ผมขออนุญาตเล่าสิ่งที่ได้ทำมา บางท่านอาจว่าอวด ขอโทษด้วย เผื่อเป็นประโยชน์สำหรับบางคน
ตอนนี้ผมอายุ 47 ปี มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 1 ล้านบาท มาตั้งแต่ต้นปี 56
เริ่มมากขึ้นถึงเฉลี่ยวันละ 2-3 แสนบาท ตอนก่อน คสช. พอมี คสช. ลดลงก็ยังได้เฉลี่ยวันละ 1 แสนบาท
มีสมบัติคิดว่าเยอะพอสมควร
ถามว่า ผมได้ทำอะไรกับชีวิตบ้าง... ขอเล่าสู่ฟังนะครับ
ตอนผมยังเล็ก เคยบวชสามเณร อยู่กับพระอาจารย์ ท่านสอนหลายอย่าง
มีสิ่งหนึ่งที่ท่านบอก คือ "อยากรวยต้องให้ทาน"
ต้องให้ทานยังไง.. ท่านสอนแบบนี้
ถ้าไม่มีครุกรรม คือกรรมหนักอื่น มาให้ผล
อาจิณกรรม หรือพหุลกรรม กรรมที่ทำเป็นพระจำจะให้ผล
เคล็ดอยู่ตรงนี้ พหุลกรรม ทำให้ประจำ ให้ติดเป็นนิสัย
- ท่านสอนให้ใส่บาตรทุกวัน
ถ้าเลือกพระได้ก็เลือกพระปฏิบัติ ถ้าเลือกไม่ได้ ก็อย่าติดในพระ อย่าอาลัยในทาน
ถ้าใส่ไม่ได้ ให้อธิษฐานจิต ถวายเป็นสังฆทานไว้หน้าพระ
พอถึวันว่าง วันพระ วันอาทิตย์ ก็นำเงินนั้นไปทำบุญต่อ
ผมก็จำไว้ ทำได้มั่งไม่ได้มั่ง ตอนยังจน อธิษฐานไว้หน้าพระ วันละ 5 บาท 10 บาท
พยายามทำ ทำมาเรื่อย..
และคำสอนเพิ่มเติมอีก คือ
- มีความเชื่อใน 4 อย่างคือ
1.วิริยะฤทธิ์ เชื่อในผลแห่งความพากเพียร ขยันในการงานที่ทำ
2.บุญฤทธิ์ เชื่อในผลแแห่งบุญ ให้ทำบุญ
3.เทวฤทธิ์ เชื่อในอำนาจของเทวดาผู้มีฤทธิ์ ให้อุทิศให้เทวดา เจ้าที่ เจ้าทางที่ช่วยเราสำเร็จ
4.อิทธิฤทธิ์ เชื่อในอำนาจขอผู้มีพลังทางจิต ให้เคารพบูชาสิ่งที่ดีๆ บุคคลดีๆ
ในช่วงหนุ่ม ๆ ผมก็พากเพียรมั่ง เกเรมั่ง ทำดีมั่ง ทำชั่วมั่ง ลืมคำสอนไปนาน ชีวิตสำเร็จในระดับพื้น ๆ
รายได้ไม่ถึงแสนต่อเดือน อาจจะเป็นผลกรรมชั่วยังให้ผลมากอยู่ หรือผลกรรมดียังไม่ให้ผล
พออายุมาก เริ่มคิดถึงคำสอนครูบาอาจารย์มากขึ้น
เอาละ.. เริ่มมีความพากเพียร เริ่มทำบุญ เริ่มอุทิศให้เทวดาที่ช่วยเหลือเรา เริ่มบูชาครูบาอาจารย์ สิ่งที่เป็นมงคล
พอเริ่มต่อเนื่อง..ไม่นานเท่าไร...สิ่งดีๆ ก็เริ่มเดินเข้ามาในชีวิต
ทำมาค้าขาย สำเร็จเป็นอัศจรรย์ ได้มากกว่าคาดหวังเยอะ..
พระอาจารย์ท่านเคยบอกว่า
คนขยัน อาจสำเร็จระดับหนึ่ง เราต้องใช้ความเพียรคือวิริยะมาก
คนขยันด้วย ทำดีด้วย ก็สำเร็จขึ้นมาอีก
คนขยันด้วย ดีด้วย นายรักด้วย ก็ยิ่งสำเร็จขึ้นมาอีก (เทวดารักก็เหมือนเด็กเส้น)
คนทำอาจได้ 100 แต่ถ้าให้เทวดาท่าน ช่วย อาจได้ 500
เราก็ยิ่งทำบุญอุทิศให้เทวดาที่ช่วยเราให้ประสบความสำเร็จ
การงานก็ยิ่งสำเร็จยิ่งขึ้น
แต่ละวันจะมีแต่ข่าวดี ขายของได้ดีทุกวัน เงินเข้ามาทุกวัน ดีขึ้นเรื่อยๆ
ผมยิ่งมีกำลังใจทำบุญ
จะตื่นแต่เช้าทุกวัน ทำกับข้าว หุงข้าวเอง เพื่อเตรียมไปวัด มีความสุขมากครับ
ตอนนี้ดีใจที่
1.ได้ให้ทานทุกวันเฉลี่ยวันละ ประมาณ 500 - 1500 บาท
2.ได้บริจาคเงินทุกเดือน เฉลี่ยเดือนละ 150,000 - 350,000. - บาท
คิกว่า ถ้ารายได้เฉลี่ยถึงวันละ 1 ล้าน จะได้บริจาคเดือนละ 1 ล้านบาท
สาธุ..อัศจรรย์ในคำสอนพระพุทธศาสนา
สาธุ..อัศจรรย์ในฤทธิ์ทั้ง 4 ที่ครูบาอาจารย์สอน
เล่าสู่ฟังครับ..เผื่อมีประโยชน์สำหรับบางท่าน..
http://pantip.com/topic/32637587
วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2557
วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2557
อุปสรรคในการออมเงิน
อ่านเล่นๆในวันหยุดกันครับ ^^
-------------------------------------------------------------------
อุปสรรคในการออมเงิน
อุปสรรคในการออมเงิน
.
นาย Shlomo Benartzi ได้อธิบายที่มาของอุปสรรคในการออมผ่านแนวคิด "จิตวิทยาการเงิน" (Behavioural Finance)" สรุปใจความหลักๆมาจาก 3 ข้อคือ
.
•1• Present bias : ขอสบายตอนนี้ลำบากทีหลัง เช่น จะลดน้ำหนัก แต่วันนี้ขอกินก่อน พรุ่งนี้ค่อยลด, การใช้บัตรเครดิตหรือการผ่อนสินค้าเพื่อซื้อวันนี้จ่ายวันหลัง
.
•2• Inertia ความเฉื่อย : เป็นข้อสำคัญ คือ เคยชินกับสิ่งเดิมๆ ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เดิมไม่ออมยังไง อนาคตก็ไม่ออมอย่างนั้น // เรียกง่ายๆ "ความขี้เกียจ" ของมนุษย์ หรือจะเรียกว่าอยู่ใน comfort zoneก็ได้ เช่น ไม่ชอบบริการเสริมมือถือ แต่ขี้เกียจส่ง SMS ยกเลิก!
.
•3• กลัวการสูญเสีย Loss aversion : หลายคนน่าจะรู้อยู่แล้วว่า ธรรมชาติของมนุษย์จะกลัวความสูญเสีย ถึงแม้เราจะได้มาฟรีๆก็ตาม ในการวิจัยพบว่า ถ้าแบ่งลิงเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้แอปเปิ้ลตัวละลูก พวกมันพากันดีใจมาก ส่วนกลุ่มสองให้ 2 ลูก แล้วยึดคืน 1 ลูก ลิงกลุ่มนี้มีอารมณ์โกรธและไม่พอใจ แม้ว่ายังเหลือ1ลูกเท่ากลุ่มแรกก็ตาม ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช่เป็นแต่กับลิง คนเราก็เหมือนกัน -- โดยปกติทั่วไปเราจะคิดว่าการออมคือการสูญเสีย แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลย
.
ทั้งนี้ นายBenartzi ได้แนะนำวิธีแก้ไขชื่อว่า "Saving for tomorrow" ใครอยากรู้ก็ไปดูต่อได้ในคลิปด้านล่างนะครับ และผมคิดว่า ถ้าเราแก้ไขพฤติกรรม 3 ข้อข้างต้นได้ เราจะสามารถพัฒนาศักยภาพในตัวเองได้เยอะเลยทีเดียวไม่เฉพาะแค่เรื่องการออมครับ
นาย Shlomo Benartzi ได้อธิบายที่มาของอุปสรรคในการออมผ่านแนวคิด "จิตวิทยาการเงิน" (Behavioural Finance)" สรุปใจความหลักๆมาจาก 3 ข้อคือ
.
•1• Present bias : ขอสบายตอนนี้ลำบากทีหลัง เช่น จะลดน้ำหนัก แต่วันนี้ขอกินก่อน พรุ่งนี้ค่อยลด, การใช้บัตรเครดิตหรือการผ่อนสินค้าเพื่อซื้อวันนี้จ่ายวันหลัง
.
•2• Inertia ความเฉื่อย : เป็นข้อสำคัญ คือ เคยชินกับสิ่งเดิมๆ ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เดิมไม่ออมยังไง อนาคตก็ไม่ออมอย่างนั้น // เรียกง่ายๆ "ความขี้เกียจ" ของมนุษย์ หรือจะเรียกว่าอยู่ใน comfort zoneก็ได้ เช่น ไม่ชอบบริการเสริมมือถือ แต่ขี้เกียจส่ง SMS ยกเลิก!
.
•3• กลัวการสูญเสีย Loss aversion : หลายคนน่าจะรู้อยู่แล้วว่า ธรรมชาติของมนุษย์จะกลัวความสูญเสีย ถึงแม้เราจะได้มาฟรีๆก็ตาม ในการวิจัยพบว่า ถ้าแบ่งลิงเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้แอปเปิ้ลตัวละลูก พวกมันพากันดีใจมาก ส่วนกลุ่มสองให้ 2 ลูก แล้วยึดคืน 1 ลูก ลิงกลุ่มนี้มีอารมณ์โกรธและไม่พอใจ แม้ว่ายังเหลือ1ลูกเท่ากลุ่มแรกก็ตาม ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช่เป็นแต่กับลิง คนเราก็เหมือนกัน -- โดยปกติทั่วไปเราจะคิดว่าการออมคือการสูญเสีย แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลย
.
