วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2557
50 แบบแปลนอพาร์ทเมนต์และคอนโด ไอเดียเจ๋งๆเพื่อชีวิตคนยุคใหม่
http://www.naibann.com/50-plan-floors-for-apartment-and-condo/



แฟรนไชส์ปราบขยะ
- วันที่ 26 มิถุนายน 2557 เวลา 11:06 น.
บริษัท ปราบขยะรีไซเคิล จำกัด คือ ธุรกิจจัดการขยะมูลฝอยครบวงจร เริ่มตั้งแต่ การจัดเก็บ คัดแยกขยะ ตลอดจนนำไปกำจัดอย่างถูกสุขลักษณะ รวมถึงการดูแลพื้นที่สีเขียว การทำความสะอาดอาคารสถานที่ภาครัฐและเอกชน
สำหรับ แฟรนไชส์ปราบขยะ คือผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการของผู้คิดก้าวเข้าสู่ธุรกิจรีไซเคิล ค้าของเก่า รับซื้อของเก่า แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร
แฟรนไชส์ปราบขยะ สามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้ ด้วยการฝึกฝน รู้จริง ประสบการณ์จริง และเป็นแฟรนไชส์ที่มีระบบการรับประกันราคาซื้อคืนในราคาที่สูงกว่า ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นรายเดียวในประเทศไทย
อยากได้เรือยอชต์ ลุยทำธุรกิจขยะ
คุณธีรวงศ์ สรรค์พิพัฒน์ เจ้าของกิจการปราบขยะ พาบุคลิกร่าเริงเป็นกันเอง มาบอกกล่าวข้อมูลความเป็นมา โดยเริ่มต้นด้วยการย้อนอดีตให้ฟังว่า แต่เดิมครอบครัวทำโรงกลึง กระทั่งเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ธุรกิจมีอันต้องปิดตัวลง ตัวเขาเองก็ไม่คิดจะกอบกู้กลับมา เพราะไม่ชอบทำงานโรงกลึง กลัวมือดำเล็บด้าน
กระทั่งวันหนึ่ง เห็นหญิงชรามาเดินด้อมๆ มองๆ เก็บขยะหน้าบ้าน นึกสงสารเลยเอาเงินไปให้ แต่ได้รับการปฏิเสธ จึงถามไถ่จากคุณแม่ของเขา จนทราบยายคนนั้นฐานะดีใช่ย่อย เสียไพ่คราวละเป็นหมื่นบาทได้แบบสบาย-สบาย
“ขนาดคนแก่ที่ไม่มีลูกหลานเลี้ยง ไม่มีวุฒิการศึกษา คัดแยกไม่เป็น มาเก็บขยะขายยังมีเงินเหลือไปเสียไพ่ได้เป็นหมื่น ถ้าคนหนุ่มอย่างผมมาทำบ้าง คงได้เงินเยอะกว่า ตอนนั้นบอกตรงๆ ผมเกลียดการทำงานที่สุด แต่พอไปเห็นข่าวดาราฮอลลีวูดมีเรือยอชต์ อยากมีบ้าง เลยตัดสินใจลุกขึ้นมาทำธุรกิจขยะ” คุณธีรวงศ์ เล่าจริงจัง ออกรส
กิจการรับซื้อขยะของคุณธีรวงศ์ เมื่อราว 8 ปีที่แล้ว เริ่มต้นบนพื้นที่เช่าขนาด 2 ไร่ ในจังหวัดปทุมธานี อยู่ลึกไปจากถนนใหญ่เกือบ 40 กิโลเมตร ซึ่งด้านหลังของที่ดินนั้นเป็นชุมชนแออัด กระจายเป็นหย่อม
เขาเลยใช้วิธี “เคาะประตูบ้าน” รับซื้อขยะหวังนำไปขายต่อให้กับโรงงานรีไซเคิล แต่ด้วยความที่ยังไม่ “เก๋า” พอ ซื้อมา 2 บาท ขายต่อได้ 4 บาท ก็ดีใจมากแล้ว แต่หารู้ไม่ ยี่ปั๊วรายใหญ่เอาไปขายต่อได้กำไรมากกว่าเขาหลายเท่าตัว
“ช่วงแรกยังไม่รู้ราคารับซื้อขยะแต่ละตัวมันยุติตรงไหน ทำให้ขาดทุนกำไรไปหลายครั้ง จึงพยายามศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับธุรกิจรีไซเคิลทุกแง่มุมทั้งของไทยและต่างประเทศ หวังไปพัฒนากิจการให้เติบโตขึ้น ไม่หยุดแค่การซื้อมาขายไป” นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง เล่าถึงความตั้งใจ
เวลาผ่านไป กิจการเติบโตตามลำดับ จากรับซื้อ-ขายขยะธรรมดา ต่อมามีการแยกประเภท แปรรูป ผ่านเครื่องจักรทั้งเครื่องอัด เครื่องบีบ เครื่องล้าง เครื่องแกะฉลาก ฯลฯ กระทั่งกลายเป็นกิจการ รีไซเคิลครบวงจร มีลูกค้ากลุ่มโรงงานรับซื้อประจำทั้งในและต่างประเทศ
มีหลายเงื่อนไขเล็กไปใหญ่ดีสุด
ดำเนินธุรกิจของตัวเองได้กว่า 4 ปี มีความแข็งแรงพอสมควร จึงถึงเวลาขยับขยายธุรกิจ โดยแนวคิดเรื่องของแฟรนไชส์นั้นเริ่มจาก คุณธีรวงศ์มีโอกาสไปศึกษาดูงานการฝังกลบขยะแล้วรู้สึกเสียดาย เพราะยังมีขยะบางส่วนที่รถไม่สามารถคัดแยกได้หมด จุดที่เขามองเห็นจึงอาจเป็นช่องว่างทำให้เกิดอาชีพในรายอื่นๆ ได้
“ธุรกิจขยะยังโตได้มากในหลายจังหวัด เพราะคนไทยไม่ค่อยรู้จักคัดแยก แก้ปัญหาไม่ถูกจุด เรื่องนี้น่าจะสอนกันในโรงเรียน เพราะถ้าแยกขยะได้ถูก รับรองมีรายได้กันบ้านละพันกว่าบาทเป็นอย่างต่ำ” คุณธีรวงศ์ ว่ามาอย่างนั้น
ปัจจุบัน แฟรนไชส์ปราบขยะ ดำเนินมาได้กว่า 3 ปี มีแฟรนไชซีแล้วไม่ต่ำกว่า 90 ราย แบ่งเป็นหลายขนาดเล็ก-ใหญ่ ทั้งรายใหม่และเข้ามา “รีแบรนด์”
เกี่ยวกับเงื่อนไขการลงทุนของแฟรนไชซี ผู้บริหารกิจการปราบขยะ อธิบาย สำหรับมือใหม่รายเล็ก ลงทุนเริ่มต้นที่ 29,000 บาท จะได้รับโปรแกรมการจัดการภายในร้าน ช่วยคำนวณกำไรขาดทุน การเช็กสต๊อก การคำนวณค่าแรง ฯลฯ
ส่วนแฟรนไชส์ชุดรีแบรนด์ เหมาะสำหรับมือเก่าที่เคยทำมาก่อน แต่ต้องการเปลี่ยนแบรนด์ใหม่ โดยใช้เงินลงทุนเริ่มต้น 39,000 บาท
“การเริ่มต้นทำธุรกิจขยะ ไม่อยากให้ลงทุนมาก เพราะหากทำจากเล็กไปหาใหญ่แล้วมันจะมีภูมิต้านทานมากกว่า” เจ้าของเรื่องราว ว่ามาอย่างนั้น
ก่อนบอกต่อ นอกเหนือจากเงินลงทุนแจ้งมาข้างต้น คนเป็นแฟรนไชซี ต้องมีที่ดินเปล่าอย่างน้อย 50 ตารางวา พร้อมโรงเรือนที่กันแดดกันฝนได้ แต่ถ้ามีตึกแถวก็สามารถทำได้ แต่อาจเหนื่อยกว่า เพราะว่าที่ทางไม่สะดวกเท่า
คุณธีรวงศ์ บอกอีกว่า ก่อนเปิดร้านแฟรนไชซี ต้องเข้ารับการอบรมจากทางบริษัทเป็นเวลา 2 วัน เพื่อเรียนรู้ขั้นตอนต่างๆ ในการทำธุรกิจ และหลังจากนั้นสามารถนำขยะมาขายให้กับทางบริษัทได้ทันที แต่ถ้าแฟรนไชซีจะไปขายให้รายอื่นเพราะให้ราคาดีกว่า ก็ไม่ผิดกติกาการทำธุรกิจร่วมกันแต่อย่างใด
“ใครที่ซื้อแฟรนไชส์ปราบขยะ ผมจะสมน้ำหน้าทุกคนเลย เพราะมันเหนื่อยแน่ อย่านึกว่าซื้อไปแล้วจะไม่เหนื่อยนะ เพราะต้องอยู่กับขยะ
อย่างไรก็ตาม มี 2 เรื่องที่รับประกันให้ได้คือ หนึ่ง เหนื่อยแน่ สอง มีตังค์ใช้แน่ แต่ทำแล้วต้องตั้งใจด้วยนะครับ”
เจ้าของเรื่องราว ทิ้งท้ายบทสนทนาไว้อย่างนั้น
สนใจแฟรนไชส์ปราบขยะ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ บริษัท ปราบขยะรีไซเคิล จำกัด เลขที่ 888 ลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี 12140 โทรศัพท์ (02) 977-7797 เว็บไซต์ www.prabkaya.co.th อีเมล prabkaya@hotmail.com และ Facebook/บริษัท ปราบขยะรีไซเคิล จำกัด
ข้อมูลและภาพจาก http://www.sentangsedtee.comวันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2557
..อึดอัดกับสถานะนี้มานาน ภาคต่อ ผุ้ชายเลว
........อึดอัดกับสถานะนี้มานาน.........
