของเพื่อน ขายไก่ย่าง ขายดิบขายดี เลี้ยงไก่เองด้วย เรียกว่าครบวงจร ขายดีจนย่างแทบไม่ทัน ออกมาเท่าไหร่ ขายหมด ขายจนเหนื่อย แต่ที่เหนื่อยกว่าคือ ขายไปพักใหญ่ ทำไมทุนหายกำไรหด ทุนหมดกำไรไม่เหลือ
สาเหตุหลักไม่หนีกรณีเพื่อนผมครับ คือ 3 สาเหตุหลักนั้น เหมือนกันทุกประการ ไม่มีการตั้งเงินเดือนของคนทำงานแต่ละคน แต่รายนี้มีคนทำหลายคน ทำกันทั้งครอบครัว ไม่มีการทำบัญชีรับ-จ่าย เอาเงินไปใช้ผิดประเภท...ครบเครื่องเลย
แต่สิ่งที่น่าใช้เป็นกรณีศึกษาเพิ่มเติมคือ รายนี้มีลักษณะของ 2 ธุรกิจ ที่เชื่อมโยงกันอยู่ อันหนึ่งเป็นเสมือนโรงงานผลิตวัตถุดิบ คือส่วนที่เป็นโรงเลี้ยงไก่ ที่มีลักษณะของธุรกิจแบบหนึ่ง อีกส่วนเป็นหน้าร้าน ที่นำวัตถุดิบมาแปรรูปเป็นไก่ย่างจำหน่าย ลักษณะของธุรกิจแตกต่างกันกับโรงเลี้ยง
ถ้าคิดแบบไม่ซับซ้อน ให้เห็นภาพเข้าใจง่าย คิดเสียว่า ถ้าต้องไปซื้อไก่จากตลาดมาย่างขาย จะต้องจ่ายเงินค่าไก่ให้แม่ค้าอย่างไร ส่วนใหญ่ต้องจ่ายสดเป็นรายวัน ถ้าซื้อเยอะ เครดิตดีหน่อย อาจได้เครดิตในระยะสั้นๆ วัน สองวัน
เช่นเดียวกัน ไก่ที่มาจากโรงเลี้ยงของเราเอง ก็ต้องจ่ายเงินสดให้เป็นรายวัน แม้เจ้าของจะคนเดียวกัน ก็ต้องแยกกระเป๋าเงินออกจากกัน กระเป๋านี้สำหรับโรงเลี้ยงไก่โดยเฉพาะ อีกกระเป๋าสำหรับร้านไก่ย่าง
ยิ่งถ้าเป็นผัวเมียช่วยกันทำ น่าจะแยกให้ผัวเป็นซีอีโอของโรงเลี้ยงไก่ แล้วเมียเป็นซีอีโอของร้านไก่ย่าง ผัวก็รับเงินเดือนของโรงเลี้ยงไก่ไป ถ้าไปช่วยย่างไก่ด้วย ก็รับเงินอีกส่วนจากร้านไก่ย่าง เรียกว่าได้ค่าจ้างจาก 2 แหล่ง เพราะทำงาน 2 ที่ ขณะที่เมียย่างไก่อย่างเดียว ก็รับเงินเดือนที่เดียว ห้ามมายุ่งกับเงินของโรงเลี้ยงไก่
การแบ่งแยกให้เกิดความชัดเจนเช่นนี้ จะทำให้การบริหารจัดการธุรกิจทำได้ง่ายขึ้น ถ้าพบว่าส่วนของโรงเลี้ยงไก่ไม่ทำเงิน เลี้ยงตัวเองไม่ได้ ก็ไม่ต้องแบกภาระ ยุบทิ้งไปซะ แล้วซื้อไก่จากตลาดมาทำไก่ย่างต่อไปได้ หรือถ้าธุรกิจไก่ย่างไม่ดี ก็เลี้ยงไก่อย่างเดียว เอาไปส่งขายคนอื่นแทน
แต่กรณีของญาติเพื่อนนี้ เงินที่ขายไก่ย่างได้ถูกเก็บเข้ากระเป๋าทั้งหมด เอาไปใช้ซื้อของตามใจชอบ เพราะได้เงินเยอะเกินคาด...ไม่ใช่เกินคาดหรอกครับ เพียงแต่เงินที่ได้มา มีมูลค่าจากการขายไก่ย่างปะปนกับต้นทุนของไก่จากโรงเลี้ยง เลยดูว่าเงินเหลือเฟือ
แล้วก็ต้องหาเงินมาเติมใส่โรงเลี้ยงไก่ไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นยอดหนี้ที่ฝั่งโรงเลี้ยง แต่ฝั่งของหน้าร้านเงินสะพัด ใช้จ่ายกันได้มันมือ
จากกรณีศึกษาทั้งคู่นี้ ทำให้เห็นชัดเจนว่า อย่ารีบดีใจว่าขายได้เงินเยอะ ตราบใดที่ยังไม่ได้ทำบัญชีรับ-จ่าย ให้ชัดเจน ยังไม่ได้ตั้งเงินเดือนให้คนช่วยทำงานทุกคนอย่างชัดเจน บางคนอาจได้ค่าจ้างรายวัน บางคนรายสัปดาห์ บางคนรายเดือน บางคนเหมางานเป็นครั้ง ไม่แปลกที่จะมีวิธีจ่ายค่าจ้างแบบหลากหลาย แต่ต้องมีความชัดเจนว่าจะจ่ายคนละเท่าไหร่ แล้วห้ามมาหยิบเงินจากการขายไปใช้โดยพลการ
ไม่เช่นนั้น ท่านอาจหนีไม่พ้นสถานการณ์ ขายดี...จนเจ๊ง...
ที่มา.. http://www.sentangsedtee.com/

รวยด้วย EBook ขั้นตอนและแนวคิดสร้างรายได้แบบยั่งยืน

cr:       http://ewritor.com/%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2-ebook-%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B5.php