ทั้งนี้ นายBenartzi ได้แนะนำวิธีแก้ไขชื่อว่า "Saving for tomorrow" ใครอยากรู้ก็ไปดูต่อได้ในคลิปด้านล่างนะครับ และผมคิดว่า ถ้าเราแก้ไขพฤติกรรม 3 ข้อข้างต้นได้ เราจะสามารถพัฒนาศักยภาพในตัวเองได้เยอะเลยทีเดียวไม่เฉพาะแค่เรื่องการออมครับ
-Bas-
วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557
ฝึก presentation skill ให้ยอดเยี่ยม ด้วย tips จากนักพูดที่เก่งที่สุดในโลก -
1. ต้องทำให้คนฟังสงสัยตลอดเวลา Mr. Hettiarachchi บอกว่าการพูดในยุคนี้ ต้องทำให้น่าสนใจ เพื่อให้คนฟังซึ่งมีสมาธิสั้นลงจากยุคที่ smartphone กลายเป็นอวัยวะของร่างกาย โดยเปลี่ยนจากการพูดแบบทฤษฎีจริงจัง ให้กลายเป็นการพูดแบบสนทนากับคนฟังจะดีกว่า การหาจุดเด่นในเรื่องที่จะพูด แล้วนำออกมาเป็นจุดเด่นตั้งแต่เริ่ม มีส่วนช่วยให้คนฟังรู้สึกอยากติดตาม อย่างเช่นในคลิป Mr. Hettiarachchi ถือดอกกุหลาบออกมา สร้างความสงสัยให้กับคนฟัง ทำให้คนฟังใจจดจ่อกับเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นต่อไป และการเล่าเรื่องราวโดยผสมผสานข้อความสำคัญที่ต้องสื่อสาร ผ่านความหลาหลายของอารมณ์ มีทั้งเศร้า สนุก และเรียกเสียงหัวเราะ ทั้งหมดรวมกันทำให้การพูดครั้งนี้เหมือนนั่งรถไฟเหาะตีลังกา คือคนฟังจะไม่สามารถคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้เลย 2. สร้าง keyword ที่สามารถสนับสนุนหัวข้อที่พูด คนส่วนใหญ่มักจะเริ่มการ present ด้วยหัวข้อที่จะพูด แทนที่จะเริ่มด้วยการสร้าง keyword ที่จะสนับสนุนหัวข้อนั้นให้แข็งแรง ตัวอย่างของ Mr. Hettiarachchi ที่สร้างคำว่า "I see something" ขึ้นมา และพูดเน้นคำนี้เป็นช่วงๆเพื่อสร้าง highlight โดยคำว่า "I see something" หมายถึงการมองเห็นศักยภาพในตัวคน แน่นอนว่ามันน่าสนใจกว่าที่จะพูดว่า "เราทุกคนมีศักยภาพ" จริงไหมครับ การปรับใช้ keyword ให้ได้ผลดีที่สุดสำหรับการ present งานในบริษัท ต้องปรับให้เข้ากับเรื่องราว key message และ conclusion ทั้งหมดด้วย เพื่อจะได้เรียบเรียงเรื่องราวให้น่าสนใจมากขึ้นครับ ยกตัวอย่างเรื่องที่ Mr. Hettiarachchi พูดเรื่องศักยภาพของคน เรื่องราวจะเริ่มจากการเป็นเด็กไม่เอาไหน ไม่สนใจกฏกติกาใดๆ กระทั่งโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่เริ่มคิดได้ และพัฒนาตัวเองมาสู่จุดนี้ เป็นต้น 3. การใช้โทนเสียง สูง ต่ำ ท่าทางร่างกาย และจังหวะเงียบ ทำให้เรื่องราวน่าสนใจ การเล่าเรื่องที่น่าสนใจ ต้องรู้จักใช้โทนเสียงให้เป็นประโยชน์ การประชุมที่ต้องใช้สมองตลอดเวลา ถ้ามาเจอกับโทนเสียงเรียบๆแบบ monotone เมื่อไหร่ เป็นหลับเมื่อนั้น ดังนั้นการใช้โทนเสียงบอกเล่าเรื่องราวให้เหมือนกันการเล่านิทาน หรือการคุยกับเพื่อน พร้อมกับมือไม้ท่าทางคอยช่วยบอกเล่าเรื่องราว แทนที่จะหนีบไว้ข้างตัวซึ่งทำให้ดูเกร็ง จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเสมอ ลองสังเกตุจาก Mr. Hettiarachchi จะมีช่วงหยุดเงียบ มองตาคนฟัง ก่อนจะพูดข้อความที่เน้นเป็นพิเศษ เพื่อทำให้คนฟังรู้ว่านี่เป็นข้อความที่สำคัญ และจะได้สื่อสารข้อมูลที่ต้องการได้ครบถ้วนอย่างน่าสนใจ 4. ความต่อเนื่องของสิ่งทีพูด ต้องลำดับให้ดี และมีความเกี่ยวข้องกันตามความสำคัญ การ present งานใดๆก็ตาม สิ่งที่จะช่วยให้เรื่องราวน่าสนใจคือความต่อเนื่อง หรือ presentation flow นั่นเอง การนำเรื่องราวทั้งหมดมาจัดเรียงลำดับที่ควรจะเป็น พร้อมกับใส่ keyword ที่ต้องการเน้นเข้าไปในทุกช่วงลำดับ จะทำให้คนฟังรู้สึกถึงความต่อเนื่องของเรื่องราว ฟังแล้วน่าติดตาม ในกรณีของ Mr. Hettiarachchi เราจะสังเกตุได้ว่ามีการใช้คำว่า "I see something but I don't know what it is" อยู่ในทุกช่วงของการ present ตั้งแต่ตอนเริ่ม ตรงกลาง และตอนท้ายเรื่อง ซึ่งเป็นการตอกย้ำ key message ได้ดีมาก - See more at: http://unlockmen.com/business/item/881-%E0%B8%9D%E0%B8%B6%E0%B8%81-presentation-skill-%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A1-%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2-tips-%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81.html#sthash.wrRZijXj.dpuf
cr:http://unlockmen.com/business/item/881-%E0%B8%9D%E0%B8%B6%E0%B8%81-presentation-skill-%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A1-%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2-tips-%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81.html
cr:http://unlockmen.com/business/item/881-%E0%B8%9D%E0%B8%B6%E0%B8%81-presentation-skill-%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A1-%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2-tips-%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81.html
วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557
ความผิดพลาด นี้เป็นเรื่องธรรมดา ที่ทำให้คนทุกคนคล้ายกัน แต่สิ่งที่ทำให้เราต่างกัน คือ การตอบสนอง ต่อความผิดพลาดนั้นๆ
คุณแม่ยืนตีลูกชายวัย 5 ขวบอย่างบ้าคลั่งด้วยโทสะ ท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่มอง บวกกับพลังเสียงร้องไห้ หลังจากที่เด็กน้อยทำแก้วน้ำหล่นแตกในร้านอาหาร
นักเก็งกำไรคนหนึ่ง ล้างพอร์ต เพราะมโนแล้วผิดทางไม่ตัดขาดทุน แต่มัวมานั่งบ่นด่าตลาด ด่ากูรูที่เชียร์ ด่ามาร์ ด่าโบรกเกอร์
สองเหตุการณ์ที่เจอวันนี้ ทำให้เห็น สัจจธรรมประจำวัน เรื่อง "ความผิดพลาด"
ผมว่า ความผิดพลาด นี้เป็นเรื่องธรรมดา ที่ทำให้คนทุกคนคล้ายกัน แต่สิ่งที่ทำให้เราต่างกัน คือ การตอบสนอง ต่อความผิดพลาดนั้นๆ
ถ้าเราใช้ปัญญา ทุกครั้งที่เราผิดพลาด เราจะเรียนรู้ และเติบโตไปกับมัน แต่ถ้าเราใช้อารมณ์ เราจะมองไม่เห็นอะไร ความผิดพลาดมันก็จะติดตัว และกลับมาหลอกหลอนเราได้จนไปยังวันตาย
วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2557
"สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่เรื่องจริง มันเป็นการเข้าใจผิด มีกี่ครั้งในชีวิตที่เราขาดความไว้วางใจผู้อื่น และทำให้เราตัดสินผู้อื่นจากความคิดเย่อหยิ่งของเราเอง ซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงมากมาย"
ที่สนามบินนานาชาติระดับโลก มีนักธุรกิจหญิงแต่งตัวดีจำ เป็น
สักครู่หนึ่ง ขณะที่เธออ่านหนังสือชายหนุ ่มก็หยิบขนมคุกกี้ ออกจากถุง ซึ่งวางอยู่ระหว่างคนทั้งสอ ง แล้วกินมันอย่างละชิ้นเธอมอ งด้วยความโกรธแต่ไม่ต้องการ ทำเรื่องวุ่นวาย เธอจึงทำเป็นไม่สนใจ เธอเริ่มรู้สึกเบื่อที่จะกิ นคุกกี้และเฝ้ามองนาฬิกา
ในขณะที่ชายหนุ่มซึ่งเป็นผู ้ขโมยไร้ยางอาย กำลังกินมันให้หมดสิ้นไป เธอเริ่มโมโหและคิดในใจว่า
"ถ้าฉันไม่ใช่ผู้ดีมีการศึกษาแล้วละก็...ฉันจะ ชกหน้าเจ้าหมอนี่ให้แหลกไปเ ลย"
ทุกครั้งที่เธอหยิบกิน 1 ชิ้น ชายหนุ่มก็หยิบมันกิน 1 ชิ้น ทั้งสองส่งสายตามองกัน เมื่อคุกกี้เหลือเพียงชิ้นส ุดท้าย เธอหยุดและอยากรู้ว่าชายหนุ ่มจะทำอย่างไร ชายหนุ่มค่อย ๆ หยิบคุกกี้ชิ้นสุดท้ายแล้วห ักออกเป็น 2 ชิ้น ส่งให้เธอครึ่งชิ้นและกินเอ งครึ่งชิ้น เธอรับจากชายหนุ่มอย่างรวดเ ร็วและคิดในใจว่า
"เขาช่างเป็นคนไร้มารยาทสุด ๆ ช่างไร้การศึกษา ไม่มีแม้แต่พูดขอบคุณสักคำ"