http://pantip.com/topic/13109678
http://pantip.com/topic/13109678
อึดอัดใจกับสถานะนี้มานาน
เราเลิกกับแฟนได้เกือบปีแล้ว เพราะเค้าเลือกอีกคน คนนั้นเค้าหน้าตาดีกว่าเราค่ะ
ก็ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี เอาเป็นว่าเรารู้จักเป็นแฟนกับเค้ามาห้าปี
เริ่มจากเรากับเค้าคือต้องมีงานที่ต้องทำร่วมกันเค้าเป็นพี่เลี้ยง
คอยแนะนำงานให้เรา ตอนแรกก็ไม่มีอะไรปกติทุกอย่าง
ไม่จีบ ไม่อะไรทั้งสิ้นเราก็ไม่รุ้สึกไรกับเค้า
แต่พอเสร็จงานต่างคนก็ต่างแยกย้าย เราทำงานที่ใหม่ เค้าก็โทรมา แล้วก็คุย
เอ็มกันเรื่อยๆ ก็คือจีบนั่นแหล่ะ คุยไปเรื่อยๆ เราก็ตกลงใจว่า
นี่เราเป็นแฟนกับเค้าแล้วแหล่ะ ความสัมพันธุ์ก็ดีค่ะ เค้าพูดดี
เรามีความสุขมาก เจอกันหลังเลิกงาน นัดกินข้าวกันบ้าง
แต่ไม่บ่อยนักค่ะ เค้าไม่ชอบกลับบ้านช้า เป็นอยู่อย่างนี้สามปี เราเองก็แปลกใจนะ
เค้าไม่เที่ยว เราชวนไปไหนก็ไม่ไป เสาร์อาทิตย์ก็ไม่ค่อยไปไหน
นานๆสองเดือนสามเดือนจะว่างในวันหยุดสักที เค้าบอกว่าเค้าต้องอยู่
กับพี่สาวเค้า เสาร์อาทิตย์เค้าอยากอยู่บ้าน อยากพักผ่อน คือติดต่อยากมาก
ปิดโทรศัพท์ตลอด เราเลยได้โทรหาเค้าเฉพาะเวลางานเท่านั้น
แต่เราก็คิดว่าเค้าอาจเป็นคนโลกส่วนตัวสูง เราก็ไม่อยากกวนใจเค้า
เค้าจะได้สบายใจ จนต่อมาเรากับเค้าก็มีไรกัน ที่นี้ก็เจอกันบ่อยขึ้นค่ะ
คือประมาณเดือนละครั้ง เค้าจะนัดเจอเราเสร็จแล้วเย็นๆ ก็แยกย้ายกันบ้านใครบ้านมัน
จนเมื่อปลายปีที่แล้ว เราเห็นความผิดปกติของเค้าดูเครียดๆ เราเลยตัดสินใจพูดออกไป
ว่าเป็นอะไร พี่มีคนอื่นแล้วใช่มั้ย เค้าก็แค่ตอบว่าอืม แค่นั้น สั้นๆ เราพยายามถาม
รายละเอียดต่างๆ เค้าบ่ายเบี่ยง แม้แต่ชื่อผู้หญิงคนนั้นเค้าก้ไม่ยอมบอก
เป้นใคร อะไรยังไง ก็ไม่ยอมบอก บอกเราว่าเค้าคบคนนั้นมาก่อนเรา
เราก็เลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นก็แยกกันไปก่อนดีกว่า
ตอนนั้นเราคิดว่าเค้าคงสับสน เรากะว่าจะให้เวลาเค้าไปเคลียร์กับคนนั้น
แล้วเราจะให้โอกาสเค้ากลับมาหาเรา เราก็พยายามคุยกับเค้านะ อยากให้
เค้าสบายใจ ส่งข้อความไปอะไรไป แต่เค้าเหมือนไม่ค่อยจะตอบ
เราได้ข่าวว่าเค้าย้ายที่ทำงาน ก็เลยอยากรู้อยากถามว่าไปทำที่ไหนก็ถามไป
แต่เค้าใจดำมากเลย ไม่ยอมบอกอะไร
จนเวลาผ่านไปสองสามเดือน เหตุการณ์ที่ทำให้เราปวดใจก็เกิดขึ้น
ผู้หญิงคนนั้นติดต่อเรามา บอกว่าขอคุยด้วยหน่อย เราก็อืมม
รู้แล้วแหล่ะ ก็เลยคุยไป เค้าบอกให้เราช่วยเล่าเรื่องระหว่างเรากับแฟนเราให้ฟังหน่อย
ว่ามันเป็นมายังไง เราก็ไม่อยากพูดกับเค้าเลยนะ เรารู้สึกว่าก็มันจบไปแล้ว แล้วเค้าก็ไม่มีสิทธิ์
มาถามอะไรเราด้วย ในเมื่อเราก็ยกแฟนให้ไปแล้ว เค้าบอกว่าอยากให้เล่าแล้วเราอยากรู้อะไร
สงสัยอะไร เค้าก็จะบอกให้ฟังแต่ขอให้เราเล่าก่อน เราก็เออเล่าๆ ไป เพราะคิดว่าเค้าอาจเอาไป
เป็นข้อมูลในการตัดสินใจว่าจะเอายังไงดีกับผู้ชายคนนี้
เค้าซักไซร้เราอย่างกะเราเป็นนักโทษถามแม้กระทั่งว่า เราเคยไปที่บ้านเค้ามั้ย
แล้วเวลาเจอไปเจอกันที่ไหน ตอนไหนอะไรยังๆไงแล้วที่เจอนี่คือต้องมีอะไรกันใช่มั้ย
เราก็อืมมม ถามขนาดนั้นเลยเหรอ
เราไม่พอใจนะ รู้สึกว่ามันก็เรื่องส่วนตัวอ่ะเนอะ แต่ก็บอกๆ ไป ในเมื่ออยากรู้เราก็จะบอก
เค้าถามว่าเราเคยมีแฟนมาก่อนมั้ยก่อนเจอสามีเค้า เราบอกเราไม่เคยมีแฟนเลยนี่เป็นผู้ชายคนแรกของเรา
ครั้งแรกที่มีอะไรกันเราก็ร้องไห้นะ ไม่ใช่ว่าดีใจ เหมือนเค้าจะฟังแบบอึ้งๆ
จนเราเล่าจบ เค้าก็สวนเลยค่ะทีนี้ ถามเราว่า ไม่รู้จริงๆ เหรอว่าผู้ชายที่คบด้วยหน่ะ
เค้ามีครอบครัวแล้ว เค้ากับสามีคบกันมา 15 ปีแล้ว เค้ารู้จักกันมาตั้งแต่ ม. 4
จนเป็นแฟนกันเรียนด้วยกันมาตลอด แล้วก็ย้ายมาเรียนมหาลัยด้วยกันที่กรุงเทพ
คือเค้าบอกว่าเค้าเป็นคนต่างจังหวัดทั้งสองคน พอเรียนจบเค้าก็แต่งงานแล้วก็อยู่ด้วยกัน
มาจนถึงตอนนี้ เพราะฉนั้นสิ่งที่เค้าถามเค้ามีสิทธิ์ที่จะรุ้
เราก็อืมม แล้วไง ก็จบไปแล้วนินะ เราก็ขอโทษแล้วกันแล้วก็อยากให้จบๆ ไป
ผู้หญิงคนนั้นฟังเราพูดจนจบ แต่สรุปได้ว่าเค้าไม่เชื่อว่าเราไม่รู้
เค้าบอกว่าเป็นไปได้ยังไง คนเป็นแฟนกันนัดเจอกันเดือนละครั้ง
ทั้งๆ ไม่ได้อยู่ไกลกันเลย วันหยุดก็บอกไม่ให้ติดต่ออยากพักผ่อน
คนเป้นแฟนกันเค้าก็อยากอยู่ด้วยกันซิ แล้วผู้ชายวัยทำงานเค้าไม่มีใคร
อยู่กับพี่สาวลำพังในคอนโดที่มีห้องนอนแค่ห้องเดียวหรอกนะ
แล้วยังถามเราอีกว่าตอนไปที่ห้องเค้าหน่ะ เห็นมั้ยรูปถ่ายคู่เต็มเลย
เราไม่เห็นเหรอ เราบอกก็เห็น ก็นึกว่าพี่สาวไง เราไม่อยากคุยกับเค้าต่อ
เลยบอกไปว่าไม่อยากคุย คือเรารู้สึกว่าเหมือนเค้าประกาศตัวเต็มที่
ว่าเค้าเป็นเจ้าของเราไม่มีสิทธิ์ เค้าเรียกแฟนเราว่าสามีทุกคำ
เหมือนตั้งใจจะให้เราเจ็บ การสนธนาก็จบลงด้วยการที่เค้าขอโทษเรา
ว่าถ้าหากว่าเราไม่รู้จริงๆ เค้าก็ขอโทษแทนสามีก็แล้วกันที่ทำอย่างนั้น
