วันพุธที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

คอลัมน์: Green & Good Life: ผืนนา...สองสาวปริญญาเอก

คอลัมน์: Green & Good Life: ผืนนา...สองสาวปริญญาเอก
Source - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)
Thursday, May 08, 2014  06:24

          เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ

          คงเคยได้ยินเรื่องราวคนรุ่นใหม่หันมา ทำนา ปลูกข้าวกันมากขึ้นเรื่อยๆ บางคน ก็มองว่า เป็นแค่อาชีพฝันๆ ทำสักพัก ก็เลิกลา

          แต่สองพี่น้อง ขวัญชนก เหล่าสุนทร สถาปนิก และเชษฐกานต์ เหล่าสุนทร วิศวกร ที่ร่ำเรียน จนจบปริญญาตรีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง และปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ ปัจจุบันทั้งสองกำลังเรียนปริญญาเอก สาขาพัฒนาทรัพยากรชนบท มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กลับเห็นว่า การทำนาเป็นเรื่องสนุกและจริงจัง จนมีผลผลิตเป็นที่น่าพอใจในผืนนาของครอบครัว 50 ไร่ที่จังหวัดเชียงราย โดยปัจจุบันขวัญชนก เป็นรองประธานและเลขานุการกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มพืชสมุนไพร และทั้งสองใช้ชื่อไร่แห่งนี้ว่า Mc Nena 's farm Organic Herbs@Chang Rai

          แล้วการทำนาสนุกอย่างไร... ขวัญชนก มีคำตอบ

          งานประจำที่ทั้งสองทำก็เป็นอาชีพที่ดี แล้วทำไมเบื่อจนต้องลาออก ?
          คืออาชีพที่เราทำ ก็เหมือนคนเมืองทั่วไป ทำแล้ว เครียดมาก พอมาเจอธรรมชาติที่เชียงรายรู้สึกสบาย ก็เลยติดใจ แม้จะทำงานด้านสถาปนิก แต่เราก็สนุกกับการทำนามากกว่า เหมือนเจอสิ่งที่ใช่และสนุก ผ่อนคลายกับการทำนาแบบนี้ เพราะปกติเสาร์อาทิตย์พวกเราก็ชอบไปทะเล พอมาอยู่ที่นี่ ก็รู้สึกดี แล้วงานประจำของพวกเรา ก็ทำในบริษัทคุณอาที่ทำด้านการออกแบบและก่อสร้าง เราบอกอาว่า ขอมาอยู่ที่เชียงรายดีกว่า ถ้ามีงานแล้วค่อยทำ

          นึกอย่างไรถึงอยากทำนา
          ช่วงที่น้ำท่วม เมื่อปี 2555 เราก็ขึ้นมาอยู่บ้าน ที่เชียงรายของพวกเรา แล้วคุณลุงที่ทำนาอยู่จะเลิก ทำนา เราก็เลยสนใจ หาข้อมูลการทำนาจากอินเตอร์เน็ต ประกอบกับถามคุณลุงคุณป้าที่มีประสบการณ์ ด้านนี้ พอหาข้อมูลการทำนา ก็รู้สึกว่า ไม่ยาก ก็เลย ลองทำนาดู ทำแล้วสนุกสนาน ซึ่งเป็นการทำนา ด้วยตัวเอง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยจับดินเลย

          เหมือนคนรุ่นใหม่ที่ฝันๆ อยากมีที่ดินสักแปลง เพื่อการเกษตร ?
          เราไม่ได้ทำเล่นๆ แต่เราทำจริงจัง ทำมาสองปีแล้ว มีผลผลิตด้วย
          แล้วสองพี่น้องเริ่มต้นอย่างไร

          เริ่มจากปั่นนา ไถ คราดดินก่อน ส่วนที่ต้องใช้เครื่องจักร เราก็จ้างคนอื่นทำ ส่วนเรื่องการบำรุงดิน ทำปุ๋ย เราก็ทำเอง ตอนที่เราเริ่มทำ ก็วางแผนว่าจะปลูกข้าวอะไร เราตั้งใจว่าจะต้องเป็นเกษตรอินทรีย์ ตั้งใจจะปลูกข้าวหอมมะลิ แม้กระทั่งฤกษ์วันปลูกข้าว เราก็ต้องทำพิธีตามความเชื่อโบราณ เราก็ต้องดูว่า จะปลูกข้าววันไหน เพราะพื้นที่แห่งนี่เคยทำนาปีแบบชาวบ้าน ไม่ได้บำรุงดินอะไรเลย เราก็ต้องหันมาทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ เราก็ใช้พืชธรรมชาติ

          คุณไปเรียนรู้การทำนาจากที่ไหน
          ตอนนั้นเกษตรจังหวัดที่นั่นเห็นว่า เราเป็น คนรุ่นใหม่ที่หันมาทำนา ก็อยากแนะนำ เราก็ไปเรียนในโรงเรียนทำนา ได้เรียนรู้กรรมวิธีแบบโบราณ ผสมผสานแนวทางวิทยาศาสตร์ตามประสา คนรุ่นใหม่ เราก็ประยุกต์ใช้ในนาของเรา

          ดูเหมือนการทำนาของคุณง่ายเหลือเกิน ?
          คือเราสองคนพี่น้องคิดในแง่บวก มันไม่ได้ง่ายหรอก เพราะการประสานคนนั้นคนนี้ ก็ลำบากเหมือนกัน เราก็ทำด้วยใจสบายๆ  จ้างคนมาปั่นดิน เพราะเราไม่มีเครื่องจักร และช่วงเก็บเกี่ยวก็จ้างคน แต่ในช่วงบำรุงรักษาดูแล เราก็ทำเองทั้งหมด ฝนตก แดดออก เปียกฝน ก็สนุกไปกับมัน ช่วงใส่ปุ๋ยเราก็ทำเอง ดำนาก็ช่วยกันทำ