กระแส EBook ในประเทศกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทุกวัน หลายคนเริ่มต้นเขียน EBook ขายสร้างรายได้ 6-7หลัก ได้แบบสบายๆ อีกหลายคนอยากที่จะเริ่มต้นแต่ยังไม่แน่ใจว่าควรจะเขียนดีไหม มีหลากหลายความคิดเห็นที่แสดงทัศนะต่อเรื่องนี้
ผมเองคิดว่า EBook นั้นคือความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในอนาคตอันใกล้กับวงการหนังสือของบ้านเรา มีความต้องการข้อมูลบางอย่างที่สามารถนำไปใช้งานได้เลยมีเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากหนังสือมีต้นทุนการผลิตที่สูง ใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน เรื่องที่เฉพาะด้านมากๆ มักไม่ได้รับความสนใจจะตีพิมพ์เพื่อออกจำหน่ายด้วยเงื่อนไขทางการตลาด
EBook ได้ทำลายกำแพงที่ขวางกั้นการเผยแพร่เนื้อหาด้วยเงื่อนไขที่หนังสือไม่สามารถทำได้ลงอย่างสิ้นเชิง ต้นทุนของการเผยแพร่และจัดจำหน่ายต่ำลง อีบุ๊กสามารถเข้าถึงกลุ่มคนที่ต้องการข้อมูลนั้นจริงๆ ข้อมูลที่จำเป็นและสามารถนำไปใช้งานได้ทันที โดยที่ประยุกต์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ยุคของข้อมูลข่าวสาร ความรวดเร็วของการเข้าถึงองค์ความรู้เฉพาะด้านต่างๆมีมากขึ้นทุกวัน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูล เพราะใช้พื้นที่น้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับหนังสือเล่ม ต้นทุนในการผลิตที่ต่ำลง อุปกรณ์ที่สามารอ่าน EBook ได้ง่ายมากขึ้น สามารถอ่านหรือเข้าถึงข้อมูลนั้นๆได้ทุกที นั้นคือความเปลี่ยนแปลง ให้ผู้คนได้มีทางเลือกมากขึ้น อีกทางหนึ่ง
คนที่ต้องการข้อมูลเฉพาะด้านที่หนังสือเล่มไม่สามารถตอบสนองได้ และคนที่ต้องการที่จะเผยแพร่เนื้อหาที่สำนักพิมพ์ไม่อยากจะพิมพ์เพราะกลัวจะขายไม่ออก
ข้อดี และประโยชน์ของ เขียน ebook ขาย รวยด้วยอีบุ๊ก
สำหรับคนที่ยังลังเล และมีข้ออ้างในการเริ่มต้นเขียน  หรือสร้าง EBook ขึ้นมาซักเล่มนั้น ก็ยังจะมีต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม  ความรู้และประสบการณ์ของผม กลายเป็น Information Product ที่มีคนต้องการ มีคนยอมเสียเงินซื้อ และแน่นอนสร้างรายได้ที่ดี ผมจะแชร์สิ่งที่ผมให้คุณได้รับทราบ และนำไปใช้งาน สร้าง EBook ได้จริงๆ

เขียน EBook ขาย ทำได้จริงเหรอ?

หากจะหาหลักฐานหรือข้อมูลมาอ้างอิงว่า EBook ในประเทศไทยสามารถทำได้ และมีรายได้จริงๆนั้น ผมก็คงไม่สามารถขนาดนั้น แต่ผลงานจาก EBook เล่มก่อนของผมน่าจะพอพิสูจน์อะไรบางอย่างได้ว่า ผมสามารถปลุกกระแสการทำเงินจาก Affiliate ไทย ให้แพร่หลายได้ในระดับหนึ่ง หลังจากที่คนไทยทำเงินออนไลน์จาก Affiliate ต่างประเทศมาโดยตลอด เมื่อมี Affiliate ไทย เกิดขึ้น ผมก็แค่เริ่มต้นลองทำเงินกับมันดูว่าจะสามารถทำได้จริงหรือเปล่า เมื่อทำแล้วมันทำได้จริงผมได้เขียนเป็นบทความหลายๆบทความ [รวมเว็บไซต์ทำเงินออนไลน์จาก Affiliate ไทย] รวมทั้งผลิต EBook ออกมาขายด้วย ทำเงินออนไลน์ได้จริงจาก Affiliate ไทย
ผู้คนต้องการข้อมูลมากกว่าที่เราคาดคิด และข้อมูลที่อยู่ในลักษณะของ EBook ก็มีความต้องการมากเช่นเดียวกัน การสร้างหรือโปรโมทเพื่อขาย EBook นั้น ทำได้ไม่ยาก ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ผมเขียนออกมาในบทความนี้ เพื่อให้คุณมีแนวคิดที่สามารถสร้างดึงออกมาใช้ในการสร้าง หรือเขียน EBook เพื่อเผยแพร่แนวคิด วิธีการ หรือเพื่อทำเงินจากมันได้ทั้งนั้น ผมเชื่อว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาของผมพอที่จะแบ่งปันสู่คุณผู้อ่านได้อย่างดี และเชื่อว่าหากคุณอ่านจบแล้วจะสามารถนำแนวคิดและวิธีการไปเขียน และสร้าง EBook ซักเล่มออกมาได้ และขายได้จริงๆ

เขียน EBook เรื่องอะไรดี

เหมือนหลายท่านยังมีความกังวลว่าคุณสามารถเขียน หรือสร้าง EBook ได้จริงๆเหรอ เราไม่มีความความรู้อะไรเลย ทำงานประจำ มีชีวิตที่แสนจะธรรมดา ไม่มีเรื่องน่าตื่นเต้น หรือโลดโผนแต่อย่างได้เลย วันๆก็ตื่นเช้าไปทำงาน เย็นเลิกงานกลับบ้าน เสาร์-อาทิตย์อยู่บ้าน นอน ไม่มีเรื่องที่สามารถนำมาเขียน EBook ได้เลย
จริงๆแล้ว…. ผมจะบอกว่าที่คุณคิดนั้นมันก็ไม่ถูกต้องเสมอทั้งหมด ผมเองก็รู้จักหลายๆท่านที่ทำงานประจำ มีชีวิตที่แสนจะธรรมดา เป็นพนักงานบริษัทฯเหมือนคุณ นั่นแหละ แต่เขาเขียน EBook มาแล้วหลายเล่ม สามารถสร้างรายได้แบบ Passive Income นอกเหนือจากงานประจำด้วยซ้ำไป ที่ผมจะบอกคือสุดยอดไอดอล Business Blogger จากเว็บไซต์ Theceoblogger.com คุณพอล ที่ปัจจุบันก็ยังเป็นพนักงานประจำของบริษัทฯแห่งหนึ่ง และยังมีผลงาน EBook ออกมาจำหน่ายแล้วหลายเล่ม นั่นคือตัวอย่างจากคนที่ธรรมดาก็สามารถเขียน EBook ขายได้ และมีอีกหลายๆท่านที่เป็นเหมือนๆกันกับคุณนั่นแหละ
เขียน ebook ขาย รวยด้วยอีบุ๊ก
สิ่งที่ Blogger เหล่านี้มีเหมือนกันคือ “การตัดสินใจ” ที่จะลงมือทำ แทนที่จะมานั่งวิเคราะห์ข้อมูล โน่น นั่น นี่ แล้วมองทุกอย่างว่าคือปัญหา ไม่สามารถเริ่มทำอะไรได้ซักอย่าง พวกเขาคิดว่าข้อมูลที่นำเสนอใน EBook นี้มีคุณค่า เมื่อคนซื้อไปอ่านแล้วนำไปใช้งานได้จริงๆ แม้จะรู้สึกหวั่นอยู่บ้างในใจลึกๆว่าจะมีคนซื้อ EBook ของพวกเขาหรือเปล่าก็ตาม แต่การตัดสินใจที่จะลงมือทำ นำพาพนักงานเงินเดือนธรรมดาหลายๆคนให้สามารถสร้างรายได้นอกงานประจำได้ และเนื้อหาใน EBook ยังช่วยเหลือผู้คนมากมายด้วย