จนเวลาผ่านไปเป็นเดือน เราก็คิดว่าคงต้องตัดใจสักทีเค้าคงไม่กลับมาหาเราแล้วล่ะ
เราอยากพูดอยากคุยกับเค้านะว่าจะเอายังไง แต่เราติดต่อไม่ได้เลยสักทาง แล้วแฟนเราเค้าก็เอารูป
แต่งงานขึ้น Facebook เราก็อึ้งเลย แต่ในใจคิดว่า อาจเป็นฝีมือผู้หญิงก็ได้พยายามทำใจ
หลังจากนั้นไม่นานผู้หญิงคนนั้นส่งข้อความมาหาเราอีกครั้ง ที่นี้แรงเลยค่ะ ไม่ไว้หน้าเราเลย
ถามเราว่าไหนว่าไม่รู้ไง เกือบเชื่อแล้วนะว่าไร้เดียงสา แหมเล่นเอาคลิปโป๊ส่งมายั่วสามีเค้าเลยนะ
เราก็งงนะ นึกไปนึกมาก็จำได้ว่า เราเคยส่งคลิปหลุดอะไรสักอย่างไปให้เค้าดู คือเราไม่ได้คิดไรนะ
ก็เห็นที่ทำงานเค้าดูกัน เราก็เลยโหลดไปฝากเค้า ก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นการยั่วให้เค้าอยากมีไรกับเรา
แล้วก็บอกว่าอย่าพยายามติดต่อสามีเค้าอีก สามีเค้าจบแล้ว แล้วก็จบไปนานแล้ว เค้าบอกว่าเราสกปรก
เค้าไม่เชื่อหรอกว่าเราไร้เดียงสา ไม่รู้เรื่องรุ้ราวอะไร ไม่เชื่อหรอกว่าโดนผู้ชายหลอก นอกจากเต็มใจ
ให้หลอกเพราะคิดจะแย่งของคนอื่น ที่ผ่านมาสามีเค้าไม่เคยรักเราเลย คิดกับเราแค่คุ่นอนเท่านั้น
สามีเค้าแค่อยากลอง แต่ไม่เคยรัก ให้เราจำใส่ใจไว้ แล้วก็เลิกหวัง เลิกเรียกสามีเค้าว่าแฟนสักที
แล้วก็ไม่ต้องไปเล่าไปบอกกับใครหรอกว่าเคยคบเคยมีไรกับสามีเค้า ห้ามเราเข้าใจว่าสามีเค้าคือแฟนเรา
เค้าไม่อนุญาต เราไม่ได้เป็นแม้กระทั่งเมียน้อย เราเป็นแค่ฝุ่นที่ปลิวไปเปื้อนครอบครัวเค้าเท่านั้น
ให้เราไปชดใช้กรรมที่ทำไว้กับครอบครัวเค้าเอง
เรารู้สึกชาไปทั้งตัวเลยค่ะ เหมือนเค้าเหยียบย่ำเรามาก เค้าบอกว่าถึงเราเจ็บแค่ไหน
ก็ไม่เท่าเค้าเจ็บหรอก มันไม่เหมือนกัน เราก็อืมม ความทุกข์ของตัวเองยิ่งใหญ่จัง
คนอื่นไม่มีหัวใจเหรอ เราไม่เคยหยาบคายกับเค้าทำไมเค้าถึงต้องมาหยาบคายกับเรา
ขนาดนี้ ในเมื่อก็พูดเองว่าสามีเค้าไม่รักเรา แล้วจะเอาอะไรจากเราอีก แล้วก็มาบอกเรา
ว่าเค้าเจ็บปวดมาก พร้อมกับพร่ำเพ้อบอกเราว่าสามีเค้ารักเค้าแค่ไหน ไม่มีวันมายุ่งกับเรา
อีกแล้ว แล้วยังจะเจ็บทำไมอีก เค้าสาธยายความรักที่หวานหยดของเค้ากับสามีให้เราฟัง
คงหวังว่าจะให้เราเจ็บ ใช่ค่ะเราเจ็บ แต่ก็อยากถามเหมือนกันว่าถ้าตัวเองดีจริง แล้วสามีไปมี
คนอื่นทำไม
ยิ่งคุยเราเริ่มยิ่งรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้นิสัยไม่ดี ไม่ให้เกียริ์ตคนอื่น ไม่รักษาน้ำใจ
มาหาว่าเราร้อนแรงยั่วสามีเค้า แล้วสิ่งที่เค้าเล่าคืออะไร มีแฟนตั้งแต่อายุ 15 อยู่ด้วยกันตั้งแต่มหาลัย
ความประพฤติแบบนี้นี่มันคืออะไร
แถมยังมาคุกคามเราอีก ทั้งๆ ที่เราไม่ยุ่งเกี่ยวกันแล้ว ขู่เราว่าอย่าให้เค้าเจอ เค้าจะเอาคืน
ตอนนี้ผ่านมาจนจะครบปีแล้ว เราต้องอยู่กับความทรมานอยู่เหมือนไร้ตัวตน เราแค่อยากบอก
ว่าเราไม่ใช่ฝุ่น
เราเลิกกับแฟนได้เกือบปีแล้ว เพราะเค้าเลือกอีกคน คนนั้นเค้าหน้าตาดีกว่าเราค่ะ
ก็ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี เอาเป็นว่าเรารู้จักเป็นแฟนกับเค้ามาห้าปี
เริ่มจากเรากับเค้าคือต้องมีงานที่ต้องทำร่วมกันเค้าเป็นพี่เลี้ยง
คอยแนะนำงานให้เรา ตอนแรกก็ไม่มีอะไรปกติทุกอย่าง
ไม่จีบ ไม่อะไรทั้งสิ้นเราก็ไม่รุ้สึกไรกับเค้า
แต่พอเสร็จงานต่างคนก็ต่างแยกย้าย เราทำงานที่ใหม่ เค้าก็โทรมา แล้วก็คุย
เอ็มกันเรื่อยๆ ก็คือจีบนั่นแหล่ะ คุยไปเรื่อยๆ เราก็ตกลงใจว่า
นี่เราเป็นแฟนกับเค้าแล้วแหล่ะ ความสัมพันธุ์ก็ดีค่ะ เค้าพูดดี
เรามีความสุขมาก เจอกันหลังเลิกงาน นัดกินข้าวกันบ้าง
แต่ไม่บ่อยนักค่ะ เค้าไม่ชอบกลับบ้านช้า เป็นอยู่อย่างนี้สามปี เราเองก็แปลกใจนะ
เค้าไม่เที่ยว เราชวนไปไหนก็ไม่ไป เสาร์อาทิตย์ก็ไม่ค่อยไปไหน
นานๆสองเดือนสามเดือนจะว่างในวันหยุดสักที เค้าบอกว่าเค้าต้องอยู่
กับพี่สาวเค้า เสาร์อาทิตย์เค้าอยากอยู่บ้าน อยากพักผ่อน คือติดต่อยากมาก
ปิดโทรศัพท์ตลอด เราเลยได้โทรหาเค้าเฉพาะเวลางานเท่านั้น
แต่เราก็คิดว่าเค้าอาจเป็นคนโลกส่วนตัวสูง เราก็ไม่อยากกวนใจเค้า
เค้าจะได้สบายใจ จนต่อมาเรากับเค้าก็มีไรกัน ที่นี้ก็เจอกันบ่อยขึ้นค่ะ
คือประมาณเดือนละครั้ง เค้าจะนัดเจอเราเสร็จแล้วเย็นๆ ก็แยกย้ายกันบ้านใครบ้านมัน
จนเมื่อปลายปีที่แล้ว เราเห็นความผิดปกติของเค้าดูเครียดๆ เราเลยตัดสินใจพูดออกไป
ว่าเป็นอะไร พี่มีคนอื่นแล้วใช่มั้ย เค้าก็แค่ตอบว่าอืม แค่นั้น สั้นๆ เราพยายามถาม
รายละเอียดต่างๆ เค้าบ่ายเบี่ยง แม้แต่ชื่อผู้หญิงคนนั้นเค้าก้ไม่ยอมบอก
เป้นใคร อะไรยังไง ก็ไม่ยอมบอก บอกเราว่าเค้าคบคนนั้นมาก่อนเรา
เราก็เลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นก็แยกกันไปก่อนดีกว่า
ตอนนั้นเราคิดว่าเค้าคงสับสน เรากะว่าจะให้เวลาเค้าไปเคลียร์กับคนนั้น
แล้วเราจะให้โอกาสเค้ากลับมาหาเรา เราก็พยายามคุยกับเค้านะ อยากให้
เค้าสบายใจ ส่งข้อความไปอะไรไป แต่เค้าเหมือนไม่ค่อยจะตอบ