          ทำนาเองรู้สึกอย่างไร
          สนุก ประมาณ 4 เดือน ถ้าเรื่องไหน เราทำ เองได้ก็ทำ ถ้าต้องให้คนอื่นช่วย ก็จ้าง อย่างเรา ทำนาได้ข้าวไร่ละ 600 กิโลกรัม เกษตรจังหวัดก็ งงเหมือนกัน บอกว่า เราทำได้ยังไง เราปลูกข้าว หอมมะลิ 105 ดีที่สุดในประเทศด้วยนะ เราก็ลองปลูก อย่างอุปกรณ์การทำนา เราก็ต้องลงทุน ประมาณแสน สองแสน ลงทุนไปก็คุ้มทุน การทำนาปีที่ 2 และปีที่3 ก็ไม่ต้องลงทุนเครื่องจักรแล้ว

          มีคนแปลกใจไหมที่สองสาวลุยอยู่บนผืนนา
          มีเยอะ เราก็หัวเราะแล้วบอกว่า มาทำนา นี่แหละลดความอ้วนได้ด้วย ทำปีหนึ่งน้ำหนักลดไป 3 กิโลกรัม จากนั้นน้ำหนักลดลงเรื่อยๆ เพราะได้ใช้ชีวิตบนผืนนา และมีเวลาไปเรียนต่อปริญญาเอก ด้านการพัฒนาทรัพยากรชนบท เพราะเรา ทั้งสองจบปริญญาโทแล้ว

          ชาวนาทำนาแล้วยากจน แล้วทำไมพวกคุณทำแล้วมีรายได้
          เพราะชาวนารุ่นเก่ายึดติดกับการใช้สารเคมี เราเคยบอกว่า มาทำนาอินทรีย์ไหม ปลอดภัยนะ ชาวนา ก็บอกว่าไม่ล่ะ เพราะทำนาแบบนั้น พวกเขาไม่ได้ผลผลิต แต่เราได้ผลผลิตคุ้มค่านะ เรื่องเหล่านี้เป็นกระบวนการ ความคิดของคน ต้องปรับเปลี่ยนถ้ายึดติดกับเรื่อง สารเคมี ปุ๋ย และยาฆ่าแมลง ก็มีผลทำให้ดินเสีย และผลผลิตต่ำ ต้องลงทุนปุ๋ยมากขึ้น ทำให้ชาวนา เป็นหนี้ ทั้งหนี้กู้นอกระบบและหนี้ธนาคาร แต่เราใช้วัสดุที่มีอยู่ในธรรมชาติทำปุ๋ยหมัก มีแร่ธาตุให้ผืนนา

          ชาวนาแถวนั้นอยากทำนาแบบคุณบ้างไหม
          ก็มีคนสนใจบ้าง ไม่สนใจบ้าง ชาวนาก็ยังคงทำนาปรัง แต่ตอนนี้ทำนาก็ขาดทุน เพราะราคา ขายข้าวถูกมาก เราทำนาดำปีละครั้ง เพราะเราไม่อยากแย่งน้ำกับชาวนา เวลาว่างเราก็ปลูกถั่ว ที่เรา ทำนาจนถึงทุกวันนี้เพราะใจรัก และมีความสุข ทำให้ไม่รู้สึกเหนื่อย เราก็ยังอายุยี่สิบปลายๆ

          เห็นบอกว่า ข้าวที่คุณปลูกส่งไปขายใน ต่างประเทศด้วย ?
          ตอนที่ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ก็ได้รู้จักคนมากขึ้น จึงมีโอกาสส่งข้าวไปขายที่สิงคโปร์ เราใช้แบรนด์ ออแกนิค เฮิร์บ@เชียงราย นอกจากนี้ ยังขายในออนไลน์ เราก็ออกแบบผลิตภัณฑ์เอง ก็สนุก เพราะสมุนไพรที่เราปลูก นำมาแปรรูปได้อีก ถ้าปล่อยไว้ในนาก็สูญเปล่า อย่างตอนนี้เราทำยาหม่อง น้ำมันเขียว จากสมุนไพรอินทรีย์พวกฟักข้าว พญายอ ใบบัวบก คนที่แพ้แมลงก็ใช้ยาหม่องสมุนไพรนี่แหละ เราก็ไม่ได้เลี้ยงสัตว์อะไรเยอะ มีเลี้ยงไก่ ปลาเป็นแบบเศรษฐกิจพอเพียง

          ในอนาคตจะทำเป็นศูนย์เรียนรู้ ?
          อยากทำเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ เพื่อให้คนปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม ลองทำนาแบบนี้สิ ไม่ยากและต้นทุนต่ำ สามารถทำให้ชาวนามีชีวิตที่มีความสุขได้ คุณภาพชีวิตดีขึ้น เราก็อยากช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าการเกษตร และสร้างเครือข่ายเกษตรกรรม ซึ่งต่อไปเราคิดจะทำที่นี่เป็นโฮมสเตย์เพื่อให้คนที่สนในเรื่องการเกษตรมาเรียนรู้กับเรา คนรุ่นใหม่จะได้หันมาทำการเกษตรมากขึ้น และสุขภาพดีขึ้นด้วย

          หมายเหตุ : สนใจการทำนาแบบนี้สอบถามโทร 08-6388-6592--จบ--

          ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น