เธอลุกขึ้น หยิบข้าวของทั้งหมดแล้วตรงไ ปยังประตูขึ้นเครื่อง ไม่แม้แต่เหลียวหลังกลับมาม องหัวขโมยผู้ไร้มารยาทซึ่งย ังนั่งอยู่ที่เดิม ภายหลังจากขึ้นเครื่องและนั ่งประจำที่อย่างสบายแล้วเธอ ก็หยิบหนังสือที่อ่านค้างอย ู่ขึ้นมาอีกครั้ง ในขณะที่หยิบหนังสือจากกระเ ป๋าก็พบว่ามีขนมคุกกี้ 1 ห่อ เธอตกใจมากถ้าคุกกี้ของฉันย ังอยู่ที่นี่ ก็แปลว่า....คุกกี้ห่อนั้นเ ป็นของชายหนุ่มที่แบ่งให้เธ อกิน เธอลุกขึ้นทันทีแล้ววิ่งออก จากเครื่องบินไปยังที่นั่งข องชายหนุ่ม แต่คงเหลือแต่ที่นั่งว่างเป ล่ามันสายไปเสียแล้วที่จะได ้ขอโทษชายหนุ่ม
ระหว่างเดินกลับเข้าเครื่อง เธอรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ เธอนั่นเองที่ไร้ มารยาท เป็นหัวขโมยที่ไร้การศึกษาต ัวจริง
มีกี่ครั้งในชีวิตของคนเราท ี่ค้นพบในภายหลังว่า
"สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ ใช่เรื่องจริง มันเป็นการเข้าใจผิด
มีกี่ครั้งในชีวิตที่เราขาด ความไว้วางใจผู้อื่น
และทำให้เราตัดสินผู้อื่นจา กความคิดเย่อหยิ่งของเราเอง
ซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริง มากมาย"
[ บทความนี้ได้คัดลอกมาจากเว็ บไซค์อื่นนานมาแล้ว จึงไม่ได้อ้างอิงถึงเว็บไซต ์ต้นฉบับ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ แต่ด้วยเจตนาดีที่เห็นว่าบท ความนี้เป็นบทความดีๆ...แฝง ข้อคิด จึงอยากแบ่งปันให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันครับ ]
ที่มา ... http://writer.dek-d.com/
https://www.facebook.com/FpmCertificate/photos/np.119258964.100000314476258/849870098387047/?type=1¬if_t=notify_me
สักครู่หนึ่ง ขณะที่เธออ่านหนังสือชายหนุ
ในขณะที่ชายหนุ่มซึ่งเป็นผู
"ถ้าฉันไม่ใช่ผู้ดีมีการศึกษาแล้วละก็...ฉันจะ
ทุกครั้งที่เธอหยิบกิน 1 ชิ้น ชายหนุ่มก็หยิบมันกิน 1 ชิ้น ทั้งสองส่งสายตามองกัน เมื่อคุกกี้เหลือเพียงชิ้นส
"เขาช่างเป็นคนไร้มารยาทสุด
เธอลุกขึ้น หยิบข้าวของทั้งหมดแล้วตรงไ
ระหว่างเดินกลับเข้าเครื่อง
มีกี่ครั้งในชีวิตของคนเราท
"สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่
มีกี่ครั้งในชีวิตที่เราขาด
และทำให้เราตัดสินผู้อื่นจา
ซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริง
[ บทความนี้ได้คัดลอกมาจากเว็
ที่มา ... http://writer.dek-d.com/
https://www.facebook.com/FpmCertificate/photos/np.119258964.100000314476258/849870098387047/?type=1¬if_t=notify_me
วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2557
Drown Proofing
ผมคิดว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกๆ ท่าน คงเห็นความสำคัญของการฝึกให้ลูกว่ายน้ำเป็นอยู่แล้วนะครับ แต่การฝึกว่ายน้ำในทุกๆ วันนี้ของเด็กๆ ส่วนมากมักจะมีรูปแบบการฝึกในลักษณะของ - - กีฬาว่ายน้ำ - - มากกว่า - - การว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด - - นะครับ วันนี้ผมจะมาแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่เปิดมุมมองเกี่ยวกับการฝึกว่ายน้ำให้กับลูกในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่เรียกว่า Drown Proofing ครับ หรือ - - การว่ายน้ำแบบไม่มีวันจม - - ครับ เพื่อตอบโจทย์ "การเอาตัวรอดจากการจมน้ำ" แบบชัดๆ กันไปเลยครับ
คือ ผมได้รู้จักคำว่า "Drown Proofing" ครั้งแรกจากคุณทนง โชติสรยุทธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเพลินพัฒนา (http://www.plearnpattana.ac.th) และรู้สึกว่าเป็นแนวคิดของการฝึกว่ายน้ำให้กับเด็กๆ ที่น่าสนใจมากๆ จนต้องมาหาข้อมูล และรายละเอียดของ Drown Proofing แล้วมาเล่าให้กับคุณพ่อคุณแม่ฟัง นี่ล่ะครับ ก่อนที่จะลงรายละเอียดว่า Drown Proofing นี้มันคืออะไร ผมอยากจะถามคุณพ่อคุณแม่ ที่ส่งให้ลูกไปฝึกว่ายน้ำ หรือสอนว่ายน้ำให้กับลูก ด้วยชุดคำถามต่อไปนี้ครับ
1. ถ้าลูกไม่มีแว่นตากันน้ำ ลูกยังคงสามารถว่ายน้ำได้หรือไม่?
2. ลูกสามารถว่ายน้ำได้ต่อเนื่องกันได้ถึง 600 - 1,200 เมตร หรือไม่ ที่ผมต้องถามคำถามนี้ ก็เพราะว่า ผมสมมติว่าเด็กเดินทางโดยเรือ ที่ล่องไปในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งแม่น้ำเจ้าพระยามีความกว้างสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 1,200 เมตร นั่นหมายความว่า ถ้าเรือล่มกลางลำน้ำ ระยะทางที่ไกลที่สุดที่เด็กต้องว่ายเข้ามาหาฝั่งก็คือ 600 เมตร ถ้าเด็กต้องว่ายเฉียงๆ ทำมุมสัก 45 - 60 องศา เพื่อไม่ให้ว่ายทวนกระแสน้ำมาก ก็เท่ากับว่าระยะทางที่เด็กต้องว่ายน้ำเพื่อเข้าหาฝั่งจะอยู่ที่ประมาณ 850 - 1,200 เมตร ดังนั้นถ้าเด็กสามารถว่ายน้ำได้ต่อเนื่องเป็นระยะทาง 1,200 เมตรได้ (อาจจะค่อยๆ ว่ายก็ได้นะครับ) เราก็จะมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่า ลูกของเรามีศักยภาพที่จะว่ายน้ำเข้าสู่ฝั่งได้ หากประสบเหตุเรือล่มกลางลำน้ำ
3. ลูกสามารถลอยตัวอยู่ในน้ำได้ไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมงหรือไม่ เพราะในกรณีที่เรือล่มในทะเล กว่าเจ้าหน้าที่ชายฝั่งจะทราบ และส่งเรือออกมาช่วยเหลือ ก็มักจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง ดังนั้นถ้าลูกเราสามารถลอยตัวในน้ำได้นานกว่า 3 ชั่วโมง คุณพ่อคุณแม่ก็จะมั่นใจในระดับหนึ่งว่า "ลูกเรามีศักยภาพที่จะเอาตัวรอด และรอคอยความช่วยเหลือได้"
คือ "ทักษะการว่ายน้ำ" ผมไม่ได้มองว่ามันเป็นเพียง "กีฬา" นะครับ แต่ผมมองว่ามันเป็น "ทักษะในการเอาชีวิตรอด (Survival Skill) ที่สำคัญมากๆ สำหรับเด็ก" เพราะว่าจากข้อมูลสถิติการเสียชีวิตของเด็กๆ ทั่วโลกในแต่ละปี (อ่านเพิ่มเติมได้ที่http://www.csip.org/csip/autopage/show_page.php?h=119&s_id=137&d_id=138 และ http://goo.gl/qU7QeP) พบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี
เสียชีวิตจากการจมน้ำ ปีละ 135,585 คน หรือเฉลี่ยวันละ 372 คน
ถ้าเอาเฉพาะในอาเซียนพบว่า มีจำนวนสูงถึงปีละ 32,744 คน หรือเฉลี่ยวันละ 90 คน
เสียชีวิตจากการจมน้ำ ปีละ 135,585 คน หรือเฉลี่ยวันละ 372 คน
ถ้าเอาเฉพาะในอาเซียนพบว่า มีจำนวนสูงถึงปีละ 32,744 คน หรือเฉลี่ยวันละ 90 คน
ยิ่งกลับมาดูที่ประเทศไทย นี่ยิ่งตกใจใหญ่ครับ เพราะว่าประเทศไทยโดยเฉลี่ยแล้วเรามีเด็กจมน้ำเสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 4 คน และเป็นสถิติที่มากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว ถึง 5 - 15 เท่าตัว นอกจากนี้การจมน้ำยังเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของเด็กไทยที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี อีกด้วยนะครับ แถมสูงกว่าอุบัติเหตุทางจราจรถึง 2 เท่าตัว เลยทีเดียว ผมถึงได้ย้ำไงล่ะครับว่า "ทักษะการว่ายน้ำ" ไม่ใช่เป็นเพียง "กีฬา" แต่เป็น "ทักษะในการเอาตัวรอดที่สำคัญมากๆ"
ประเด็นต่อมาก็คือ แล้วเราฝึกว่ายน้ำให้กับลูกเราแบบไหนล่ะครับ ผมเข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่บางท่าน มักการฝึกว่ายน้ำในเด็ก มักจะฝึกในรูปแบบของ การหัดว่ายน้ำท่าต่างๆ เช่น ฟรีสไตล์ กรรเชียง กบ และผีเสื้อ ที่พอลูกพอจะว่ายท่าต่างๆ เป็นแล้ว ก็มักจะคิดว่า "ลูกว่ายน้ำเป็นแล้ว" บางท่านก็ไปเน้นการจับเวลาให้ลูกว่ายน้ำได้เร็วๆ โดยที่ - - ไม่เน้นการฝึกให้ว่ายน้ำได้อึดเพียงพอ หรือว่ายจนว่ายต่อเนื่องได้นานๆ - - ไม่เน้นการฝึกว่ายแบบลอยคอโดยไม่มีแว่นตากันน้ำ - - ที่สำคัญที่สุดคือ ไม่เน้น - - ทักษะการลอยตัวในน้ำได้นานๆ - - แล้วอย่างนี้ เวลาที่ลูกของเราต้องประสบกับอุบัติเหตุทางน้ำ เขาจะเอาตัวรอดได้อย่างไร แว่นตากันน้ำก็ไม่มี จะว่ายฟรีสไตล์เร็วๆ ก็มองไม่เห็นฝั่ง หรือเห็นฝั่งอยู่ไกลมากๆ (ไม่เหมือนกับสระว่ายน้ำ)