เราได้ข่าวว่าเค้าย้ายที่ทำงาน ก็เลยอยากรู้อยากถามว่าไปทำที่ไหนก็ถามไป
แต่เค้าใจดำมากเลย ไม่ยอมบอกอะไร
จนเวลาผ่านไปสองสามเดือน เหตุการณ์ที่ทำให้เราปวดใจก็เกิดขึ้น
ผู้หญิงคนนั้นติดต่อเรามา บอกว่าขอคุยด้วยหน่อย เราก็อืมม
รู้แล้วแหล่ะ ก็เลยคุยไป เค้าบอกให้เราช่วยเล่าเรื่องระหว่างเรากับแฟนเราให้ฟังหน่อย
ว่ามันเป็นมายังไง เราก็ไม่อยากพูดกับเค้าเลยนะ เรารู้สึกว่าก็มันจบไปแล้ว แล้วเค้าก็ไม่มีสิทธิ์
มาถามอะไรเราด้วย ในเมื่อเราก็ยกแฟนให้ไปแล้ว เค้าบอกว่าอยากให้เล่าแล้วเราอยากรู้อะไร
สงสัยอะไร เค้าก็จะบอกให้ฟังแต่ขอให้เราเล่าก่อน เราก็เออเล่าๆ ไป เพราะคิดว่าเค้าอาจเอาไป
เป็นข้อมูลในการตัดสินใจว่าจะเอายังไงดีกับผู้ชายคนนี้
เค้าซักไซร้เราอย่างกะเราเป็นนักโทษถามแม้กระทั่งว่า เราเคยไปที่บ้านเค้ามั้ย
แล้วเวลาเจอไปเจอกันที่ไหน ตอนไหนอะไรยังๆไงแล้วที่เจอนี่คือต้องมีอะไรกันใช่มั้ย
เราก็อืมมม ถามขนาดนั้นเลยเหรอ
เราไม่พอใจนะ รู้สึกว่ามันก็เรื่องส่วนตัวอ่ะเนอะ แต่ก็บอกๆ ไป ในเมื่ออยากรู้เราก็จะบอก
เค้าถามว่าเราเคยมีแฟนมาก่อนมั้ยก่อนเจอสามีเค้า เราบอกเราไม่เคยมีแฟนเลยนี่เป็นผู้ชายคนแรกของเรา
ครั้งแรกที่มีอะไรกันเราก็ร้องไห้นะ ไม่ใช่ว่าดีใจ เหมือนเค้าจะฟังแบบอึ้งๆ
จนเราเล่าจบ เค้าก็สวนเลยค่ะทีนี้ ถามเราว่า ไม่รู้จริงๆ เหรอว่าผู้ชายที่คบด้วยหน่ะ
เค้ามีครอบครัวแล้ว เค้ากับสามีคบกันมา 15 ปีแล้ว เค้ารู้จักกันมาตั้งแต่ ม. 4
จนเป็นแฟนกันเรียนด้วยกันมาตลอด แล้วก็ย้ายมาเรียนมหาลัยด้วยกันที่กรุงเทพ
คือเค้าบอกว่าเค้าเป็นคนต่างจังหวัดทั้งสองคน พอเรียนจบเค้าก็แต่งงานแล้วก็อยู่ด้วยกัน
มาจนถึงตอนนี้ เพราะฉนั้นสิ่งที่เค้าถามเค้ามีสิทธิ์ที่จะรุ้
เราก็อืมม แล้วไง ก็จบไปแล้วนินะ เราก็ขอโทษแล้วกันแล้วก็อยากให้จบๆ ไป
ผู้หญิงคนนั้นฟังเราพูดจนจบ แต่สรุปได้ว่าเค้าไม่เชื่อว่าเราไม่รู้
เค้าบอกว่าเป็นไปได้ยังไง คนเป็นแฟนกันนัดเจอกันเดือนละครั้ง
ทั้งๆ ไม่ได้อยู่ไกลกันเลย วันหยุดก็บอกไม่ให้ติดต่ออยากพักผ่อน
คนเป้นแฟนกันเค้าก็อยากอยู่ด้วยกันซิ แล้วผู้ชายวัยทำงานเค้าไม่มีใคร
อยู่กับพี่สาวลำพังในคอนโดที่มีห้องนอนแค่ห้องเดียวหรอกนะ
แล้วยังถามเราอีกว่าตอนไปที่ห้องเค้าหน่ะ เห็นมั้ยรูปถ่ายคู่เต็มเลย
เราไม่เห็นเหรอ เราบอกก็เห็น ก็นึกว่าพี่สาวไง เราไม่อยากคุยกับเค้าต่อ
เลยบอกไปว่าไม่อยากคุย คือเรารู้สึกว่าเหมือนเค้าประกาศตัวเต็มที่
ว่าเค้าเป็นเจ้าของเราไม่มีสิทธิ์ เค้าเรียกแฟนเราว่าสามีทุกคำ
เหมือนตั้งใจจะให้เราเจ็บ การสนธนาก็จบลงด้วยการที่เค้าขอโทษเรา
ว่าถ้าหากว่าเราไม่รู้จริงๆ เค้าก็ขอโทษแทนสามีก็แล้วกันที่ทำอย่างนั้น
จนเวลาผ่านไปเป็นเดือน เราก็คิดว่าคงต้องตัดใจสักทีเค้าคงไม่กลับมาหาเราแล้วล่ะ
เราอยากพูดอยากคุยกับเค้านะว่าจะเอายังไง แต่เราติดต่อไม่ได้เลยสักทาง แล้วแฟนเราเค้าก็เอารูป
แต่งงานขึ้น Facebook เราก็อึ้งเลย แต่ในใจคิดว่า อาจเป็นฝีมือผู้หญิงก็ได้พยายามทำใจ
หลังจากนั้นไม่นานผู้หญิงคนนั้นส่งข้อความมาหาเราอีกครั้ง ที่นี้แรงเลยค่ะ ไม่ไว้หน้าเราเลย
ถามเราว่าไหนว่าไม่รู้ไง เกือบเชื่อแล้วนะว่าไร้เดียงสา แหมเล่นเอาคลิปโป๊ส่งมายั่วสามีเค้าเลยนะ
เราก็งงนะ นึกไปนึกมาก็จำได้ว่า เราเคยส่งคลิปหลุดอะไรสักอย่างไปให้เค้าดู คือเราไม่ได้คิดไรนะ
ก็เห็นที่ทำงานเค้าดูกัน เราก็เลยโหลดไปฝากเค้า ก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นการยั่วให้เค้าอยากมีไรกับเรา
แล้วก็บอกว่าอย่าพยายามติดต่อสามีเค้าอีก สามีเค้าจบแล้ว แล้วก็จบไปนานแล้ว เค้าบอกว่าเราสกปรก
เค้าไม่เชื่อหรอกว่าเราไร้เดียงสา ไม่รู้เรื่องรุ้ราวอะไร ไม่เชื่อหรอกว่าโดนผู้ชายหลอก นอกจากเต็มใจ
ให้หลอกเพราะคิดจะแย่งของคนอื่น ที่ผ่านมาสามีเค้าไม่เคยรักเราเลย คิดกับเราแค่คุ่นอนเท่านั้น
สามีเค้าแค่อยากลอง แต่ไม่เคยรัก ให้เราจำใส่ใจไว้ แล้วก็เลิกหวัง เลิกเรียกสามีเค้าว่าแฟนสักที
แล้วก็ไม่ต้องไปเล่าไปบอกกับใครหรอกว่าเคยคบเคยมีไรกับสามีเค้า ห้ามเราเข้าใจว่าสามีเค้าคือแฟนเรา
เค้าไม่อนุญาต เราไม่ได้เป็นแม้กระทั่งเมียน้อย เราเป็นแค่ฝุ่นที่ปลิวไปเปื้อนครอบครัวเค้าเท่านั้น
ให้เราไปชดใช้กรรมที่ทำไว้กับครอบครัวเค้าเอง
เรารู้สึกชาไปทั้งตัวเลยค่ะ เหมือนเค้าเหยียบย่ำเรามาก เค้าบอกว่าถึงเราเจ็บแค่ไหน
ก็ไม่เท่าเค้าเจ็บหรอก มันไม่เหมือนกัน เราก็อืมม ความทุกข์ของตัวเองยิ่งใหญ่จัง
คนอื่นไม่มีหัวใจเหรอ เราไม่เคยหยาบคายกับเค้าทำไมเค้าถึงต้องมาหยาบคายกับเรา
ขนาดนี้ ในเมื่อก็พูดเองว่าสามีเค้าไม่รักเรา แล้วจะเอาอะไรจากเราอีก แล้วก็มาบอกเรา
ว่าเค้าเจ็บปวดมาก พร้อมกับพร่ำเพ้อบอกเราว่าสามีเค้ารักเค้าแค่ไหน ไม่มีวันมายุ่งกับเรา
อีกแล้ว แล้วยังจะเจ็บทำไมอีก เค้าสาธยายความรักที่หวานหยดของเค้ากับสามีให้เราฟัง