Information Product มีอยู่ในตัวคุณ

EBook คือ Information Product อย่างหนึ่ง ที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศอย่างมาก เพราะข้อมูล คือสิ่งที่สร้างมูลค่าให้กับ EBook เล่มนั้น หากเป็นข้อมูลที่เฉพาะด้านมากๆ มีผู้คนต้องการอยากรู้เรื่องนั้นๆมาก สร้างผลตอบแทน หรือนำไปใช้งานได้จริงมากเท่าไหร่ มูลค่าหรือราคาของ EBook ก็แพงมากขึ้นไปด้วย ดังนั้นสิ่งที่ผมแนะนำให้คุณเขียนหรือสร้างเนื้อหาคือ “Information Product” ที่ทุกคนล้วนมีทั้งนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม มันอยู่ในตัวคุณทุกๆคน สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ หาให้เจอว่าคืออะไร นำมันออกมาเรียบเรียงให้เข้าใจง่าย เขียนมันออกมาเป็นตัวหนังสือ และข้อมูลที่สามารถเข้าใจได้ง่าย และนำไปใช้งานได้ทันที แล้วหากลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ “Information Product” ของคุณ ทั้งหมด ทำได้บนโลกออนไลน์
ทั้งหมดที่ผมกล่าวมานั้น มันอยู่ในตัวคุณ แค่คุณดึงมันออกมาเท่านั้นเอง ผมแทบจะไม่ต้องบอกคุณเลยว่ามันคืออะไร และกลุ่มเป้าหมายของคุณคือใคร หน้าที่ของผมคือบอกคุณว่าจะเรียบเรียงเนื้อหานั้นอย่างไร กลุ่มเป้าหมายที่คุณบอกมานั้น ผมจะแนะนำวิธีการเข้าถึงกลุ่มคนพวกนั้น หรือทั้งที่จริงแล้ว คุณก็รู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน…
คำถามต่อมาก็คือ แล้ว “Information Product” ที่ว่ามันคืออะไร?
มันสิ่งข้อมูลที่สำคัญ จำเป็น สามารนำไปใช้งานได้ทันที แก้ปัญหาเรื่องใด เรื่องหนึ่ง ช่วยให้คนอ่านสามารถทำ สร้าง หรือประยุกต์ใช้งานได้ และเป็นข้อมูลเฉพาะด้าน
ทำไมผมจึงเน้นมาว่าต้องเป็นข้อมูลเฉพาะด้าน ก็เพราะว่าข้อมูลที่เป็นเรื่องเฉพาะด้าน มีคนต้องการอยากรู้อยู่ในจำนวนไม่มาก และพวกเขาต้องการข้อมูลนั้นๆจริง เพื่อนำไปประกอบอาชีพ แก้ปัญหา หรือสร้างอะไรซักอย่าง จากวิธีการใน EBook ของคุณที่ได้แนะนำไว้ หากคุณเขียนเรื่องธรรมดาทั่วไป กลุ่มเป้าหมายคุณจะกว้างเกินไป   ดังนั้นผมแนะนำให้คุณเขียนเรื่องที่คุณมีความรู้ มีความหลงใหล คลั่งไคล้ และอยู่กับมันเกือบตลอดเวลา นั้นคือ Information Product ที่มีอยู่แล้วในตัวคุณ
ผมไม่สามารถรู้ได้หรอกว่า คุณมีความรู้อะไร สิ่งไหนที่คุณสามารถตอบข้อสงสัยของเพื่อนโดยที่ไม่ต้องตรึกตรองแม้แต่วินาทีเดียว คุณตอบออกมาได้ทันที และสามารยกเหตุผล ที่มาที่ไป ข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องออกมาอธิบายเป็นฉากเป็นตอนได้อย่างดี และแทบจะหยุดพูดเรื่องนั้นไม่ได้ หรือให้พูดเรื่องนั้นทั้งวันก็ยังได้ นั่นคือสิ่งที่คุณมีอยู่ แค่คุณต้องดึงมันออกมาเท่านั้นเอง

ข้อมูลที่ผู้คนต้องการ

เรื่องที่ผู้คนต้องการคือเรื่องพื้นฐาน เรื่องทั่วไปที่ผู้คนมักมีปัญหา และคุณมีวิธีในการแก้ปัญหาได้จริง ด้วยขั้นตอนและวิธีของคุณ นี่ก็สามารนำมาเขียนหรือสร้างเป็น EBook ได้ เรื่องที่คุณมีความรู้หรือเรื่องที่ผู้คนต้องการอาจจะเป็นเรื่องเดียวกันก็ได้ ถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับการมีข้อมูลที่ผู้คนมากมายต้องการที่จะรู้ ยอมเสียเงินเพื่อได้รับรู้ และนำข้อมูลไปใช้งานได้ทันที
เรื่องที่ผู้คนต้องการรู้ และถือว่าเป็น Information Product ในรูปแบบ EBook ที่ขายดี ก็อย่างเช่น เรื่องวิธีทำเงิน เรื่องความรัก เรื่องสุขภาพ เป็นต้น เรื่องราวเหล่านี้ผู้คนต้องการที่จะรู้ และมีแนวโน้มที่ขายได้มากสำหรับ EBook
  1. ผู้คนต้องการทำเงิน หากคุณทำเงินได้จากวิธีการใด คุณก็สามารถ่ายทอดประสบการณ์ของคุณออกมาเป็น EBook เพื่อแนะนำวิธีทำเงินในรูปแบบต่างที่คุณเคยทำมา เพราะทุกคนต้องการทำเงิน ต้องการมีรายได้มากขึ้น แนวคิดและวิธีการสามารถนำมาเขียนเป็น EBook ได้
  2. ผู้คนต้องการความรัก มีใครบ้างที่ไม่ต้องการให้คนอื่นรักบ้าง เรามีความสัมพันธ์กับคนอื่น อาจจะมีปัญหาและอุปสรรคสำหรับบางคน หากคุณแนะนำการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น เพื่อน แฟน คนในครอบครัว เรื่องราวเหล่านี้ช่วยให้คนสามารถนำไปปรับใช้กับตัวเองที่ประสบปัญหาในเรื่องความรัก หรือความสัมพันธ์ได้ เขาจะยอมจ่ายเพื่อได้วิธีการมาใช้
  3. ผู้คนต้องการมีสุขภาพดี การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พูดกันมานาน และเป็นเรื่องจริงที่ทุกคนต้องการจะมีสุขภาพที่แข็งแรง ร่างกายที่พร้อมใช้งาน เพื่อภารกิจต่างๆในชีวิต เพราะหากคุณเจ็บป่วยการจะทำอะไรซักอย่างนั้นก็ถือเป็นเรื่องที่ยากลำบากพอสมควร ดังนั้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการรักษาสุขภาพ บำรุงสุขภาพ ทำอย่างไรให้สุขภาพดี หรือหากเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆจะทำอย่างไรให้หายขาด หรือมีอาการเจ็บป่วยน้อยลง เรื่องเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นแพทย์ หรือบุคลากรเกี่ยวกับการแพทย์ก็สามารถเขียนคู่มือการดูสุขภาพได้ ขอแค่ข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลที่มาจาการลงมือทำตัวคุณเอง และมันได้ผล เช่น วิธีการลดน้ำหนักโดยใช้สมุนไพรไทย เป็นต้น  ยิ่งเป็นหมอหรือบุคคลากรทางการแพทย์ยิ่งต้องออกมาเขียนให้ความรู้ประชาขนในเรื่องสุขภาพ (เผอิญผมมีเพื่อนเป็นเภสัชกร และเขียน EBook ด้วย จากเว็บ healthy24hrs.con )
นั่นคือเรื่องราวที่สามารนำมาถ่ายทอดเป็น EBook ได้ โดยการเรียบเรียง เปรียบเทียบ หรือมีกรณีศึกษาที่ผ่านมาเป็นตัวอย่างใน EBook ด้วยก็จะยิ่งดี แต่ใจความของ EBook ก็คือ ต้องมีคุณค่า สามารถนำไปใช้งานได้จริง และสำหรับคนที่ต้องการเริ่มต้นเขียน EBook แนะนำให้ดึงความรู้ ในตัวคุณเองออกมาให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ เพื่อถ่ายทอดให้คนที่ต้องการข้อมูลเหล่านั้นจริงๆ 