ผมคิดว่าคุณพ่อคุณแม่คงเคยอ่านข่าวประมาณว่า เป็นนักกีฬาว่ายน้ำแท้ๆ แต่กลับจมน้ำตาย ที่เขาจมน้ำตายนี่ไม่ได้เป็นเพราะเขาว่ายน้ำไม่เป็นนะครับ แต่ทักษะการว่ายน้ำในรูปแบบกีฬาในสระน้ำ มันไม่สามารถทำให้เขาเอาตัวรอดจากการจมน้ำในแหล่งน้ำในธรรมชาติต่างหากครับ
เบื้องต้นผมคิดว่า การฝึกว่ายน้ำให้กับลูกควรเน้นที่ "ทักษะการเอาตัวรอด" ครับ โดยเน้นการฝึกว่ายน้ำให้ลูกในลักษณะนี้ครับ
1. การว่ายน้ำให้ได้อึด สามารถว่ายต่อเนื่องให้ได้ 600 - 1,200 เมตร ให้ได้ครับ ว่ายแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ว่ายชิลๆ สบายๆ ไม่ต้องเร่งรีบ ไม่ต้องจ้วง ไม่ต้องจับเวลาทำสถิติอะไรหรอกนะครับ แต่ต้องว่ายให้อึด ว่ายได้เรื่อยๆ ว่ายได้นานๆ ต่อเนื่องโดยไม่ต้องหยุดพักเป็นระยะทางยาวๆ สักหน่อย (600 - 1,200 เมตร) ครับ เอาเป็นว่าอย่างน้อยๆ ก็ควรจะว่ายต่อเนื่องได้สัก 300 - 400 เมตรก็ยังดีครับ เด็กบางคนพอว่ายสัก 50 เมตร ก็ต้องเก่ะขอบสระหอบแฮ่กๆ ผมว่าอึดยังไม่พอครับ
2. อย่าละเลยการว่ายน้ำแบบลอยคอ ซึ่งต้องอาศัยการลอยตัวแบบ Treading Water ให้ได้ก่อน (ซึ่งคนไทยเรามักจะเรียกว่า "ลูกหมาตกน้ำ"http://www.youtube.com/watch?v=wfC1BvVvWbs) ซึ่งถ้าเด็กสามารถลอยตัวแบบ Treading Water ได้แล้ว เขาจะประยุกต์ท่าฟรีสไตล์ และท่ากบ โดยว่ายน้ำไปข้างน้ำ ในลักษณะลอยคอโดยไม่ต้องให้หน้าคว่ำไปในน้ำได้ คือ ท่าไม่สวยไม่เป็นไรครับ เพราะแหล่งน้ำธรรมชาติบางที มันก็ไม่เหมาะที่จะว่ายน้ำแบบคว่ำหน้าลงไปในน้ำนะครับ และโดยปกติเราก็ไม่ได้พกแว่นตากันน้ำ แบบที่เราว่ายในสระว่ายน้ำอยู่แล้ว ดังนั้นการว่ายน้ำแบบลอยคอจึงการว่ายน้ำที่ท่าไม่สวย แต่มันใช้เอาตัวรอดได้นะครับ (บางคนไม่มีแว่นตากันน้ำ นี่ถึงกับว่ายน้ำไม่เป็นกันเลยทีเดียว แบบนี้ไม่มีประโยชน์ในมิติของการเอาตัวรอดนะครับ)
3. สิ่งที่สำคัญที่สุดของการว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอดก็คือ - - ความสามารถในการลอยตัว และอยู่ในน้ำได้นานที่สุด - - ซึ่งมีการค้นพบว่าท่าที่คนสามารถลอยตัวในน้ำได้นานที่สุด ก็คือ Drown Proofing นี่ล่ะครับ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่http://en.wikipedia.org/wiki/Drownproofing และhttp://www.drownproofing.com) ซึ่งในประเทศนิวซีแลนด์นี่มีการศึกษา และนำเอามาประยุกต์ใช้เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตจากการจมน้ำกันแบบจริงๆ จังๆ เลยนะครับ (อ่านรายงานเพิ่มเติมได้ที่http://researcharchive.vuw.ac.nz/xmlui/bitstream/handle/10063/2981/thesis.pdf?sequence=2)
คือ Drown Proofing หรือการลอยตัวแบบไม่มีวันจมนี่ ได้รับการคิดค้นโดยโค้ชว่ายน้ำที่ชื่อว่า Fred Lanoue ซึ่งเขาเป็นโค้ชว่ายน้ำที่ Georgia Institute of Technology ระหว่างปี ค.ศ.1936 ถึง 1964 โดยเขามีความเชื่อว่า ทุกๆ คนสามารถที่จะเอาตัวรอดจากการจมน้ำได้ โดยเทคนิคง่ายๆ ที่ไม่ต้องอาศัยพละกำลัง หรือการฝึกฝนแบบเอาเป็นเอาตาย เขาจึงคิดค้นเจ้าท่า Drown Proofing ขึ้นมา ซึ่งใครๆ ก็สามารถฝึกฝนได้ครับ เจ้าท่า Drown Proofing นี้มันมีประสิทธิภาพในการเอาชีวิตรอดจากการจมน้ำ จนนาวิกโยธินของประเทศสหรัฐอเมริกา เอาไปใช้ฝึกทหารในหน่วยนาวิกโยธินเลยนะครับ เพื่อให้ทหารของเขาสามารถอยู่ในน้ำได้นานๆ (ประหยัดแรง ทนต่อคลื่น และแสงแดด)
สำหรับท่าของ Drown Proofing (ผมเอารูปมาแปะให้ดูแล้วนะครับ หรือถ้าจะดูวีดีโอคลิป ก็นี่เลยครับ http://www.youtube.com/watch?v=1ayHKWeMIkU) มีง่ายๆ แค่
1. หายใจเข้าปอดลึกๆ ครับ
1. หายใจเข้าปอดลึกๆ ครับ
2. คว่ำหน้าในน้ำ เอาแขนไว้ข้างหน้า ปล่อยร่างกายตามสบายครับ ตัวจะอยู่ในลักษณะโค้งๆ คว่ำหน้าในน้ำนี่ล่ะครับ (จริงๆ การดิ้นนี่ล่ะครับ ที่จะทำให้จมน้ำได้เร็วขึ้น) ตัวจะลอยอยู่ในน้ำโดยอัตโนมัติครับ โดยที่ไม่จม (ยิ่งดิ้นจะยิ่งจม) การลอยตัวในน้ำในลักษณะนี้มันมีจุดดีตรงที่ ร่างกายเกือบทั้งหมดจะจมอยู่ในน้ำ และการคว่ำหน้าในน้ำ จะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำจากการถูกแดดเผาน้อยที่สุดครับ และการที่เราปล่อยตัวตามสบาย ไม่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายมาก ก็ยิ่งเป็นการเซฟพลังงานให้กับร่างกายโดยที่ไม่ต้องใช้แรงโดยไม่จำเป็นอีกด้วยครับ
3. พอเราจะหายใจ ก็ให้ใช้มือทั้งสองข้างแหวกน้ำเบาๆ เตะขาช่วยเล็กน้อย เพื่อดันให้คอเราโผล่พ้นน้ำ เพื่อหายใจครับ จากนั้นก็แค่คว่ำหน้ากลับไปในท่าเดิมครับ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ รอจนกว่าคนจะมาช่วยเหลือครับ (มีรายงานบอกว่าเจ้าท่า Drown Proofing นี่ทำให้เราสามารถลอยตัวอยู่ในทะเลได้นานถึง 3 - 4 วันได้เลยนะครับ เพราะแทบจะไม่ใช้พลังงานเลย)
แม้ว่าจะมีข้อถกเถียงบ้างว่า ถ้าเราพลัดตกน้ำในบริเวณที่เป็นน้ำเย็น การที่เอาตัวไปจมอยู่ในน้ำทั้งหมดแบบ Drown Proofing แบบนี้ อาจจะทำให้ร่างกายเกิดสภาวะ Hypothermia (เป็นสภาะวที่ร่างกายสูญเสียความร้อน แบบ Jack ในภาพยนตร์เรื่อง Titanic น่ะครับ) แต่ก็มีบางรายงานระบุว่า การตีแข้งตีขาเยอะๆ นี่ล่ะครับ อาจจะทำให้ร่างกายสูญเสียความร้อนมากกว่า Drown Proofing ก็ได้ เนื่องจากการตีแข้งตีขา หรือการขยับมากๆ จะเป็นการไล่น้ำที่มีอุณหภูมิอุ่นกว่าน้ำภายนอกที่เกาะอยู่ตามซอกเสื้อผ้าให้ออกไป และถูกแทนที่กลับมาด้วยน้ำเย็นๆ จากสภาพแวดล้อมด้านนอกครับ
แต่ผมคิดว่าในบริบทของประเทศไทย เราคงไม่ต้องกลัวสภาวะ Hypothermia มากนักหรอกครับ เพราะเราอยู่ในบริเวณเส้นศูนย์สูตร สภาวะอากาศเราค่อนข้างร้อนครับ ไม่มีน้ำเย็นๆ แบบในภาพยนตร์ Titanic หรอกนะครับ (เรากลัวแต่ว่าแดดจะเผา จนร่างกายของเราขาดน้ำมากกว่า) ผมจึงคิดว่า Drown Proofing นี่เป็นเทคนิคในการเอาตัวรอดจากการจมน้ำ ที่เหมาะกับประเทศไทยมากๆ ครับ
สุดท้ายครับ ในทรรศนะของผม ผมให้ความสำคัญของ "ทักษะการว่ายน้ำ" ในมิติของ "การเอาตัวรอดจากการจมน้ำ" เป็นลำดับแรกครับ ส่วนการว่ายได้หลายๆ ท่า ว่ายได้เร็วๆ ในลักษณะของ "กีฬา" ผมคิดว่าเป็นการส่งเสริมเด็กกลุ่มหนึ่งที่รู้สึกสนุก และชอบการว่ายน้ำมากๆ เท่านั้นครับ ถ้าในมุมมองของ "การเอาตัวรอด" ผมคิดว่า เราควรต้องฝึกให้ลูกว่ายน้ำให้เป็นจริงๆ เสียก่อน นะครับ ไม่ใช่พอว่ายได้ก็ให้เลิก ยิ่งเห็นว่าเป็น 2-3 ท่า ก็ให้เลิก ผมคิดว่าเราต้องฝึกให้ลูกเราว่ายน้ำจนกว่าจะว่ายได้อึดพอสมควร ที่สำคัญมีทักษะในการลอยตัวในน้ำได้นานๆ ผมว่า 2 สิ่งนี้ เป็นเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ และเมื่อว่ายน้ำได้อึดแล้ว ลอยตัวได้แล้ว Drown Proofing ก็น่าจะเป็นทักษะการว่ายน้ำเพิ่มเติมอีกทักษะหนึ่ง ที่เด็กไทยควรจะหัดเพิ่มเติมไว้ครับ เพราะเป็นเทคนิคที่ทำให้ลอยตัวอยู่ในน้ำได้นาน โดยที่ประหยัดแรงมากๆ ครับ (เด็กที่ว่ายน้ำเป็นแล้ว แข็งแล้ว การฝึก drown proofing นี่ใช้เวลาไม่นานก็เป็นครับ พอรู้เทคนิคปั๊บ ฝึกแป๊บเดียวก็เป็น)
สุดท้ายขอขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน ที่กรุณา Like และช่วยแชร์เพื่อส่งผ่านโพสต์นี้ให้กับคุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นๆ ได้อ่าน อละทำให้วงในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระจายในกว้างขึ้นครับ ผมขอขอบพระคุณทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ครับ
#การศึกษา #สอนลูก
.................................................