คงหวังว่าจะให้เราเจ็บ ใช่ค่ะเราเจ็บ แต่ก็อยากถามเหมือนกันว่าถ้าตัวเองดีจริง แล้วสามีไปมี
คนอื่นทำไม
ยิ่งคุยเราเริ่มยิ่งรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้นิสัยไม่ดี ไม่ให้เกียริ์ตคนอื่น ไม่รักษาน้ำใจ
มาหาว่าเราร้อนแรงยั่วสามีเค้า แล้วสิ่งที่เค้าเล่าคืออะไร มีแฟนตั้งแต่อายุ 15 อยู่ด้วยกันตั้งแต่มหาลัย
ความประพฤติแบบนี้นี่มันคืออะไร
แถมยังมาคุกคามเราอีก ทั้งๆ ที่เราไม่ยุ่งเกี่ยวกันแล้ว ขู่เราว่าอย่าให้เค้าเจอ เค้าจะเอาคืน
ตอนนี้ผ่านมาจนจะครบปีแล้ว เราต้องอยู่กับความทรมานอยู่เหมือนไร้ตัวตน เราแค่อยากบอก
ว่าเราไม่ใช่ฝุ่น
| จากคุณ | : FF |
| เขียนเมื่อ | : 16 ธ.ค. 55 18:57:50 A:58.11.61.175 X: TicketID:224112 |
คำสารภาพจากหัวใจผู้ชายเลวๆ
คำสารภาพจากหัวใจผู้ชายเลวๆ
สิ่งที่จะพูดต่อไปนี้ขอบอกไว้ก่อนว่ามันเลวร้ายและเห็นแก่ตัวที่สุด แต่ผมอยากพูด
อยากระบายความกดดันในใจ มันเป็นความอัปยศที่สุดในชีวิตลูกผู้ชายคนนึง คือ "การนอกใจคนรัก"
เมื่อก่อนผมมองเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาใครๆ ก็ทำกัน ตราบใดที่ยังไม่แต่งงานก็น่าจะมีสิทธิ์
มีอะไรกับใครก็ได้ แน่นอนรู้อยู่ว่าผิด แต่คนเห็นแก่ตัวก็มักหาข้ออ้างมาให้สิทธิ์ตัวเองเสมอ
ผมขอเล่าตั้งแต่เริ่มแรกเลยนะ ความจริงไม่จำเป็น แต่ผมมีความสุขที่จะพูดถึงช่วงเวลานั้น
ผมกับคนรักเจอกันเมื่อตอนสมัยวัยรุ่นตอนนั้นอายุสักสิบสี่สิบห้าได้มั้งครับ เธอเป็นคนไม่สวยอะไร แต่
หน้าตาก็น่ารักดี มีหนุ่มมาชอบเธอเยอะอยู่เหมือนกัน แต่ด้วยความที่เธอยังดูเป็นเด็กคงยังไม่สนใจ
เรื่องมีแฟน ใครมาจีบเธอก็จะไม่คุยด้วย เดินหนี ออกจะดูหยิ่งนิดๆ จนหนุ่มๆ ในโรงเรียนก็ได้แต่มองๆ
เธอมักขลุกอยู่แต่กับกลุ่มเพื่อนๆ เธอนั่นแหล่ะ ไม่สนใจผมด้วย อ้อลืมบอกเราเรียนที่เดียวกัน ห้องเดียวกัน
แต่เราอยู่กันคนละมุมห้องเลย ส่วนผมเองก็ตามประสาวัยรุ่นชายทั่วไป ติดเพื่อน จีบหญิง สนุกสนานกันไป
มีแฟนด้วยนะ แต่คบแป๊บๆ ก็เลิก
ความเป็นเพื่อนร่วมห้องของเราดำเนินไปเรื่อยจนจบ ม.4 เปิดเทอมมา ต่อมาอีกเทอมนึง
ผมชักเริ่มรู้สึกแปลกๆ ชอบมอง ดูจะสนใจเธอเป็นพิเศษ อยากอยู่ใกล้ เริ่มทำตัวแทรกซึมไปในกลุ่มเธอ
ความรู้สึกนี้มันเกิดมาเมื่อไหร่ผมไม่รู้ตัวเลย รู้อีกทีก็รักไปแล้วละครับ ผมมั่นใจมันคือความรัก ไม่ใช่แค่ชอบ
ผมเก็บความรู้สึกนี้ไว้ ไม่แสดงออกใดๆ ทั้งสิ้น เธอเองก็ไม่รู้ตัวสักนิดเดียว แอบรักมาปีนึง ก็ไม่ไหวแล้วละครับ
มันทรมานอยากบอก แต่ก็กลัวความสัมพันธ์จะแย่ลงไป แต่ระหว่างที่แอบรักผมก็ไปจีบคนโน้นคนนี่เรื่อยเปื่อย
แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับใครเลย เหมือนผมทำแค่ว่าก็อยากลืมเธอ ผมไม่กล้าจีบเธอได้แต่เก็บไว้ในใจ
สุดท้ายก็รวบรวมความกล้าบอกไปครับ เธออึ้ง งง ยืนจ้องหน้าผม ผมกลัวไม่รู้จะทำไงต่อ
ก็วิ่งหนีขึ้นรถกลับบ้านเลยครับ ไม่รอคำตอบอะไรทั้งนั้น เช้ามาเจอกันก็ไม่มองหน้า ผมหลบหน้าเธอตลอด
จนตอนเที่ยงเธอเดินมาสะกิดแล้วถามว่าเมื่อวานเป็นอะไร ผมก็ได้แต่บอกว่าเปล่าไม่กล้ามองหน้าเธอ
สักพักเธอยิ้มครับ ยิ้มแล้วยื่นนิ้วก้อยส่งให้ผมพูดว่า ดีกันนะ โอ้วว เชื่อมั้ยครับผมดีใจที่สุดเท่าที่เคยรู้สึกมาเลย
แล้วเราก็เป็นแฟนกัน งงนะครับ ผมก็งง ว่าทำไมเธอยอมตกลงคบกับผม ผมถามเธอให้เหตุผลแค่ว่า
ไม่รู้เหมือนรู้แต่ว่าไม่อยากปฏฺิเสธ เราสนิทกันมากขึ้น โลกเป็นสีชมพูแหล่ะครับตอนนั้น ไปไหนตัวติดกัน
ตลอดผมอยู่ในแก๊งสี่สาว 5555
จนเรียนจบ เราเข้ามหาลัยเดียวกันอีกแล้ว ห้องเดียวกันซะด้วย ชีวิตก็เหมือนวัยรุ่นหลายๆคู่
เด็กต่างจังหวัด เข้ามาเรียนกรุงเทพ เช่าหออยุ่ด้วยกัน มีไรกัน แต่สำหรับผมมันเป็นความประทับใจนะครับ
เพราะผมคิดว่ายังไงผมก็จะอยุ่กับคนนี้ไปตลอดชีวิต ฝันอยากสร้างครอบครัวกับเธอ ก็เป็นคนแรกของกันและกัน
ชีวิตนักศึกษาดำเนินไปจนใกล้จบ ความรุ้สึกหวานชื่นในใจผมก็เริ่มลดลง แต่ความรักเหมือนเดิมนะครับ
เธอน่ารักเสมอ อ่อนหวาน นุ่มนวล
ผมเริ่มรู้สึกอยากลอง อยากสัมผัสคนอื่น เริ่มว่อกแว่กจินตนาการณ์มองคนโน้นคนนี้
แต่มันก็หยุดอยู่แค่นั้น หยุดอยู่แค่ความคิด เพราะไม่มีโอกาสได้ลงมือทำ จนกระทั่งเรียนจบ
หางานทำต่างคนต่างทำงานของตัวเอง แต่ผมก็ยังมีความคิดนี้อยุ่ ความคิดอยากนอกกาย ความต้องการ
ของผู้ชายส่วนใหญ่ไม่สิ้นสุด ถึงมีของดีอยู่แล้วแต่ก็ไม่วายอยากลองของใหม่ไปเรื่อยๆ
จนโอกาสก็มาถึงนัดสังสรรค์กับเพื่อนที่มหาลัยแล้วได้เจอกับรุ่นน้องผู้หญิงคนนึง
ตอนนั้นเธอเพิ่งเรียนจบเป็นรุ่นน้องผมปีนึง ได้คุยทำความรู้จักแล้วก็คุยติดต่อกันเรื่อยมา ผมก็ลองจีบๆ ดู
ปรากฏว่าน้องเค้ามีทีท่าว่าจะเล่นด้วย ก็เข้าทางละครับ ติดต่อคุยกันเรื่อยมา จนนัดเจอกันบ้าง สองสามอาทิตย์
ได้เจอสักครั้งนึง ใช้เวลาหลังเลิกงานตอนเย็นแป๊บๆ ไม่เกินชั่วโมง ส่วนวันหยุดผมยกให้แฟนผมครับ