เขียน EBook ยังไง

ขั้นตอนการเขียน EBook นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ซับซ้อน เมื่อคุณรู้แล้วว่าคุณมีความรู้เรื่องอะไรมากที่คุณ สิ่งที่คุณต้องการต่อมาคือการเริ่มต้นเขียน และผมบอกเลยว่าคุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักเขียนมืออาชีพที่มีสำบัดสำนวนที่กินใจ การใช้ถ้อยคำที่เรียงร้อยหรูหรา อ่านแล้วเคลิ้ม ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ในช่วงเริ่มต้น สิ่งที่คุณต้องมีในการเริ่มต้นเขียน EBook นั้น ผมจะแนะนำดังนี้

เตรียมเนื้อหา

เมื่อคุณรู้แล้วว่าคุณมีความรู้เรื่องอะไร เก่งเรื่องไหน คลั่งไคล้ และทำสิ่งไหนมากที่สุดในชีวิตของคุณ ขั้นตอนนี้คือการสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้มาให้ออกมาอยู่ในรูปแบบ EBook ที่สามารถเข้าใจได้ง่าย แยกเป็นหัวข้อ ว่าสิ่งที่คุณรู้นั้นคุณต้องการที่จะถ่ายทอดอะไรออกมาบ้างในเนื้อหา รูปแบบการจัดเรียงเนื้อหานั้นคุณใช้หลักการง่ายๆ
  • อะไร เนื้อหาคุณคืออะไร
  • เพื่อใคร เนื้อหาของคุณสำหรับใคร
  • ทำอย่างไร แล้ววิธีการทำ แก้ปัญหา ทำอย่างไร
เมื่อรู้แล้ว EBook ของคุณต้องการที่จะสื่อสารอะไรออกไป สำหรับใคร แล้วสิ่งนั้นทำอย่างไร มีวิธีการ ขั้นตอนเรียงลำดับ 1 2 3 อย่างไรบ้าง  และต้องใช้อะไรบ้างในการทำก็เขียนลงไปให้หมด คุณสามารถสร้างสารบัญง่ายๆ โดยการสร้างรายการขึ้นมาได้ทันที ว่าหัวข้อหลักที่คุณต้องการเขียนมีเรื่องอะไรบ้าง
หลังจากที่ได้หัวข้อหลักแล้ว คุณก็ทำการแยกหัวข้อหลักออกจากัน และใส่หัวข้อย่อยเข้าไป เช่น ในหัวข้อ “ทำอย่างไร” ก็แยกออกมาอีกทีว่าวิธีการทำมีกี่วิธี (กรณีมีหลายวิธี) แล้วแต่ละวิธีทำอย่างไรบ้าง โดยยังไม่ต้องเขียนอะไรลงไป แค่ตั้งชื่อหัวข้อย่อยนั้นออกมา และกำหนดแนวเนื้อหาที่คุณจะเขียนเอาไว้คร่าวๆ
ทั้งหมดของคุณอาจจะมีแค่ 5หัวข้อหลัก และแต่หลักข้อหลักมี 5หัวข้อย่อย ซึ่ง ใจความสำคัญและเนื้อหาทั้งหมดก็จะอยู่ที่หัวข้อย่อยนี่แหละ อาจจะเปรียบกลายๆได้ว่า หัวข้อย่อยคือชื่อบทความในเว็บไซต์ หัวข้อหลัก คือหมวดหมู่บทความในเว็บไซต์ ชื่อเว็บไซต์คือชื่อ EBook นั้นเอง
เรียกขั้นตอนการเตรียมเนื้อหาตรงนี้แยกแยะข้อมูลต่างๆ บทความ ให้เป็นหมวดหมู และเรียงลำดับข้อมูลต่างๆก่อนหลังนั้นเอง 5หัวข้อหลัก 25หัวข้อย่อย นั่นเอง และแต่ละหัวข้อย่อยที่พูดถึงนั้น แค่เขียนกำกับเอาไว้ว่าจะเขียนเกี่ยวกับอะไร โดยที่ยังไม่ต้องลงมือเขียน