ร่วมสนับสนุนบทความดีๆ โดย
- ศูนย์การเรียนรู้ซีเอ็ด (SE-ED Learning Center: www.se-edlearning.com)
- หลักสูตรคณิตศาสตร์ FAN Math "เน้นการสร้างความเข้าใจ และความมั่นใจในการเรียนคณิตศาสตร์ ผ่านการแก้โจทย์ปัญหาที่สนุกท้าทายตามแนวทางของ PISA และ Singapore Maths" (www.fanmath.com)
- หลักสูตรภาษาอังกฤษ ACTive English "หลักสูตรภาษาอังกฤษที่เน้นการฟัง พูด อ่าน เขียน และการออกเสียง (Phonics) ในมาตรฐานยุโรป CEFR" (www.act-english.com)
.................................................
ร่วมสนับสนุนบทความดีๆ โดย
- ศูนย์การเรียนรู้ซีเอ็ด (SE-ED Learning Center: www.se-edlearning.com)
- หลักสูตรคณิตศาสตร์ FAN Math "เน้นการสร้างความเข้าใจ และความมั่นใจในการเรียนคณิตศาสตร์ ผ่านการแก้โจทย์ปัญหาที่สนุกท้าทายตามแนวทางของ PISA และ Singapore Maths" (www.fanmath.com)
- หลักสูตรภาษาอังกฤษ ACTive English "หลักสูตรภาษาอังกฤษที่เน้นการฟัง พูด อ่าน เขียน และการออกเสียง (Phonics) ในมาตรฐานยุโรป CEFR" (www.act-english.com)
เหตุผลที่ทำไมคุณถึงต้องก้าวออกมาจาก COMFORT ZONE
เหตุผลที่ทำไมคุณถึงต้องก้าวออกมาจาก COMFORT ZONE
ครั้งหนึ่ง John Marsden กล่าวไว้ว่า “การไม่เสี่ยงอะไรเลยคือความเสี่ยงที่สุด”
เขาพูดถูกจริงๆ
เพราะอะไร? เพราะในชีวิตจริงไม่มีอะไรมารับประกันคุณหรอกว่าคุณจะ “มั่นคง”
จริงๆ
โลกมันหมุนเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เด็กๆรุ่นใหม่ที่เก่งกว่า มีความรู้มากกว่า
มีไฟมากกว่าพร้อมจะเข้ามาแทนที่คุณได้ทุกเมื่อ อ้ออีกอย่าง
เด็กรุ่นใหม่ค่าจ้างถูกกว่าด้วย หุหุ การที่คุณติดอยู่กับความสบาย ความเคยชิน
และอะไรหลายๆอย่างใน Comfort Zone ของคุณ
จะทำให้สุดท้ายแล้วคุณจะไม่สามารถก้าวหน้าเลย
เพราะคุณรู้สึกว่าทำไมต้องเปลี่ยนแปลงด้วยล่ะในเมื่อที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ดีอยู่แล้ว?
ถ้าคุณคิดแบบนี้อยู่ล่ะก็
คุณติดอยู่ใน Comfort Zone เต็มๆ!
ก่อนอื่นเลยมาทำความรู้จักกับ Comfort Zone ว่ามันคืออะไรกันแน่?
คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่อธิบายว่า comfort zone คือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับระดับความกังวลของคนเรา comfort zone คือพฤติกรรมของเราที่ทำให้เรามีความกังวลน้อย อย่างเช่นสิ่งที่คุณทำเป็นประจำทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการทำอาหาร ดูทีวี กิจกรรมอะไรก็ตามที่คุณเคยชินกับมันไปแล้ว ไม่ทำให้คุณกังวลที่จะทำและรู้สึกสบายใจที่จะทำ พฤติกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของ comfort zone
แล้วเหตุผลอะไรที่คุณต้องออกจาก Comfort Zone ด้วยล่ะ? อืม… คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อสิ่งที่ผมบอกก็ได้ แต่ลองพิสูจน์ด้วยตัวของคุณเอง คุณจะทำหรือไม่ทำ ผมก็ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับชีวิตคุณ หุหุ
Comfort Zone เปลี่ยนตัวตนที่แท้จริงของคุณ
คุณเคยได้ยินมั้ยครับว่า คุณเป็นในสิ่งที่คุณกิน นิสัยของคุณก็เหมือนกัน คุณเป็นในสิ่งที่คุณทำ นั่นล่ะครับ ถ้าคุณขี้เกียจ สมองของคุณก็จะทำงานรูปแบบเดิมๆ ตามนิสัยที่ขี้เกียจของคุณ แล้วมันก็เริ่มสร้างนิสัยแห่งความสบายและความขี้เกียจขึ้นในตัวคุณ หุหุ ฟังดูน่ากลัวชะมัด แต่เมื่อไหร่ก็ตามถ้าคุณลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างที่ผิดแปลกไปจากเดิม สมองก็จะเริ่มสร้างเส้นทางใหม่ๆ นิสัยใหม่ๆขึ้นมา แต่มันยากหน่อย เพราะนิสัยเก่าๆจะคอยขวางอยู่ แต่ทุกครั้งที่คุณทำสิ่งใหม่ๆไปเรื่อยๆ และเรื่อยๆ สิ่งใหม่ที่คุณทำก็จะง่ายขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน พร้อมกับนิสัยใหม่ที่จะควบคุมนิสัยเก่าๆที่แสนขี้เกียจของคุณ พยายามหน่อยล่ะครับ!
Comfort Zone ทำให้คุณไม่เติบโตสักที
เพราะอะไรรู้มั้ยครับ? Comfort Zone ทำให้คุณรู้สึกสบายไงครับ แล้วเวลาที่เราสบายอยู่แล้วเนี่ย มีใครบ้างครับที่จะอยากลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองหรือพัฒนาตัวเอง คนเราเวลาสบายก็อยากอยู่สบายๆแบบนั้นไปตลอดกันทั้งนั้น แต่ยิ่งคุณก้าวออกจาก Comfort Zone ได้เร็วเท่าไร คุณก็จะเข้าใกล้ความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้นแหละ เพราะคนอื่นมัวแต่สบายอยู่ใน Comfort Zone ไงล่ะ!
Comfort Zone ทำให้คุณขี้เกียจ
บอกผมหน่อยเถอะ ว่ามีใครบ้างที่ประสบความสำเร็จโดยที่ไม่ก้าวออกมาจาก Comfort Zone ผมบอกเลยถ้ามีนะ คนๆนั้นโกหกคุณอยู่! เวลาที่คุณพอใจในชีวิตคุณแล้วเนี่ย คุณก็จะไม่พยายามเหมือนเดิม ประโยชน์ของ Comfort Zone มีอย่างเดียวคือ คุณไม่ต้องทำอะไรสักอย่าง! เพราะคุณพอใจในชีวิตคุณแล้วไง แล้วสำหรับคนที่ต้องการประสบความสำเร็จล่ะต้องทำยังไง ง่ายๆครับ ก้าวออกมาจาก Comfort Zone ซะ
วิธีก้าวออกจาก Comfort Zone
ถ้าคุณพร้อมที่จะก้าวออกมาจาก Comfort Zone แล้วล่ะก็ ให้ลองทำทุกอย่างแตกต่างไปจากเดิม เช่น
1. เรียนรู้ภาษาใหม่
นี่เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการพาตัวเองออกมาจาก Comfort Zone แล้ว ลองศึกษามันทุกๆวันเป็นการเพิ่มความรู้และคุณค่าแก่ตนเองไปด้วยในเวลาเดียวกัน
2. ท่องเที่ยวไปที่ใหม่ๆ
การเดินทางออกไปท่องเที่ยวยังที่ใหม่ๆเป็นการเปิดมุมมองของคุณเอง และช่วยให้คุณเติบโตขึ้นได้ โดยเฉพาะการเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวคนเดียว
3. ทำสิ่งที่คุณยังไม่เคยทำ
ลองทำในสิ่งที่คุณไม่เคยทำหรือสิ่งที่คุณกลัวที่จะทำมันในช่วงชีวิตที่ผ่านมา เพราะยิ่งคุณกล้าเผชิญหน้ากับความกลัวในตัวของคุณเองเท่าไร ความกลัวนั้นจะค่อยๆหายไป และคุณก็จะเติบโตขึ้น
แน่นอนว่าการก้าวออกจาก Comfort Zone ทำให้คุณรู้สึกไม่สบายใจ แต่มันเป็นเรื่องดีที่คุณจะบังคับตัวเองให้ผ่านความรู้สึกนั้นไปได้ แล้วคุณจะมีความสุขกว่าเดิม ประสบความสำเร็จมากกว่าเดิม ถ้าคุณก้าวออกมาได้จริงๆ
บทความจาก http://thinkdifferent.in.th/
ก่อนอื่นเลยมาทำความรู้จักกับ Comfort Zone ว่ามันคืออะไรกันแน่?
คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่อธิบายว่า comfort zone คือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับระดับความกังวลของคนเรา comfort zone คือพฤติกรรมของเราที่ทำให้เรามีความกังวลน้อย อย่างเช่นสิ่งที่คุณทำเป็นประจำทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการทำอาหาร ดูทีวี กิจกรรมอะไรก็ตามที่คุณเคยชินกับมันไปแล้ว ไม่ทำให้คุณกังวลที่จะทำและรู้สึกสบายใจที่จะทำ พฤติกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของ comfort zone
แล้วเหตุผลอะไรที่คุณต้องออกจาก Comfort Zone ด้วยล่ะ? อืม… คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อสิ่งที่ผมบอกก็ได้ แต่ลองพิสูจน์ด้วยตัวของคุณเอง คุณจะทำหรือไม่ทำ ผมก็ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับชีวิตคุณ หุหุ
Comfort Zone เปลี่ยนตัวตนที่แท้จริงของคุณ
คุณเคยได้ยินมั้ยครับว่า คุณเป็นในสิ่งที่คุณกิน นิสัยของคุณก็เหมือนกัน คุณเป็นในสิ่งที่คุณทำ นั่นล่ะครับ ถ้าคุณขี้เกียจ สมองของคุณก็จะทำงานรูปแบบเดิมๆ ตามนิสัยที่ขี้เกียจของคุณ แล้วมันก็เริ่มสร้างนิสัยแห่งความสบายและความขี้เกียจขึ้นในตัวคุณ หุหุ ฟังดูน่ากลัวชะมัด แต่เมื่อไหร่ก็ตามถ้าคุณลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างที่ผิดแปลกไปจากเดิม สมองก็จะเริ่มสร้างเส้นทางใหม่ๆ นิสัยใหม่ๆขึ้นมา แต่มันยากหน่อย เพราะนิสัยเก่าๆจะคอยขวางอยู่ แต่ทุกครั้งที่คุณทำสิ่งใหม่ๆไปเรื่อยๆ และเรื่อยๆ สิ่งใหม่ที่คุณทำก็จะง่ายขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน พร้อมกับนิสัยใหม่ที่จะควบคุมนิสัยเก่าๆที่แสนขี้เกียจของคุณ พยายามหน่อยล่ะครับ!
Comfort Zone ทำให้คุณไม่เติบโตสักที
เพราะอะไรรู้มั้ยครับ? Comfort Zone ทำให้คุณรู้สึกสบายไงครับ แล้วเวลาที่เราสบายอยู่แล้วเนี่ย มีใครบ้างครับที่จะอยากลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองหรือพัฒนาตัวเอง คนเราเวลาสบายก็อยากอยู่สบายๆแบบนั้นไปตลอดกันทั้งนั้น แต่ยิ่งคุณก้าวออกจาก Comfort Zone ได้เร็วเท่าไร คุณก็จะเข้าใกล้ความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้นแหละ เพราะคนอื่นมัวแต่สบายอยู่ใน Comfort Zone ไงล่ะ!
Comfort Zone ทำให้คุณขี้เกียจ
บอกผมหน่อยเถอะ ว่ามีใครบ้างที่ประสบความสำเร็จโดยที่ไม่ก้าวออกมาจาก Comfort Zone ผมบอกเลยถ้ามีนะ คนๆนั้นโกหกคุณอยู่! เวลาที่คุณพอใจในชีวิตคุณแล้วเนี่ย คุณก็จะไม่พยายามเหมือนเดิม ประโยชน์ของ Comfort Zone มีอย่างเดียวคือ คุณไม่ต้องทำอะไรสักอย่าง! เพราะคุณพอใจในชีวิตคุณแล้วไง แล้วสำหรับคนที่ต้องการประสบความสำเร็จล่ะต้องทำยังไง ง่ายๆครับ ก้าวออกมาจาก Comfort Zone ซะ
วิธีก้าวออกจาก Comfort Zone
ถ้าคุณพร้อมที่จะก้าวออกมาจาก Comfort Zone แล้วล่ะก็ ให้ลองทำทุกอย่างแตกต่างไปจากเดิม เช่น
1. เรียนรู้ภาษาใหม่
นี่เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการพาตัวเองออกมาจาก Comfort Zone แล้ว ลองศึกษามันทุกๆวันเป็นการเพิ่มความรู้และคุณค่าแก่ตนเองไปด้วยในเวลาเดียวกัน
2. ท่องเที่ยวไปที่ใหม่ๆ
การเดินทางออกไปท่องเที่ยวยังที่ใหม่ๆเป็นการเปิดมุมมองของคุณเอง และช่วยให้คุณเติบโตขึ้นได้ โดยเฉพาะการเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวคนเดียว
3. ทำสิ่งที่คุณยังไม่เคยทำ
ลองทำในสิ่งที่คุณไม่เคยทำหรือสิ่งที่คุณกลัวที่จะทำมันในช่วงชีวิตที่ผ่านมา เพราะยิ่งคุณกล้าเผชิญหน้ากับความกลัวในตัวของคุณเองเท่าไร ความกลัวนั้นจะค่อยๆหายไป และคุณก็จะเติบโตขึ้น
แน่นอนว่าการก้าวออกจาก Comfort Zone ทำให้คุณรู้สึกไม่สบายใจ แต่มันเป็นเรื่องดีที่คุณจะบังคับตัวเองให้ผ่านความรู้สึกนั้นไปได้ แล้วคุณจะมีความสุขกว่าเดิม ประสบความสำเร็จมากกว่าเดิม ถ้าคุณก้าวออกมาได้จริงๆ
บทความจาก http://thinkdifferent.in.th/
http://pantip.com/topic/32558105
แชร์วิธีตัดใจนะค่ะ
แชร์วิธีตัดใจนะค่ะ
สวัสดีค่ะเพื่อนๆพันทิปทุกคน
วันนี้เราจะมาแชร์ประสบการณ์การตัดใจจากผู้ชายนะค่ะ
ของเราเป็นรักครั้งแรกนะค่ะ คือเพิ่งมาจริงจังกับหนุ่มญี่ปุ่นคนนี้คนแรกค่ะ เราทำงานที่เดียวกันค่ะ เจอหน้ากันทุกวัน
เลิกกันแล้ว เพราะเขานอกใจไปมีคนอื่น (สาวคาราโอะเกะ) จบกันไม่สวยค่ะ และคิดว่าแค่กลับมาเป็นเพื่อนกัน เราเองทำไม่ได้ค่ะ
วิธีของเราคือ
1.เลิกการติดต่อกันทุกชนิดค่ะ โทร ไลน์ เฟซ
2.ไม่ใส่ใจ เลิกสนใจ ไม่ถามถึง อารมณ์ประมาณ ช่างแมร่ง 55555
3.เลิกคิดถึงเรื่องต่างๆของเขา ไม่ต้องตั้งคำถามว่า เขาจะกลับไหม เขายังรักเราอยู่ไหม
4.เวลาว่างที่เหงา ก็จะไปเข้าฟิตเนส วิ่ง ไปช็อปปิ้ง และสปา แบร่ๆๆ ไม่ให้ตัวเราว่าง จะได้ไม่ต้องมานั่งคิด
5.หยุดเสาร์ อาทิตย์ เคยนัดเจอกัน แต่ตอนนี้ หยุดเสาร์ อาทิตย์ กลับบ้านหาพ่อหาแม่ ว่างๆนัดเพื่อน ร่วมแก๊งค์ มาปาร์ตี้สังสรรค์เฮฮาค่ะ
6.คิดถึงข้อเสียของเขา ที่เขาดุ ด่าว่าเรา พฤติกรรมที่ทำให้เสียใจ นึกๆๆไว้เยอะ
7.ออกไปเจอผู้คน โลกใบนี้ยังกว้าง สักวันเราคงเจอคนดีๆที่พร้อมจะอยู่ข้างๆเรา
ถามว่าตอนนี้เข้มแข็งไปกี่เปอร์เซ็นแล้ว ประมาณ 60%นะ อีก 40%คงต้องใช้เวลาสักหน่อย
ยังไงเราก็ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆที่กำลังตกอยู่ใน สถานการณ์แบบเดียวกันนะค่ะ พยายามรักตัวเองเยอะๆๆนะค่ะ
และขอกำลังใจจากเพื่อนๆพันทิปด้วยนะค่ะ
cr:http://pantip.com/topic/32567238
สวัสดีค่ะเพื่อนๆพันทิปทุกคน
วันนี้เราจะมาแชร์ประสบการณ์การตัดใจจากผู้ชายนะค่ะ
ของเราเป็นรักครั้งแรกนะค่ะ คือเพิ่งมาจริงจังกับหนุ่มญี่ปุ่นคนนี้คนแรกค่ะ เราทำงานที่เดียวกันค่ะ เจอหน้ากันทุกวัน
เลิกกันแล้ว เพราะเขานอกใจไปมีคนอื่น (สาวคาราโอะเกะ) จบกันไม่สวยค่ะ และคิดว่าแค่กลับมาเป็นเพื่อนกัน เราเองทำไม่ได้ค่ะ
วิธีของเราคือ
1.เลิกการติดต่อกันทุกชนิดค่ะ โทร ไลน์ เฟซ
2.ไม่ใส่ใจ เลิกสนใจ ไม่ถามถึง อารมณ์ประมาณ ช่างแมร่ง 55555
3.เลิกคิดถึงเรื่องต่างๆของเขา ไม่ต้องตั้งคำถามว่า เขาจะกลับไหม เขายังรักเราอยู่ไหม
4.เวลาว่างที่เหงา ก็จะไปเข้าฟิตเนส วิ่ง ไปช็อปปิ้ง และสปา แบร่ๆๆ ไม่ให้ตัวเราว่าง จะได้ไม่ต้องมานั่งคิด
5.หยุดเสาร์ อาทิตย์ เคยนัดเจอกัน แต่ตอนนี้ หยุดเสาร์ อาทิตย์ กลับบ้านหาพ่อหาแม่ ว่างๆนัดเพื่อน ร่วมแก๊งค์ มาปาร์ตี้สังสรรค์เฮฮาค่ะ
6.คิดถึงข้อเสียของเขา ที่เขาดุ ด่าว่าเรา พฤติกรรมที่ทำให้เสียใจ นึกๆๆไว้เยอะ