และไม่รับโทรศัพท์ใครทั้งนั้น เป็นอันรู้กันว่าน้องเค้าห้ามติดต่อผมในวันหยุด ถ้าว่างผมจะโทรไปเอง
ส่วนน้องคนนั้นผมเจอเท่าที่มีโอกาส ที่เหลือก็ใช้วิธีคุยโทรศัพท์เอาครับ เป็นมาประมาณเกือบสามปี
คนรักผมเธอไม่ระแคะระคายใดๆ เลย เพราะเธอไว้ใจผมมาก และเชื่อมั่นว่าผมเป็นคนดีของเธอ
เธอภูมิใจในตัวผม คุยโม้ให้เพื่อนๆ เธอฟังว่าผมดีอย่างโน้นอย่างนี้เสมอ
ความสัมพันธ์ของผมกับน้องคนนั้นเริ่มเลยเถิดมีอะไรกัน จริงๆ ก็เป็นความตั้งใจตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่าจะทำ
อย่างนี้พอมีอะไรกันผมก็คิดว่าควรเจอกันให้น้อยลงจะได้ไม่ผิดสังเกตุ ผมลดมาเหลือแค่เดือนละครั้ง หรือบางครั้ง
ก็ทิ้งระยะนานกว่านั้น ผมใช้เวลาหลังเลิกงานหรือวันทำงานปกตินี่แหล่ะ แต่งชุดทำงานออกจากบ้าน
แต่ไม่ไปทำงานนัดเจอน้องเค้า แล้วแต่ว่าจะสะดวกที่ไหน ไปกินข้าวแล้วต่อด้วยไปโรงแรม หรือบางครั้ง
ก็ห้องญาติ คือผมก็โกหกน้องเค้าว่าผมอยู่กับน้องสาวสองคนที่คอนโด น้องเค้าไม่ได้สงสัยอะไร เชื่อใน
สิ่งที่ผมพูด ดูจะเข้าอกเข้าใจ ซึ่งผมก็รู้สึกดีคือจะได้ไม่มีปัญหา
พอนานเข้าผมชักไม่สนุกแล้ว รู้สึกอยากหยุด แต่ก็ไม่รู้จะสลัดน้องเค้าออกไปยังไง
มันรุ้สึกอึดอัด สุขแค่บนเตียงแหล่ะครับ เดินด้วยกันข้างนอกก็ต้องคอยระแวดระวังกลัวใครมาเจอ
เสร็จกิจก็อยากกลับบ้านไปหาคนรัก ทุกครั้งที่ได้กลับมาหาคนรักได้พาเธอไปไหนมาไหน
มันรู้สึกโล่งใจยังไงบอกไม่ถูก ใจข้างในลึกๆมันรุ้สึกผิดแต่ก็ไม่มากพอที่จะทำให้ผมสำนึกใดๆ ได้
รู้สึกผิดแป๊บๆสักพักก็เลวต่อ เพราะทำมาได้ตั้งนานไม่มีใครรู้ ก็ทำต่อไป ห้าปีกว่านับแต่วันที่ผมเจอน้องเค้า
ผมปิดความลับนี้ไว้
จนกระทั่งผมคิดว่าหยุดได้แล้วจริงๆ ผมอยากมีลูก อยากแต่งงาน ผมก็ไปเลิกกับน้องเค้า
ซึ่งก็ผิดคาดเลิกกันด้วยดี เป็นอันเข้าใจว่าผมมีแฟนแล้ว ก็แยกย้ายกันไป น้องเค้ามีติดต่อมาบ้างแต่ผม
ไม่อยากจะอะไรด้วยแล้ว ก็จบกันไป
ผมก็กลับมาแต่งงานมาเริ่มต้นชีวิตครอบครัวอย่างสบายใจกับคนรักของผม ความจริงเราอยุ่ด้วยกัน
มานานแล้วตั้งแต่เรียนมหาลัยที่ผ่านมาก็รักมาตลอด แต่พอผมเลิกกับน้องคนนั้น แปลกนะครับ ผมรู้สึก
รักคนรักผมจัง รักแบบไม่เคยรู้สึกมาก่อน อยากกอดแน่นๆ และผมก็อยากร้องไห้ด้วยไม่รู้ทำไม
วันแต่งงานเธอสวยมาก ผิวพรรณผุดผ่อง แววตาเปล่งประกาย เราวางแผนมีลูกกันเลย
กะให้เธอออกจากงานมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว เพราะเงินเดือนผมคิดว่ามากพอที่จะเลี้ยงครอบครัวได้
ผมไม่อยากให้เธอลำบาก ผ่านไปได้แค่อาทิตย์เดียว ความลับไม่มีในโลก ความเลวปิดยังไงก็ไม่มิดครับ
ตอนทำไม่มีใครรู้ พอเลิกทำก็ใช่ว่าความเลวจะหายไป
ภรรยาผมเปิดดู FB ผมคืออยากลงรูปแต่งงาน ซึ่งเมื่อก่อนเธอไม่เคยสนใจมันเลย ก็มาเจอข้อความ
ที่ผมคุยกับน้องเค้า เธอนั่งน้ำตาไหลพราก ผมเห็นแล้วก็รู้ทันทีว่าคืออะไร หมดทางแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น
ทุกอย่างชัดเจนว่าผมไม่ซื่อสัตย์ เธอฝืนพูดกับผมว่ามันเกิดตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วมีอะไรกันมั้ย
ผมได้แต่พยักหน้ายอมรับ เธอช็อคไปกับคำตอบผม สีหน้าแววตาเจ็บปวดทรมานจนผมกลัว กลัวว่าเธอจะเป็นอะไรไป
เธอนิ่งเหม่อลอยไปสองวันเต็มๆ ไม่พูด ไม่กิน ไม่นอน ได้แต่นั่งน้ำตาไหล สภาพเธอเจ็บปวดทรมานมากมาย
ผมอยากให้เธอลุกขึ้นมาตบมาตีผมมากกว่าที่จะเป็นแบบนี้ มันรุ้สึกได้ว่าเหมือนผมกำลังจะเสียเธอไป
ผมพยายามเรียก ทั้งกอดทั้งปลอบ ใจผมจะขาดให้ได้ ผมกลัวเธอเป็นบ้าหรือบางทีอาจจะตาย
สองวันผ่านไปเธอเริ่มตั้งสติได้ เริ่มพูดเริ่มซัก ถามทุกอย่างที่อยากรู้ คำถามทุกอย่างพรั่งพรูออกมาว่าตลอดห้าหกปี
ที่ผ่านมาผมทำอะไรไปบ้าง ผมได้แต่ตอบเลี่ยงๆ จริงบ้างไม่จริงบ้างแล้วแต่จะนึกออก หรือบางทีก็คิดเอาเองว่า
ถ้าตอบแบบนี้แล้วทุกอย่างจะดี แต่ไม่เลยทุกคำตอบมันแย่ไปหมด ไม่ว่าจะจริงหรือโกหกเพื่อให้เธอสบายใจ
ความจริงบอกไปก็เหมือนเอามีดไปกรีดหัวใจเธอ โกหกเธอก็จับได้ ผมไม่รู้จะทำยังไงให้ดีไปกว่านี้
เราทะเลาะกันแทบทุกวัน ครอบครัวเหมือนตกอยู่ในขุมนรก เธอกลายเป็นคนคุ้มดีคุ้มร้าย
บ้างก็เหม่อลอย บางทีก็ร้องไห้ได้ข้ามวันข้ามคืน วนเวียนถามผมซ้ำๆ เดิมๆ เกี่ยวกับน้องคนนั้น
จบด้วยการทะเลาะ และแย่สุดผมก็ทำร้ายเธอ คือตบหน้า ทำไปแล้วก็แทบจะตัดมือตัวเองทิ้ง ผมไม่คิด
ว่ามันจะมีวันนี้ เธอร้องไห้แทบขาดใจตาย ผมทั้งสงสาร ทั้งรู้สึกผิด เธอยิ่งเสียใจผมยิ่งรุ้สึกแย่
บางครั้งเธอก้มลงกราบเท้าผม อ้อนวอนให้ผมพูดให้ผมเล่าว่าผมเคยโกหกอะไรเธอไว้บ้าง
แววตาเธอมันเจ็บปวดอ้อนวอน ตอนนี้ผมรุ้แล้วละครับคนที่เหมือนจะขาดใจตายหัวใจสลายมันเป็นยังไง
เธอทำให้ผมเห็น ซึ่งผมก็บอกและเล่าได้เท่าที่ผมนึกออกและบางอย่างมันก็ลำบากใจที่จะพูดจริงๆ
เธอคงถามผมจนเหนื่อย อยากรู้จนอ่อนใจแล้วมั้งครับเพราะผมบอกไปเธอก็ไม่เชื่อ ซึ่งก็จริงเพราะผม