จัดรูปเล่ม EBook ของคุณ

   ”คนต้องการเนื้อหา ไม่ใช่รูปเล่มที่สวยงาม แต่หาสาระไม่ได้….”
ที่จริงแล้ว ถ้าได้เนื้อหาสาระที่ดี แล้วรูปเล่มสวยงามด้วยก็จะยิ่งดีมากเลย ทั้งที่จริงแล้วคนที่เขียน EBook หรือหลายคนที่คิดจะเริ่มต้นเขียน มักมีความกังวลว่าจะจัดหน้า หรือจะจัดรูปแบบอย่างไรให้สวยงาม หรือเป็นรูปเล่มสวยๆเหมือนหนังสือบนแผงที่วางขายโดยทั่วไป ซึ่งจากประสบการณ์ของผมที่ทำ EBook ออกมาหลายเล่ม หรือซื้อมาอ่านก็หลายเล่มแล้ว บอกได้เลยว่า รูปเล่มของ EBook นั้นไม่จำเป็นต้องเหมือนหนังสือ หรือสวยงามเทียบเท่าหรอกครับ คนที่ซื้อไป เขาต้องการเนื้อหา ถ้าเนื้อหาดี รูปเล่มเรียบง่าย เป็นระเบียบ สะอาดตา อ่านง่าย เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
ตัวอย่างการจัดหน้า eBook ของผมบน MS Words ธรรมดาๆ ไม่ต้องมีโปรแกรมเสริมใดๆเลยครับ เริ่มต้นการจัดหน้า
ขนาดกระดาษสำหรับ eBook – สำหรับ EBook คุณใช้ขนาดกระดาษ A4 ก็ได้ ไม่ผิดนะครับ แต่ถ้าจะให้เหมาะสมและเป็นขนาดสำหรับ EBook ที่นิยมใช้กันทั่วไปก็คือขนาด A5 เป็นขนาดที่พอดี ปกติหนังสือ Pocket Book ก็ใช้ขนาด A5 นี่แหละครับ กำลัง หยิบจับ ง่าย พกพาสะดวก สามารถหยิบขึ้นมาอ่านได้ทุกที ทุกเวลาที่ต้องการ ระยะขอบกระดาษก็ใช้เลือกแบบ “ปานกลาง” ครับ ดูแล้ว สวยงามเป็นระบบ ไม่แคบหรือห่างจนเกินไปนัก ไม่ต้องเผื่อระยะเย็บปก
ตัวอักษรสำหรับ eBook การใช้ตัวอักษรสำหรับ EBook นั้น ควรเป็นตัวอักษรที่อ่านได้ง่าย บาง มีการจัดเรียงที่เป็นแนวเดียว ไม่ควรเป็นแบบอักษรที่หวัดเกินไป หรือมีลวดลายเป็นส่วนประกอบ เพราะจะทำให้อ่านยาก และลายตา อย่าลืมว่า EBook มีตัวอักษรเป็นส่วนประกอบมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ (ยกเว้นหนังสือภาพ หรือนิทาน)  แบบอักษรที่แนะนำให้ใช่สำหรับภาษาไทย ก็คือ Cordia New และ AngsanaUPC  ส่วนเรื่องของขนาดให้ใช้เล็กสุกที่ 16pt. ไม่ควรเล็กกว่านี้ เพราะจะทำอ่านยาก ต้องเพ่งตัวหนังสือ เพื่ออ่าน ทำให้ปวดตา และใช้เวลาอ่านได้น้อยลง สำหรับอักษรปกติ หัวเรื่องอาจจะมีแบบอักษรที่แตกต่างไปได้ เพื่อความโดดเด่น ขนาดหัวข้อและหัวข้อย่อยควรใช้ขนาด 24pt และ 20pt ตามลำดับ เพื่อแยกส่วนหัวข้อกับเนื้อหาออกจากกันอย่างชัดเจน
kindle เปิดภาษาไทยได้ไหม
บางท่านอ่านแล้วสงสัยว่าทำไมต้องจัดหน้าแบบนี้ด้วย ไม่เข้าหลักการจัดหน้ากระดาษมาตรฐานเอาเสียเลย ต้องบอก่อนว่า หลักการจัดหน้าของผมนั้นมาจากประสบการณ์ที่เมื่อกลายเป็นไฟล์ .pdf แล้ว หน้ากระดาษ ขนาด A5 นั้น สามารอ่านได้พอดีกับขนาดของแท็ปเลตหลายๆรุ่นโดยไม่ต้องขยายหน้าจอเพื่อเพิ่มขนาดตัวอักษร เพราะมีขนาดที่พอดี อ่านสบาย ไม่ต้องเพ่งมากนัก ผมลองเอา EBook ของผมเปิดในอุปกรณ์หลายแบบดู และได้รูปแบบที่ผมใช้ในปัจจุบันนี้
แต่ใจความสำคัญของการจัดหน้าคือ ต้องเป็นระเบียบ เรียบร้อย อ่านง่าย และสบายตา คุณอาจจะจัดหน้าให้เข้าลักษณะ หรือความชอบส่วนตัวของคุณก็ได้นะครับ อันนี้ไม่ว่ากัน แต่ให้ดูแล้วเรียบร้อย สวยงาม เป็นระเบียบและอ่านง่ายก็พอครับ ส่วนเรื่องภาพกราฟริกนั้น ควรใส่หรือไม่ใส่นั้น แล้วแต่คุณเลยครับ แต่อย่าลืมว่าบางครั้ง ใส่ภาพกราฟริกมากไปก็ทำให้รบกวนสายตามากกว่าที่จะดึงดูดให้น่าสนใจ

เริ่มต้นเขียน

หลังจากที่ผ่านขั้นตอนต่างๆที่กล่าวมาแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการเขียน หลังจากที่คุณได้ทำรายการหัวข้อย่อยที่ต้องเขียนแล้ว สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ วิธีการเขียน และการแบ่งเวลาสำหรับการเขียน ซึ่งเกี่ยวข้องกันโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรแบ่งเวลาสำหรับการเขียน EBook ในแต่ละเล่มออกอย่างชัดเจน กำหนดวันเริ่มต้น และวันเสร็จให้เรียบร้อย และทำตามแผนที่คุณวางเอาไว้ให้ได้
ลักษณะการวางแผน อาจจะแบ่งว่า 1วันใช้เวลาเขียนตอนไหน กี่ชั่วโมง และเขียนเรื่องอะไร และทำอย่างต่อเนื่อง สำหรับคนที่ยังทำงานประจำอยู่การเขียน EBook ต้องแบ่งเวลาให้ดี บางท่าน ใช้เวลาหลังเลิกงานวันละ 2ชั่วโมง ต่อเนื่อง 2-3สัปดาห์ หรือสำหรับคนที่ไม่มีเวลาในวันปกติ ก็ใช้เวลาในวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ในการเขียนได้ อาจจะใช้เวลาวันละ 4-6ชั่วโมงในการเขียนก็ได้ 2วันก็จะได้ 8-12 ชั่วโมง ใช้เวลา 6-8สัปดาห์ก็น่าจะเสร็จเรียบร้อยแล้ว นั้นคือตอนการเขียน
ซึ่งในขั้นตอนนี้ หมายถึงเฉพาะการเขียนเท่านั้น เรื่องข้อมูลที่จะเขียน และเรื่องราวต่างๆคุณได้กำหนดเอาไว้แล้วในขั้นตอนการเตรียมข้อมูลที่จะเขียน ดังนั้น ความต่อเนื่องในการเขียนจึงมีความสำคัญอย่างมากในการทำงาน
วิธีการเขียนนั้น มีความแตกต่างกันไป มีความโดดเด่นเฉพาะ หากคุณเริ่มต้นเขียน EBook เป็นครั้งแรก อย่ากังวลในเรื่องนี้มากนัก แต่พยายามเขียนออกมาให้ถูกต้อง เรียงร้อยถ้อยคำให้ต่อเนื่อง และเป็นขั้นเป็นตอนก็พอ อย่าลืมเรื่องคำผิด และการสะกดคำต่างๆ คำทับศัพท์ หรือคำเฉพาะต่างๆ ก็ควรอธิบายสั้นๆที่ท้ายหน้านั้นด้วย เพื่อความเข้าใจความหมายที่ตรงกัน
การเขียนมันง่ายมากขึ้น หากคุณเตรียมข้อมูล และเขียนจำกัดความสั้นๆเอาไว้ที่ใต้หัวข้อย่อย ว่าคุณต้องการที่จะเขียนเกี่ยวกับอะไร กลายๆว่าคุณเขียนบทความสั้นๆ 25ครั้ง เพื่อรวมเล่มเป็น 1 EBook จะทำให้คุณไม่เหนื่อยล้ามากนัก หากจะคิดถึงเนื้อหาจำนวนมากที่คุณต้องเขียน แต่เมื่อคุณแยกมันออกเป็นหัวข้อย่อยๆ คุณก็จะสามารเขียน เริ่มต้น เนื้อหา และสรุปใจความในหัวข้อย่อยนั้นได้เลย แล้วค่อยมาสรุปอีกครั้ง ตอนจบหัวข้อหลัก
หากคุณตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า เขียนวันละ 1บทความ EBook คุณมี 25หัวข้อย่อยที่เปรียบเหมือน 25บทความ คุณก็จะใช้เวลาในการเขียนเพียง 25วันเท่านั้น การสร้าง EBook ในขั้นตอนการเขียนไม่ได้ยากเลย เพียงอาศัยการเตรียมข้อมูลที่ดี ครอบคลุม และเขียนอย่างต่อเนื่องเมื่อถึงขั้นตอนการเขียน
หลายคนถามว่า EBook ควรจะมีกี่หน้า ที่จริงแล้ว ผมไม่มีหลักการตายตัว หรือยืดถือเท่าไหร่นัก บางเรื่องเป็นเรื่องเฉพาะเจาะจงที่คุณสามารเขียนให้สั้น กระชับ และนำไปใช้งานจริงได้ อยู่ที่ 5,000-9,000 คำ ก็สามารถเป็น EBook ที่วางขายได้เลย หรือหากเป็นเรื่องที่ต้องอธิบายกันยาวหน่อย ก็สามารถยาวได้ถึง 25,000-30,000คำได้เช่นกัน  แต่ EBook ไม่ควรยาวกว่านี้ เพราะต้องใช้เวลาอ่านนานเกินไป หากเป็น EBook ที่ต้องการนำเทคนิคต่างๆไปใช้งาน แก้ปัญหา ควรสั้นไม่เกิน 50หน้า กำลังพอดี แต่หากเป็นนิยาย สามารถยาวได้เท่าที่คุณต้องการ หรือแบ่งเป็นหลายภาคก็ได้ เช่น 1ภาค มี 150หน้า เป็นต้น