7.ออกไปเจอผู้คน โลกใบนี้ยังกว้าง สักวันเราคงเจอคนดีๆที่พร้อมจะอยู่ข้างๆเรา
ถามว่าตอนนี้เข้มแข็งไปกี่เปอร์เซ็นแล้ว ประมาณ 60%นะ อีก 40%คงต้องใช้เวลาสักหน่อย
ยังไงเราก็ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆที่กำลังตกอยู่ใน สถานการณ์แบบเดียวกันนะค่ะ พยายามรักตัวเองเยอะๆๆนะค่ะ
และขอกำลังใจจากเพื่อนๆพันทิปด้วยนะค่ะ
cr:http://pantip.com/topic/32567238
วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557
10 วิธีเพิ่มความจำ ในแบบฉบับมหาวิทยาลัยชื่อดังอย่าง “Harvard University”
วารสาร HEALTHbeat จากสำนักพิมพ์ Harvard University ได้ตีพิมพ์บทความ คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีเพิ่มความจำดีๆ 10 วิธี ซึ่งในบทความนี้ผมก็ได้หยิบยกมาฝากให้เพื่อนๆได้ทราบกันครับ
http://www.wegointer.com/2014/09/harvard-healthbeat/
Memories2
1.เชื่อมั่น :
การศึกษาทำในคนวัยกลางคนและสูงอายุพบว่า ความจำของคนเราแปรตามความเชื่อมั่น คนเราจะจำอะไรๆ ได้ดีถ้าเชื่อมั่นว่า “เราทำได้” คนที่มองโลกในแง่ดีและเชื่อว่า ความจำของคนเราไม่ลดน้อยถอยลงไปตามอายุจะมีความจำดีกว่าคนที่คิดว่า “เราแก่แล้ว จำสู้เด็กๆ ไม่ได้”
2. จด :
การจัดเรื่องต่างๆ ให้เป็นหมวดหมู่ช่วยป้องกันการลืม เครื่องมือป้องกันการลืมที่สำคัญได้แก่ ปฏิทิน แผนที่ สมุดวางแผน แผ่นจดรายการของต้องซื้อก่อนไปชอปปิ้ง สมุดจดที่อยู่-เบอร์โทรศัพท์
3. แบ่งเป็นชุดเล็กๆ :
สมองคนเราจำเรื่องเล็กๆ ได้ดีกว่าเรื่องใหญ่ๆ ตัวอย่างเช่น ถ้าจะจำตัวเลข 8 หลัก “27984689″ ควรแบ่งเป็น 2 ชุดแบบที่เราใช้จำเบอร์โทรศัพท์ “2798-4789″ เวลาจะจำอะไรก็ควรฝึกจำทีละชุดเล็ก เช่น อ่านหนังสือวันละน้อย ดีกว่าฝึกจำชุดใหญ่ เช่น อ่านหนังสือรวดเดียวก่อนสอบ
4. ใช้ประสาททั้งห้า :
ใช้ประสาททั้งตา หู จมูก ลิ้น และกายที่ประทับใจมากที่สุด เพื่อจดจำเรื่องราว ประทับใจอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องขอ “เชื่อมโยง” กับประสบการณ์ในอดีตด้วยว่า สัมผัสหรือเรื่องนั้นคล้ายกับอะไรด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้าอยากจำรายละเอียดในร้านอาหาร ให้ ลองสูดหายใจเข้าแรงๆ ได้กลิ่นอะไรให้รีบจำกลิ่น และเชื่อมโยงว่า กลิ่นนี้คล้ายกลิ่นอะไร เช่น คล้ายกลิ่นขนมที่คุณยายทำให้ตอนอายุ 2 ขวบ
5. ขยายขอบเขต :
การท่องออกเสียงดังๆ วาดภาพประกอบ บันทึก หรือทำภาพไดอะแกรมเชื่อมโยงกระบวนการเข้าด้วยกัน เช่น แผนภูมิก้างปลา ช่วยให้จำได้ง่ายกว่าการอ่านในใจเพียงอย่างเดียว
6. เรียกชื่อ :
คนเราจะจำชื่อคนได้ดีขึ้นถ้าเรียกชื่อคนที่เราเห็นทุกครั้ง หรือถ้านึกถึงใครในใจก็ให้รีบทบทวนชื่อคนนั้นทันที
7. เว้นช่วง :
คนเราจะจำเรื่องราวต่างๆ ได้ดีถ้าทบทวนซ้ำในช่วงที่ห่างกันหลายๆครั้ง ได้ดีกว่าการท่องรวดเดียว
8. คำย่อ :
คำย่อมีส่วนช่วยให้จำอะไรได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น E, G, B, D, F ซึ่งเป็นโน๊ตในบรรทัด5เส้น ให้ลองนำอักษรตัวแรกมาแต่งเป็นประโยค เช่น Every good boys does fine.
9.ท้าทาย :
สมองคนเราเป็นเรื่องที่ต้อง “ท้าทาย” หรือฝึกบ่อยๆ จึงจะใช้การได้ดี การฝึกสมอง เช่น การเล่นคำต่อ หมากรุก การฝึกใช้มือข้างที่ไม่ถนัดทำงาน มีส่วนช่วยฝึกสมองให้ตื่นตัว และใช้การได้ดีขึ้นในระยะยาว
10.นอนให้พอ :
คนที่พักผ่อนนอนหลับเพียงพอมักจะจดจำอะไรๆ ได้ดีกว่าคนที่อดนอน ถ้าจะถนอมสมองให้ใช้ได้ดีไปนานๆ ก็ควรนอนให้พอ และอาจเสริมด้วยกิจกรรมฝึกสมาธิ สมาธิกำหนดลมหายใจ และออกกำลังเป็นประจำ
http://www.wegointer.com/2014/09/harvard-healthbeat/
Memories2
1.เชื่อมั่น :
การศึกษาทำในคนวัยกลางคนและสูงอายุพบว่า ความจำของคนเราแปรตามความเชื่อมั่น คนเราจะจำอะไรๆ ได้ดีถ้าเชื่อมั่นว่า “เราทำได้” คนที่มองโลกในแง่ดีและเชื่อว่า ความจำของคนเราไม่ลดน้อยถอยลงไปตามอายุจะมีความจำดีกว่าคนที่คิดว่า “เราแก่แล้ว จำสู้เด็กๆ ไม่ได้”
2. จด :
การจัดเรื่องต่างๆ ให้เป็นหมวดหมู่ช่วยป้องกันการลืม เครื่องมือป้องกันการลืมที่สำคัญได้แก่ ปฏิทิน แผนที่ สมุดวางแผน แผ่นจดรายการของต้องซื้อก่อนไปชอปปิ้ง สมุดจดที่อยู่-เบอร์โทรศัพท์
3. แบ่งเป็นชุดเล็กๆ :
สมองคนเราจำเรื่องเล็กๆ ได้ดีกว่าเรื่องใหญ่ๆ ตัวอย่างเช่น ถ้าจะจำตัวเลข 8 หลัก “27984689″ ควรแบ่งเป็น 2 ชุดแบบที่เราใช้จำเบอร์โทรศัพท์ “2798-4789″ เวลาจะจำอะไรก็ควรฝึกจำทีละชุดเล็ก เช่น อ่านหนังสือวันละน้อย ดีกว่าฝึกจำชุดใหญ่ เช่น อ่านหนังสือรวดเดียวก่อนสอบ
4. ใช้ประสาททั้งห้า :
ใช้ประสาททั้งตา หู จมูก ลิ้น และกายที่ประทับใจมากที่สุด เพื่อจดจำเรื่องราว ประทับใจอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องขอ “เชื่อมโยง” กับประสบการณ์ในอดีตด้วยว่า สัมผัสหรือเรื่องนั้นคล้ายกับอะไรด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้าอยากจำรายละเอียดในร้านอาหาร ให้ ลองสูดหายใจเข้าแรงๆ ได้กลิ่นอะไรให้รีบจำกลิ่น และเชื่อมโยงว่า กลิ่นนี้คล้ายกลิ่นอะไร เช่น คล้ายกลิ่นขนมที่คุณยายทำให้ตอนอายุ 2 ขวบ
5. ขยายขอบเขต :
การท่องออกเสียงดังๆ วาดภาพประกอบ บันทึก หรือทำภาพไดอะแกรมเชื่อมโยงกระบวนการเข้าด้วยกัน เช่น แผนภูมิก้างปลา ช่วยให้จำได้ง่ายกว่าการอ่านในใจเพียงอย่างเดียว
6. เรียกชื่อ :
คนเราจะจำชื่อคนได้ดีขึ้นถ้าเรียกชื่อคนที่เราเห็นทุกครั้ง หรือถ้านึกถึงใครในใจก็ให้รีบทบทวนชื่อคนนั้นทันที
7. เว้นช่วง :
คนเราจะจำเรื่องราวต่างๆ ได้ดีถ้าทบทวนซ้ำในช่วงที่ห่างกันหลายๆครั้ง ได้ดีกว่าการท่องรวดเดียว
8. คำย่อ :
คำย่อมีส่วนช่วยให้จำอะไรได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น E, G, B, D, F ซึ่งเป็นโน๊ตในบรรทัด5เส้น ให้ลองนำอักษรตัวแรกมาแต่งเป็นประโยค เช่น Every good boys does fine.
9.ท้าทาย :
สมองคนเราเป็นเรื่องที่ต้อง “ท้าทาย” หรือฝึกบ่อยๆ จึงจะใช้การได้ดี การฝึกสมอง เช่น การเล่นคำต่อ หมากรุก การฝึกใช้มือข้างที่ไม่ถนัดทำงาน มีส่วนช่วยฝึกสมองให้ตื่นตัว และใช้การได้ดีขึ้นในระยะยาว
10.นอนให้พอ :
คนที่พักผ่อนนอนหลับเพียงพอมักจะจดจำอะไรๆ ได้ดีกว่าคนที่อดนอน ถ้าจะถนอมสมองให้ใช้ได้ดีไปนานๆ ก็ควรนอนให้พอ และอาจเสริมด้วยกิจกรรมฝึกสมาธิ สมาธิกำหนดลมหายใจ และออกกำลังเป็นประจำ
วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557
8 เคล็ดลับง่ายๆ อ่านหนังสือให้เข้าใจแบบ 100 เปอร์เซ็นต์!!