เล่าแบบขอไปทีไม่อยากทำร้ายเธอไปมากกว่านี้
เธอไม่เคยเชื่อว่าน้องคนนั้นไม่รุ้เรื่องของเรา ไม่เชื่อว่าผมไม่เคยรักน้องเค้า เธอคิดฝังหัวว่าน้องเค้า
แกล้งโง่เพื่อจะแย่งผมไปจากเธอ และต้องการจะปอกลอกผม ผมก็จนปัญญาจะอธิบาย เธอจะโกรธมากที่ผมพูดว่า
น้องเค้าไม่รุ้เรื่องด้วย
เธอบอกว่าที่เฝ้าถามเพราะอยากเห็นความจริงใจของผม อยากเห็นความกล้า ความเป็นลูกผุ้ชาย
กล้าทำกล้ารับ แต่จนแล้วจนรอดเธอก็ไม่ได้เห็นความจริงใจจากผมความจริงเธอรู้หลายๆ อย่างจากน้องคนนั้นแล้ว
น้องเค้าติดต่อมาที่เธอ มาเล่าทุกอย่างให้ฟังบอกแม้กระทั่งว่าผมเคยพาน้องเค้ามาใช้เตียงของเรา
เธอบอกว่าเธอจะไม่เลิกกับผมจะอยู่ทำหน้าที่ภรรยาที่เธอเลือกแล้วให้ถึงที่สุด เธอบอกว่าทุกคน
เกิดมามีหน้าที่ เธอเกิดมาเพื่อรักผมเป้นภรรยาของผม ก็จะขอทำหน้าที่นี้ต่อไปให้ดีที่สุด จนถึงวันที่ต้องจากกันจริงๆ
ผ่านมาแล้วหนึ่งปีเต็ม ที่ผมต้องอยู่อย่างคนไร้ความหวัง หัวใจมันแห้งแล้งโดดเดี่ยว เหมือนอยู่ให้พ้นๆ
ไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น ความอบอุ่นที่เคยมีเป็นแค่อดีต ภาพที่เธอคอยเปิดประตูรับผมตอนเลิกงาน หอมแก้มผม
ถามผมทุกครั้งว่าวันนี้เหนื่อยมั้ย หิวหรือเปล่าอยากกินอะไร จะถามผมบ่อยๆ ว่ารักเธอหรือเปล่า ซึ่งผมก็ยินดีตอบ
ทุกครั้งด้วยความเต็มใจ ภรรยาคนที่คอยเล่าโน่นเล่านี้ช่างพูดช่างคุย วันนี้ไม่มีแล้ว เธอยังคอยเปิดประตูรับผม
เหมือนทุกวัน ทำกับข้าวให้กินทุกมือ ทำงานบ้านทุกอย่างที่เคยทำ ยิ้มให้ผม แต่แววตาเธอไม่เหมือนเดิมแล้ว
มันไม่มีชีวิตชีวา แล้วก็ไม่เคยถามผมอีกเลยว่าผมรักเธอหรือเปล่า และเธอก็ไม่บอกรักผมอีกแล้ว
ผมเสียอีกที่ต้องคอยบอกรักเธอโดยที่ไม่ต้องถามแต่ก็เหมือนเธอจะไม่ดีใจแล้วละครับ แค่ทำหน้ารับรู้เท่า
นั้น ทุกคืนเธอยังนอนกอดผมนะ หอมแก้มผมบ้างเวลาที่เธอสบายใจ บางครั้งก็คุยสนุกเหมือนเดิม
แต่ก็เป็นพักๆ พอความเศร้ากลับมาเธอก็เหมือนเดิม แอบไปนั่งเหม่อได้อยู่บ่อยๆ แววตาดูไร้จุดหมาย
หลายครั้งที่เธอนอนละเมอร้องไห้ออกมา ผมก็ไม่รุ้ว่าเราจะตกอยู่ในสภาพนี้อีกนานแค่ไหน เมื่อไหร่ผมจะได้ภรรยาคน
เดิมของผมคืนมา ตอนนี้ผมรู้แค่ว่าผมรักเธอสุดหัวใจ แต่ผมก็จนปัญญาแล้วจริงๆ
ที่เล่ามาทั้งหมดผมไม่ได้หวังอะไรมาก แค่อยากให้ใครที่คิดหรือกำลังจะทำผิดแบบผมเมื่อได้อ่านแล้ว
ได้ฉุกคิดสักนิดว่าอย่าเอาหัวใจของคนที่เรารักไปแลกกับความสุขบนเตียงชั่วครั้งชั่วคราวเลยครับ ไม่คุ้มเลยจริงๆ
ผมต้องอยู่อย่างคนไร้ค่า ไร้ศรัทธาในตัวเอง เพียงเพราะความหลงในตัณหา ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ
คุณค่าของลูกผู้ชายไม่ได้วัดที่จำนวนผู้หญิงที่เราไปนอนด้วยหรอกครับ แต่ความซื่อสัตย์ต่างหากคือคุณค่าที่แท้จริง
ของการได้เกิดมาเป็นชาย ถ้าย้อนเวลาได้ผมจะภูมิใจที่ในชีวิต จะมีสัมพันธ์กับผู้หญิงแค่คนเดียวคือคนที่ผมรัก
จากคุณ ขอโทษ ( Ticket ID : 185857)
อยากระบายความกดดันในใจ มันเป็นความอัปยศที่สุดในชีวิตลูกผู้ชายคนนึง คือ "การนอกใจคนรัก"
เมื่อก่อนผมมองเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาใครๆ ก็ทำกัน ตราบใดที่ยังไม่แต่งงานก็น่าจะมีสิทธิ์
มีอะไรกับใครก็ได้ แน่นอนรู้อยู่ว่าผิด แต่คนเห็นแก่ตัวก็มักหาข้ออ้างมาให้สิทธิ์ตัวเองเสมอ
ผมขอเล่าตั้งแต่เริ่มแรกเลยนะ ความจริงไม่จำเป็น แต่ผมมีความสุขที่จะพูดถึงช่วงเวลานั้น
ผมกับคนรักเจอกันเมื่อตอนสมัยวัยรุ่นตอนนั้นอายุสักสิบสี่สิบห้าได้มั้งครับ เธอเป็นคนไม่สวยอะไร แต่
หน้าตาก็น่ารักดี มีหนุ่มมาชอบเธอเยอะอยู่เหมือนกัน แต่ด้วยความที่เธอยังดูเป็นเด็กคงยังไม่สนใจ
เรื่องมีแฟน ใครมาจีบเธอก็จะไม่คุยด้วย เดินหนี ออกจะดูหยิ่งนิดๆ จนหนุ่มๆ ในโรงเรียนก็ได้แต่มองๆ
เธอมักขลุกอยู่แต่กับกลุ่มเพื่อนๆ เธอนั่นแหล่ะ ไม่สนใจผมด้วย อ้อลืมบอกเราเรียนที่เดียวกัน ห้องเดียวกัน
แต่เราอยู่กันคนละมุมห้องเลย ส่วนผมเองก็ตามประสาวัยรุ่นชายทั่วไป ติดเพื่อน จีบหญิง สนุกสนานกันไป
มีแฟนด้วยนะ แต่คบแป๊บๆ ก็เลิก
ความเป็นเพื่อนร่วมห้องของเราดำเนินไปเรื่อยจนจบ ม.4 เปิดเทอมมา ต่อมาอีกเทอมนึง
ผมชักเริ่มรู้สึกแปลกๆ ชอบมอง ดูจะสนใจเธอเป็นพิเศษ อยากอยู่ใกล้ เริ่มทำตัวแทรกซึมไปในกลุ่มเธอ
ความรู้สึกนี้มันเกิดมาเมื่อไหร่ผมไม่รู้ตัวเลย รู้อีกทีก็รักไปแล้วละครับ ผมมั่นใจมันคือความรัก ไม่ใช่แค่ชอบ
ผมเก็บความรู้สึกนี้ไว้ ไม่แสดงออกใดๆ ทั้งสิ้น เธอเองก็ไม่รู้ตัวสักนิดเดียว แอบรักมาปีนึง ก็ไม่ไหวแล้วละครับ
มันทรมานอยากบอก แต่ก็กลัวความสัมพันธ์จะแย่ลงไป แต่ระหว่างที่แอบรักผมก็ไปจีบคนโน้นคนนี่เรื่อยเปื่อย
แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับใครเลย เหมือนผมทำแค่ว่าก็อยากลืมเธอ ผมไม่กล้าจีบเธอได้แต่เก็บไว้ในใจ
สุดท้ายก็รวบรวมความกล้าบอกไปครับ เธออึ้ง งง ยืนจ้องหน้าผม ผมกลัวไม่รู้จะทำไงต่อ