รูปภาพประกอบสำหรับ EBook

รูปภาพประกอบสำหรับ EBook นั้น ผมแนะนำให้คุณถ่ายเอง เพื่อที่จะไม่ต้องกังวลเรื่องลิขสิทธิ์รูปภาพที่อาจจะมีปัญหา และควรเลือกรูปเท่าที่จำเป็นเท่านั้น อย่าใส่รูปภาพเยอะเกินความจำเป็นที่ต้องมี บางครั้งคุณต้องใส่รูปภาพ เพราะชอบว่ามันสวยดี อยากใส่เยอะๆ แต่ข้อเสียก็มี เช่น ไฟล์จะใหญ่ขึ้น ใช้เวลาในเปิดไฟล์งานในการแก้ไข หรือเปิดอ่านนานกว่าจะเปิดขึ้นมาได้ ดังนั้นเน้นใช้รูปที่จำเป็นจริงเท่านั้น
สำหรับเรื่องรูปภาพประกอบใน EBook นั้น ผมใช้วิธีการซื้อรูปภาพแบบ Royalty-free ที่มีคุณภาพไม่สูงมากนัก หลายคนสามารถซื้อแล้วนำไปใช้งานโดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง หรือไม่เกินจำนวนที่กำหนด อาจจะ ไม่เกิน 10,000 Copy สำหรับ 1รูปที่ซื้อไป  หากคุณขาย EBook เกินกว่า 10,000เล่ม ที่มีรูปนั้นๆ จะต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพิ่มเติม (แต่ไม่มาก..)
โดยปกติแล้ว ผมมักจะซื้อรูปภาพจากเว็บ 123rf.com ที่มีรูปให้เลือกค่อนข้างมาก(อันนี้ลองเปรียบเทียบจากเว็บอื่นแล้ว เว็บอื่นจะสวยกว่า แพงกว่า แต่มีภาพให้เลือกค่อนข้างน้อย) และสามารถเลือกคุณภาพของรูปภาพนั้นได้ ยิ่งคุณภาพต่ำ ยิ่งราคาถูก ราคาถูกอยู่ที่ $0.60 หากซื้อจำนวนมาก หรือประมาณ  20บาทต่อรูปเท่านั้นเอง แต่ผมจะเลือกรูปที่มีความละเอียดสูงขึ้นมาหน่อย ยอมจ่ายแพงขึ้นนิดหนึ่ง แต่ได้รูปที่คมชัดมากขึ้นสำหรับประกอบใน EBook ได้ อยู่ที่รูปละ $1.20 หรือประมาณ 40บาท ต่อรูปเท่านั้น แต่ราคาดังกล่าวจะแปรผันตามจำนวนที่คุณซื้อ ยิ่งซื้อมากก็จะยิ่งถูกลงด้วย
หรือหากคุณไม่อยากที่จะลงทุนในเรื่องของรูปภาพมากนัก แนะนำให้หารูป ที่เป็น Royalty-free Image ที่สามารถนำมาใช้ประกอบ EBook ได้  แต่จากประสบการณ์ที่ผมเจอมานั้นรูปแบบนี้ก็มีอยู่พอสมควร แต่เป็นรูปที่ไม่ค่อยตรงตามความต้องการ ต้องใช้เวลาหานาน กว่าจะได้ ผมจึงตัดปัญหาเรื่องนี้ด้วยการลงทุนครับ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณนะครับว่าจะใช้วิธีไหน ได้ทั้งนั้น แต่อย่าไปเอารูปภาพที่ค้นหาใน อินเตอร์เน็ต แล้วเจอรูปสวยๆก็หยิบมาใช้งานโดยไม่ขออนุญาต หรือตรวจสอบให้ดีว่าคุณสามารนำมาใส่ EBook ของคุณได้หรือไม่นะครับ

ตรวจทาน EBook

เมื่อวางแผนมาดี ทำตามแผนที่วางเอา อาจจะไม่ตรง อาจจะช้ากว่าก็ไม่เป็นไรครับ ถือว่าคุณสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่สามารถใช้งานได้แล้วล่ะครับ คราวนี้ก็มันถึงขึ้นตอนการตรวจท่าน หรือ Proof ว่าคำที่คุณใส่ลงไปนั้น สะกดถูกไหม มีคำไหนหรือประโยคไหนที่เรียงร้อยไม่สวยงาม หรือสื่อความหมายไม่ตรง หรืออ่านแล้วขัดตา ก็แก้ไขให้ถูกต้อง
สำหรับการตรวจทานนั้น ควรอ่านด้วยตัวเองอย่างน้อย 3-4รอบ ไม่รวมกับตอนที่แก้ไขนะครับ กี่ตรวจแก้ควรทำเครื่องหมายเอาไว้ แล้วมาแก้ทีหลัง ไม่นับการแก้ไข เป็นการอ่าน เพื่อตรวจทาน ลักษณะการอ่านนั้นควรเว้นระยะในการตรวจทานในแต่ละครั้งห่างกัน 24-48ชั่วโมง หรือประมาณ 1-2วันค่อยอ่านซ้ำอีกรอบ
เมื่อทำการแก้ไขคำผิด เกลาบางประโยคให้อ่านลื่นไหลมากขึ้นแล้ว จากนั้นคุณจึงส่งให้คนอื่นอ่านดู เพื่อดูคำคอมเม้น หรือคำติชม เพื่อนำมาแก้ไขอีกครั้ง จำนวนคนที่คุณต้องการให้อ่านนั้น อาจจะ 4-5คน กำลงพอดี อาจจะเป็นคนใกล้ชิด เพื่อดูสำนวนหรือการเรียงร้อยถ้อยคำที่ใช้นั้นอ่านง่ายไหม และส่งให้คนที่เชียวชาญเรื่องที่คุณเขียนอ่านซ้ำอีกรอบ เพื่อดูความถูกต้องในหลักการ และขั้นตอนวิธีการ
หลังจากผ่านขั้นตอนนี้ ซึ่งอาจจะกินเวลานาน 2-4สัปดาห์ หรือมากกว่านั้นเล็กน้อย ขั้นตอนต่อไปก็คือนำ EBook ของคุณไปขายได้แล้วครับ ก่อนอื่น Save as ไฟล์งาน เลือก เป็น .pdf  เพื่อที่จะได้นำไปฝากขาย หรือวางขายในเว็บไซต์ของคุณได้แล้วครับ