8 เคล็ดลับง่ายๆ อ่านหนังสือให้เข้าใจแบบ 100 เปอร์เซ็นต์!!
เรื่องราวดีๆ ต่อไปที่เรานำมาฝากเพื่อนๆ กันในวันนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการอ่านหนังสือนี่แหละจ้า แต่อย่าพึ่งเบื่อกันไปก่อนนะจ๊ะ รับรองว่ามีสาระและประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ชาว ScholarShip.in.th ทุกๆ คนแน่นอน
เพื่อนๆ คนไหนเคยประสบปัญหาเมื่ออ่านๆ หนังสือไปแล้วอ่านไม่รู้เรื่องสักทีบ้างมั้ยครับ แอดมินก็เป้นคนนึงล่ะที่ประสบปัญหานั้นบ่อยๆ ซึ่งแก้อย่างไรก็แก้ไม่ตกสักกะทีนึง
วันนี้ทางเราเลยขอเสนอ 7 เคล็ดลับง่ายๆ อ่านหนังสือให้เข้าใจมากขึ้น ภายในระยะเวลาที่น้อยลง!! เอ…มันจะไปทำกันได้ยังไงอีท่านไหนกันนะ ว่าแล้วเรามาชมกันเลยดีกว่า…
1. อ่านบทสรุปมาก่อน
การอ่านบทสรุปของบทไหนๆ ในหนังสือก็เหมือนที่เราอ่านข้อความคร่าวๆ ก่อนนั่นเองล่ะครับ พอเราอ่านบทสรุปเสร็จแล้วเราจึงไปอ่านในส่วนของเนื้อหา ก็จะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นนั่นเอง
2. ใช้ปากกาไฮไลท์
เชื่อหรือไม่ครับว่า การใช้ปากกาหลายๆ สีช่วยกันไฮไลท์ช่วยกันจดจะทำให้สมองจดจำสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น!! อีกทั้งเรื่องนี้ยังมีงานวิจัยมากมายออกมารับรองแล้วนะครับ ไม่ลองไม่ได้แล้ว
3. อ่านพวกหัวข้อใหญ่ๆ ให้หมด
การอ่านหัวข้อใหญ่ๆ ให้หมดทั้งในหนังสือและสารบาญนั้น จะทำให้คุณได้อ่านในสิ่งที่คุณสนใจและอยากที่จะอ่าน ทำให้การรับรู้ของคุณเพิ่มมากขึ้นเมื่องคุณได้ทำในสิ่งที่คุณชอบนั่นเอง ไม่เชื่อลองอ่านแบบนี้กันดูนะจ๊ะ
4. ทุ่มความสนใจทั้งหมดไปในส่วนที่คุณสนใจในบทนั้นๆ
เมื่ออ่านหนังสือ แล้วเรารู้สึกว่าสนใจบทไหนมากที่สุดขึ้นมาล่ะก็ ระดัมพลังทั้งหมดตั้งสมาธิอ่านบทนั้นอย่างแน่วแน่เลยจ้า แล้วค่อยๆ ลดหลั่นมาอ่านในบทต่อๆ ไปที่เราสนใจน้อยๆ ลงมาในภายหลัง
5. อย่าพยายามอ่านทุกๆ คำ
การพยายามอ่านทุกๆ คำนั้น แน่นอนครับจะต้องทำให้เราเบื่อและอาจจะเผลอหลับไปเลยก็ได้ ลองอ่านแบบคร่าวๆ ในส่วนที่คุณไม่สนใจดูสิ แล้วหนังสือจะอ่านง่ายขึ้น และใช้เวลาอ่านเร็วขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยล่ะ
6. จดสิ่งที่คุณสนใจไว้อย่างคร่าวๆ
การจดสิ่งที่คุณสนใจไว้อย่างคร่าวๆ ในแต่ละบทนั้นก็เหมือนเป็นการสร้างการเชื่อมต่อของข้อมูลไว้ในตัวหนังสือนั้นๆ และมันก็จะทำให้คุณจดจำเนื้อหาคร่าวๆ ของบทนั้นที่คุณเคยอ่านได้ง่ายขึ้นนั่นเองครับ
7. พูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่คุณอ่านกับคนอื่น
ถ้าเกิดการพูดคุยกันในเนื้อหาแล้วจะทำให้เกิดการเข้าใจมากขึ้น เพราะเวลาเราอ่านส่วนไหนได้ไม่รู้เรื่องก็จะมีเพื่อนคอยอธิบายส่วนนั้น หรือว่าถ้าเราเข้าใจผิดก็จะได้ปรับความเข้าใจใหม่ อีกทั้งถ้าเราเป็นผู้สอนล่ะก็ จะทำให้เราแน่นในเนื้อหานั้นๆ อย่างไม่รู้ตัวเลยล่ะ
8. จดสิ่งที่คุณสงสัยในระหว่างการอ่านทุกๆ จุด!!
เอ…ทำไมเขาจึงเขียนแบบนี้? เอ…ทำไมมันดูไม่สมเหตุสมผลนะ!? จดลงไปให้หมดครับ ว่ามีปัญหาตรงไหนที่ติดค้างคาใจ แล้วค่อยมาให้เพื่อนๆ หรือค่อยมาอ่านหาคำตอบกันใหม่ในภายหลัง วิธีนี้นะครับแนะนำเลย ทรงพลังที่สุดรองลงมาจากวิธีที่ 7 เลยล่ะ
วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2557
6 เทคนิคง่ายๆ สำหรับจดจำเนื้อหายาวๆ ภายในระยะเวลาอันสั้น
เรื่องราวดีๆ ที่ ScholarShip.in.th จะนำมาฝากเพื่อนๆ ในวันนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความทรงจำครับผม แน่นอนว่าคงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับหลายๆ คน รวมถึงน้องๆ นักเรียนที่ต้องอาศัยความจำบทเรียนต่างๆ เพื่อนำไปสอบนั่นเอง
ไม่ว่าจะเป็นคนจากสาขาอาชีพอะไร หรือแม้กระทั่งนักเรียนนักศึกษาก็ต้องใช้ความจำในการทำงานกันทั้งนั้น เช่นการพรีเซนต์งานต่างๆ การจดจำเนื้อหาการเรียนเพื่อไปสอบ แต่ในหลายๆ ครั้งเราก็ไม่ค่อยจะมีเวลาไปจดจำสิ่งเหล่านี้เท่าที่ควร ผลที่ออกมาเลยไม่สู้ดีเท่าไรนักนั่นเอง
วันนี้เราเลยขอนำเสนอเทคนิคสำหรับการท่องจำข้อมูลยาวๆ ให้ได้ภายในเวลาที่สั้นมาฝากกันครับผม จะมีวิธีไหนบ้างเรามาชมกันเลย…
ข้อ 1 อ่านข้อมูลที่ต้องการจดจำซัก 2-3 รอบ
อ่านข้อมูลทั้งหมดก่อนครับโดยคร่าวๆ และใช้เวลาไม่มาก แต่การอ่านแบบนี้แหละจะทำให้เราคุ้นเคย และสร้างความเข้าใจในเนื้อหาและลำดับของข้อมูลทั้งหมด ก่อนที่จะไปเริ่มจดจำข้อมูลสำคัญๆต่อไปนั่นเอง
ข้อ 2 แบ่งข้อมูลออกเป็นช่วงสั้นๆ
เป็นไปไม่ได้หรือเป็นเรื่องที่ยากมากๆ ที่เราจะจดจำข้อมูลทั้งหมดในครั้งเดียวใช่มั้ยครับ ดังนั้นเราจะต้องแบ่งมันออกเป็นช่วงๆ และค่อยๆ จำทีละส่วนๆ แบบนี้จะทำให้เราจดจำข้อมูลได้เร็วขึ้นครับ รับประกันได้เลย
ข้อ 3 กำหนดเลขลำดับ
การกำหนดหมายเลขหรือลำดับให้กับข้อมูลแต่ละส่วน จะทำให้การจดจำง่ายขึ้น เร็วขึ้น เนื่องจากสมองของเราจะมีวิธีจดจำ ตัวเลข กับข้อมูลเข้าต่างๆ ไว้ด้วยกัน ซึ่งจะช่วยให้เรานึกได้ถึงข้อมูลได้ตามลำดับที่เราได้ตั้งไว้นั่นเอง
ข้อ 4 อ่านออกเสียง
ตอนเป็นเด็กที่อาจารย์มักจะให้เด็กๆ ท่องนั่นท่องนี่ออกเสียง เป็นเรื่องจริงครับ!! ทีนี้เรามาเริ่มอ่านข้อมูลด้วยเสียงให้ตัวเองฟัง ซักรอบ 2 รอบ เพื่อเป็นการเพิ่มการเปิดช่องทางรับข้อมูลจากทางหู และ ทางสายตาด้วย
ข้อ 5 เริ่มจดจำข้อมูล
เริ่มจดจำข้อมูลทีละส่วน ตามลำดับที่เราได้จัดไว้ในข้อก่อนหน้า เมื่อเริ่มจำได้ ก็ค่อยเลื่อนไปจำลำดับต่อไป เราจะค่อยๆจำได้ เพราะจะนึกถึงความต่อเนื่องของข้อมูล ทีละส่วนๆ ตามกันมาเลยล่ะ
ข้อ 6 คิด จำ ทบทวน
จากนั้นให้พูดซ้ำๆ ทีละส่วน ตามลำดับ โดยพยายามไม่ดูข้อมูลหรือโน้ต แต่ให้คิดถึงความหมายของสิ่งที่พูด นึกถึงที่มา สาเหตุ และ ผลหรือสิ่งที่ตามมา ของแต่ละส่วนไปเรื่อยๆ เพื่อที่เราจะสามารถนึกถึงข้อมูลที่จะติดตามกันมาเป็นลำดับ ทำแบบนี้หลายๆ รอบเราจะเริ่มจำได้เลยล่ะครับ ยิ่งถ้าสร้างความเชื่อมโยงระหว่างคำก็จะทำให้เราจำง่ายขึ้นอีกด้วยแหล่ะ
ทีนี้เพื่อนๆ คนไหนที่จะไปพรีเซนต์หรือจดจำข้อมุลต่างๆ ไปสอบกันก็มีเทคนิคดีๆ ในการอ่านหนังสือหรือจดจำข้อมุลกันแล้วนะครับ วันนี้ ScholarShip.in.th ก็ขอลาก่อนนะครับ สวัสดีครับ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)