การตลาดเพื่อขาย EBook

ต้องบอกเลยว่าคุณสามารถนำ EBook ที่ผ่านขั้นตอนตามที่ผมแนะนำไปฝากขายได้ที่ eBooks.in.th ได้เลย เพราผมเองก็ใช้งานเว็บไซต์นี้อยู่ ไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้า แบ่งรายได้ค่าฝากขายตามเงื่อนไขของเว็บไซต์ ซึ่งคุณสามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดต่างๆได้เลย ไม่ซับซ้อน และเข้าใจง่าย ขั้นตอนต่างก็มีแนะนำเอาไว้แล้ว หากไม่เข้าใจก็โทรไปถามเจ้าหน้าที่ของเว็บไซต์เลยครับ
หรือหากจะขายเองคุณเองก็ทำได้เช่นกันครับ แค่เปิดเว็บไซต์ หรือใช้  Blog ฟรีต่างๆก็สามารถเริ่มต้นขายได้เลยครับ ใส่รายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับ EBook ของคุณลงไปว่ามีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร หากคนสนใจที่จะซื้อเนื้อหานั้นๆ สามารถโอนเงินเข้าบัญชีไหน และแจ้งโอนเงินอย่างไร ใส่รายละเอียดเข้าไปให้ครบถ้วน แล้วนำลิ้งหน้าเว็บคุณไปโปรโมทใน Web Board หรือบน Social Media อย่างเช่น Facebook หรือ Twitter เป็นต้น
เท่านี้ EBook ก็ขายได้แล้ว ขึ้นอยู่กับการโปรโมทของคุณว่าต้องการเข้ากลุ่มเป้าหมายหรือไม่ ราคา EBook ไม่แพง สามารถซื้อหาได้ง่าย ถ้าเนื้อหาของคุณสามารถนำไปสร้าง แก้ไขปัญหา เพิ่มมูลค่าที่มากขึ้นได้คุณก็สามารถตั้งราคาขายได้แพงขึ้น ทั้งนี้ต้องดูด้วยว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณนั้นมีกำลังการซื้อหรือไม่ด้วยนะครับ

อนาคต EBook ประเทศไทย

เรื่องนี้เป็นเรื่องของอนาคตที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่ด้วยแนวโน้มที่เนื้อหาแบบนี้จะมีมากขึ้น คนที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละอย่างมีความรู้ และประสบการณ์อยู่แล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะสามารถถ่ายทอดออกมาเป็น EBook ได้อย่างไร ผมเชื่อว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณสามารถเริ่มต้นเขียน EBook ได้จากความสามารถของคุณเอง ผมเพียงชี้แนะแนวทางในการเขียนเท่านั้น หากมีข้อสงสัยอะไร สามารถถามผมได้คอมเม้นด้านล่าง หรือเข้าไปถามผมใน Facebook ก็ได้ครับ ผมยินดีตอบและแนะนำเพิ่มเติมได้
ผมค่อนข้างที่จะมั่นว่าคนไทยเก่ง และมีความสามารถมากมาย การแบ่งปันความรู้ และสร้างรายได้ผ่าน EBook เป็นช่องทางหนึ่งที่จะเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างแน่นอน ผมหวังว่าจะมีคนสร้าง Information Product ที่มีคุณภาพออกมาเยอะๆ แก้ไขปัญหา บอกวิธีทำ สร้างความบันเทิง หรือแม้แต่นิยายดีๆน่าอ่านจากนักเขียนไร้สังกัดทั้งหลาย…

คอลัมน์: Green & Good Life: ผืนนา...สองสาวปริญญาเอก

คอลัมน์: Green & Good Life: ผืนนา...สองสาวปริญญาเอก
Source - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)
Thursday, May 08, 2014  06:24

          เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ

          คงเคยได้ยินเรื่องราวคนรุ่นใหม่หันมา ทำนา ปลูกข้าวกันมากขึ้นเรื่อยๆ บางคน ก็มองว่า เป็นแค่อาชีพฝันๆ ทำสักพัก ก็เลิกลา

          แต่สองพี่น้อง ขวัญชนก เหล่าสุนทร สถาปนิก และเชษฐกานต์ เหล่าสุนทร วิศวกร ที่ร่ำเรียน จนจบปริญญาตรีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง และปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ ปัจจุบันทั้งสองกำลังเรียนปริญญาเอก สาขาพัฒนาทรัพยากรชนบท มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กลับเห็นว่า การทำนาเป็นเรื่องสนุกและจริงจัง จนมีผลผลิตเป็นที่น่าพอใจในผืนนาของครอบครัว 50 ไร่ที่จังหวัดเชียงราย โดยปัจจุบันขวัญชนก เป็นรองประธานและเลขานุการกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มพืชสมุนไพร และทั้งสองใช้ชื่อไร่แห่งนี้ว่า Mc Nena 's farm Organic Herbs@Chang Rai

          แล้วการทำนาสนุกอย่างไร... ขวัญชนก มีคำตอบ

          งานประจำที่ทั้งสองทำก็เป็นอาชีพที่ดี แล้วทำไมเบื่อจนต้องลาออก ?
          คืออาชีพที่เราทำ ก็เหมือนคนเมืองทั่วไป ทำแล้ว เครียดมาก พอมาเจอธรรมชาติที่เชียงรายรู้สึกสบาย ก็เลยติดใจ แม้จะทำงานด้านสถาปนิก แต่เราก็สนุกกับการทำนามากกว่า เหมือนเจอสิ่งที่ใช่และสนุก ผ่อนคลายกับการทำนาแบบนี้ เพราะปกติเสาร์อาทิตย์พวกเราก็ชอบไปทะเล พอมาอยู่ที่นี่ ก็รู้สึกดี แล้วงานประจำของพวกเรา ก็ทำในบริษัทคุณอาที่ทำด้านการออกแบบและก่อสร้าง เราบอกอาว่า ขอมาอยู่ที่เชียงรายดีกว่า ถ้ามีงานแล้วค่อยทำ

          นึกอย่างไรถึงอยากทำนา
          ช่วงที่น้ำท่วม เมื่อปี 2555 เราก็ขึ้นมาอยู่บ้าน ที่เชียงรายของพวกเรา แล้วคุณลุงที่ทำนาอยู่จะเลิก ทำนา เราก็เลยสนใจ หาข้อมูลการทำนาจากอินเตอร์เน็ต ประกอบกับถามคุณลุงคุณป้าที่มีประสบการณ์ ด้านนี้ พอหาข้อมูลการทำนา ก็รู้สึกว่า ไม่ยาก ก็เลย ลองทำนาดู ทำแล้วสนุกสนาน ซึ่งเป็นการทำนา ด้วยตัวเอง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยจับดินเลย

          เหมือนคนรุ่นใหม่ที่ฝันๆ อยากมีที่ดินสักแปลง เพื่อการเกษตร ?
          เราไม่ได้ทำเล่นๆ แต่เราทำจริงจัง ทำมาสองปีแล้ว มีผลผลิตด้วย
          แล้วสองพี่น้องเริ่มต้นอย่างไร

          เริ่มจากปั่นนา ไถ คราดดินก่อน ส่วนที่ต้องใช้เครื่องจักร เราก็จ้างคนอื่นทำ ส่วนเรื่องการบำรุงดิน ทำปุ๋ย เราก็ทำเอง ตอนที่เราเริ่มทำ ก็วางแผนว่าจะปลูกข้าวอะไร เราตั้งใจว่าจะต้องเป็นเกษตรอินทรีย์ ตั้งใจจะปลูกข้าวหอมมะลิ แม้กระทั่งฤกษ์วันปลูกข้าว เราก็ต้องทำพิธีตามความเชื่อโบราณ เราก็ต้องดูว่า จะปลูกข้าววันไหน เพราะพื้นที่แห่งนี่เคยทำนาปีแบบชาวบ้าน ไม่ได้บำรุงดินอะไรเลย เราก็ต้องหันมาทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ เราก็ใช้พืชธรรมชาติ

          คุณไปเรียนรู้การทำนาจากที่ไหน
          ตอนนั้นเกษตรจังหวัดที่นั่นเห็นว่า เราเป็น คนรุ่นใหม่ที่หันมาทำนา ก็อยากแนะนำ เราก็ไปเรียนในโรงเรียนทำนา ได้เรียนรู้กรรมวิธีแบบโบราณ ผสมผสานแนวทางวิทยาศาสตร์ตามประสา คนรุ่นใหม่ เราก็ประยุกต์ใช้ในนาของเรา

          ดูเหมือนการทำนาของคุณง่ายเหลือเกิน ?
          คือเราสองคนพี่น้องคิดในแง่บวก มันไม่ได้ง่ายหรอก เพราะการประสานคนนั้นคนนี้ ก็ลำบากเหมือนกัน เราก็ทำด้วยใจสบายๆ  จ้างคนมาปั่นดิน เพราะเราไม่มีเครื่องจักร และช่วงเก็บเกี่ยวก็จ้างคน แต่ในช่วงบำรุงรักษาดูแล เราก็ทำเองทั้งหมด ฝนตก แดดออก เปียกฝน ก็สนุกไปกับมัน ช่วงใส่ปุ๋ยเราก็ทำเอง ดำนาก็ช่วยกันทำ

          ทำนาเองรู้สึกอย่างไร
          สนุก ประมาณ 4 เดือน ถ้าเรื่องไหน เราทำ เองได้ก็ทำ ถ้าต้องให้คนอื่นช่วย ก็จ้าง อย่างเรา ทำนาได้ข้าวไร่ละ 600 กิโลกรัม เกษตรจังหวัดก็ งงเหมือนกัน บอกว่า เราทำได้ยังไง เราปลูกข้าว หอมมะลิ 105 ดีที่สุดในประเทศด้วยนะ เราก็ลองปลูก อย่างอุปกรณ์การทำนา เราก็ต้องลงทุน ประมาณแสน สองแสน ลงทุนไปก็คุ้มทุน การทำนาปีที่ 2 และปีที่3 ก็ไม่ต้องลงทุนเครื่องจักรแล้ว

          มีคนแปลกใจไหมที่สองสาวลุยอยู่บนผืนนา
          มีเยอะ เราก็หัวเราะแล้วบอกว่า มาทำนา นี่แหละลดความอ้วนได้ด้วย ทำปีหนึ่งน้ำหนักลดไป 3 กิโลกรัม จากนั้นน้ำหนักลดลงเรื่อยๆ เพราะได้ใช้ชีวิตบนผืนนา และมีเวลาไปเรียนต่อปริญญาเอก ด้านการพัฒนาทรัพยากรชนบท เพราะเรา ทั้งสองจบปริญญาโทแล้ว

          ชาวนาทำนาแล้วยากจน แล้วทำไมพวกคุณทำแล้วมีรายได้
          เพราะชาวนารุ่นเก่ายึดติดกับการใช้สารเคมี เราเคยบอกว่า มาทำนาอินทรีย์ไหม ปลอดภัยนะ ชาวนา ก็บอกว่าไม่ล่ะ เพราะทำนาแบบนั้น พวกเขาไม่ได้ผลผลิต แต่เราได้ผลผลิตคุ้มค่านะ เรื่องเหล่านี้เป็นกระบวนการ ความคิดของคน ต้องปรับเปลี่ยนถ้ายึดติดกับเรื่อง สารเคมี ปุ๋ย และยาฆ่าแมลง ก็มีผลทำให้ดินเสีย และผลผลิตต่ำ ต้องลงทุนปุ๋ยมากขึ้น ทำให้ชาวนา เป็นหนี้ ทั้งหนี้กู้นอกระบบและหนี้ธนาคาร แต่เราใช้วัสดุที่มีอยู่ในธรรมชาติทำปุ๋ยหมัก มีแร่ธาตุให้ผืนนา

          ชาวนาแถวนั้นอยากทำนาแบบคุณบ้างไหม
          ก็มีคนสนใจบ้าง ไม่สนใจบ้าง ชาวนาก็ยังคงทำนาปรัง แต่ตอนนี้ทำนาก็ขาดทุน เพราะราคา ขายข้าวถูกมาก เราทำนาดำปีละครั้ง เพราะเราไม่อยากแย่งน้ำกับชาวนา เวลาว่างเราก็ปลูกถั่ว ที่เรา ทำนาจนถึงทุกวันนี้เพราะใจรัก และมีความสุข ทำให้ไม่รู้สึกเหนื่อย เราก็ยังอายุยี่สิบปลายๆ

          เห็นบอกว่า ข้าวที่คุณปลูกส่งไปขายใน ต่างประเทศด้วย ?
          ตอนที่ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ก็ได้รู้จักคนมากขึ้น จึงมีโอกาสส่งข้าวไปขายที่สิงคโปร์ เราใช้แบรนด์ ออแกนิค เฮิร์บ@เชียงราย นอกจากนี้ ยังขายในออนไลน์ เราก็ออกแบบผลิตภัณฑ์เอง ก็สนุก เพราะสมุนไพรที่เราปลูก นำมาแปรรูปได้อีก ถ้าปล่อยไว้ในนาก็สูญเปล่า อย่างตอนนี้เราทำยาหม่อง น้ำมันเขียว จากสมุนไพรอินทรีย์พวกฟักข้าว พญายอ ใบบัวบก คนที่แพ้แมลงก็ใช้ยาหม่องสมุนไพรนี่แหละ เราก็ไม่ได้เลี้ยงสัตว์อะไรเยอะ มีเลี้ยงไก่ ปลาเป็นแบบเศรษฐกิจพอเพียง

          ในอนาคตจะทำเป็นศูนย์เรียนรู้ ?
          อยากทำเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ เพื่อให้คนปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม ลองทำนาแบบนี้สิ ไม่ยากและต้นทุนต่ำ สามารถทำให้ชาวนามีชีวิตที่มีความสุขได้ คุณภาพชีวิตดีขึ้น เราก็อยากช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าการเกษตร และสร้างเครือข่ายเกษตรกรรม ซึ่งต่อไปเราคิดจะทำที่นี่เป็นโฮมสเตย์เพื่อให้คนที่สนในเรื่องการเกษตรมาเรียนรู้กับเรา คนรุ่นใหม่จะได้หันมาทำการเกษตรมากขึ้น และสุขภาพดีขึ้นด้วย

          หมายเหตุ : สนใจการทำนาแบบนี้สอบถามโทร 08-6388-6592--จบ--

          ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