ก็วิ่งหนีขึ้นรถกลับบ้านเลยครับ ไม่รอคำตอบอะไรทั้งนั้น เช้ามาเจอกันก็ไม่มองหน้า ผมหลบหน้าเธอตลอด
จนตอนเที่ยงเธอเดินมาสะกิดแล้วถามว่าเมื่อวานเป็นอะไร ผมก็ได้แต่บอกว่าเปล่าไม่กล้ามองหน้าเธอ
สักพักเธอยิ้มครับ ยิ้มแล้วยื่นนิ้วก้อยส่งให้ผมพูดว่า ดีกันนะ โอ้วว เชื่อมั้ยครับผมดีใจที่สุดเท่าที่เคยรู้สึกมาเลย
แล้วเราก็เป็นแฟนกัน งงนะครับ ผมก็งง ว่าทำไมเธอยอมตกลงคบกับผม ผมถามเธอให้เหตุผลแค่ว่า
ไม่รู้เหมือนรู้แต่ว่าไม่อยากปฏฺิเสธ เราสนิทกันมากขึ้น โลกเป็นสีชมพูแหล่ะครับตอนนั้น ไปไหนตัวติดกัน
ตลอดผมอยู่ในแก๊งสี่สาว 5555
จนเรียนจบ เราเข้ามหาลัยเดียวกันอีกแล้ว ห้องเดียวกันซะด้วย ชีวิตก็เหมือนวัยรุ่นหลายๆคู่
เด็กต่างจังหวัด เข้ามาเรียนกรุงเทพ เช่าหออยุ่ด้วยกัน มีไรกัน แต่สำหรับผมมันเป็นความประทับใจนะครับ
เพราะผมคิดว่ายังไงผมก็จะอยุ่กับคนนี้ไปตลอดชีวิต ฝันอยากสร้างครอบครัวกับเธอ ก็เป็นคนแรกของกันและกัน
ชีวิตนักศึกษาดำเนินไปจนใกล้จบ ความรุ้สึกหวานชื่นในใจผมก็เริ่มลดลง แต่ความรักเหมือนเดิมนะครับ
เธอน่ารักเสมอ อ่อนหวาน นุ่มนวล
ผมเริ่มรู้สึกอยากลอง อยากสัมผัสคนอื่น เริ่มว่อกแว่กจินตนาการณ์มองคนโน้นคนนี้
แต่มันก็หยุดอยู่แค่นั้น หยุดอยู่แค่ความคิด เพราะไม่มีโอกาสได้ลงมือทำ จนกระทั่งเรียนจบ
หางานทำต่างคนต่างทำงานของตัวเอง แต่ผมก็ยังมีความคิดนี้อยุ่ ความคิดอยากนอกกาย ความต้องการ
ของผู้ชายส่วนใหญ่ไม่สิ้นสุด ถึงมีของดีอยู่แล้วแต่ก็ไม่วายอยากลองของใหม่ไปเรื่อยๆ
จนโอกาสก็มาถึงนัดสังสรรค์กับเพื่อนที่มหาลัยแล้วได้เจอกับรุ่นน้องผู้หญิงคนนึง
ตอนนั้นเธอเพิ่งเรียนจบเป็นรุ่นน้องผมปีนึง ได้คุยทำความรู้จักแล้วก็คุยติดต่อกันเรื่อยมา ผมก็ลองจีบๆ ดู
ปรากฏว่าน้องเค้ามีทีท่าว่าจะเล่นด้วย ก็เข้าทางละครับ ติดต่อคุยกันเรื่อยมา จนนัดเจอกันบ้าง สองสามอาทิตย์
ได้เจอสักครั้งนึง ใช้เวลาหลังเลิกงานตอนเย็นแป๊บๆ ไม่เกินชั่วโมง ส่วนวันหยุดผมยกให้แฟนผมครับ
และไม่รับโทรศัพท์ใครทั้งนั้น เป็นอันรู้กันว่าน้องเค้าห้ามติดต่อผมในวันหยุด ถ้าว่างผมจะโทรไปเอง
ส่วนน้องคนนั้นผมเจอเท่าที่มีโอกาส ที่เหลือก็ใช้วิธีคุยโทรศัพท์เอาครับ เป็นมาประมาณเกือบสามปี
คนรักผมเธอไม่ระแคะระคายใดๆ เลย เพราะเธอไว้ใจผมมาก และเชื่อมั่นว่าผมเป็นคนดีของเธอ
เธอภูมิใจในตัวผม คุยโม้ให้เพื่อนๆ เธอฟังว่าผมดีอย่างโน้นอย่างนี้เสมอ
ความสัมพันธ์ของผมกับน้องคนนั้นเริ่มเลยเถิดมีอะไรกัน จริงๆ ก็เป็นความตั้งใจตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่าจะทำ
อย่างนี้พอมีอะไรกันผมก็คิดว่าควรเจอกันให้น้อยลงจะได้ไม่ผิดสังเกตุ ผมลดมาเหลือแค่เดือนละครั้ง หรือบางครั้ง
ก็ทิ้งระยะนานกว่านั้น ผมใช้เวลาหลังเลิกงานหรือวันทำงานปกตินี่แหล่ะ แต่งชุดทำงานออกจากบ้าน
แต่ไม่ไปทำงานนัดเจอน้องเค้า แล้วแต่ว่าจะสะดวกที่ไหน ไปกินข้าวแล้วต่อด้วยไปโรงแรม หรือบางครั้ง
ก็ห้องญาติ คือผมก็โกหกน้องเค้าว่าผมอยู่กับน้องสาวสองคนที่คอนโด น้องเค้าไม่ได้สงสัยอะไร เชื่อใน
สิ่งที่ผมพูด ดูจะเข้าอกเข้าใจ ซึ่งผมก็รู้สึกดีคือจะได้ไม่มีปัญหา
พอนานเข้าผมชักไม่สนุกแล้ว รู้สึกอยากหยุด แต่ก็ไม่รู้จะสลัดน้องเค้าออกไปยังไง
มันรุ้สึกอึดอัด สุขแค่บนเตียงแหล่ะครับ เดินด้วยกันข้างนอกก็ต้องคอยระแวดระวังกลัวใครมาเจอ
เสร็จกิจก็อยากกลับบ้านไปหาคนรัก ทุกครั้งที่ได้กลับมาหาคนรักได้พาเธอไปไหนมาไหน
มันรู้สึกโล่งใจยังไงบอกไม่ถูก ใจข้างในลึกๆมันรุ้สึกผิดแต่ก็ไม่มากพอที่จะทำให้ผมสำนึกใดๆ ได้
รู้สึกผิดแป๊บๆสักพักก็เลวต่อ เพราะทำมาได้ตั้งนานไม่มีใครรู้ ก็ทำต่อไป ห้าปีกว่านับแต่วันที่ผมเจอน้องเค้า
ผมปิดความลับนี้ไว้
จนกระทั่งผมคิดว่าหยุดได้แล้วจริงๆ ผมอยากมีลูก อยากแต่งงาน ผมก็ไปเลิกกับน้องเค้า
ซึ่งก็ผิดคาดเลิกกันด้วยดี เป็นอันเข้าใจว่าผมมีแฟนแล้ว ก็แยกย้ายกันไป น้องเค้ามีติดต่อมาบ้างแต่ผม
ไม่อยากจะอะไรด้วยแล้ว ก็จบกันไป
ผมก็กลับมาแต่งงานมาเริ่มต้นชีวิตครอบครัวอย่างสบายใจกับคนรักของผม ความจริงเราอยุ่ด้วยกัน
มานานแล้วตั้งแต่เรียนมหาลัยที่ผ่านมาก็รักมาตลอด แต่พอผมเลิกกับน้องคนนั้น แปลกนะครับ ผมรู้สึก
รักคนรักผมจัง รักแบบไม่เคยรู้สึกมาก่อน อยากกอดแน่นๆ และผมก็อยากร้องไห้ด้วยไม่รู้ทำไม
วันแต่งงานเธอสวยมาก ผิวพรรณผุดผ่อง แววตาเปล่งประกาย เราวางแผนมีลูกกันเลย
กะให้เธอออกจากงานมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว เพราะเงินเดือนผมคิดว่ามากพอที่จะเลี้ยงครอบครัวได้
ผมไม่อยากให้เธอลำบาก ผ่านไปได้แค่อาทิตย์เดียว ความลับไม่มีในโลก ความเลวปิดยังไงก็ไม่มิดครับ
ตอนทำไม่มีใครรู้ พอเลิกทำก็ใช่ว่าความเลวจะหายไป
ภรรยาผมเปิดดู FB ผมคืออยากลงรูปแต่งงาน ซึ่งเมื่อก่อนเธอไม่เคยสนใจมันเลย ก็มาเจอข้อความ
ที่ผมคุยกับน้องเค้า เธอนั่งน้ำตาไหลพราก ผมเห็นแล้วก็รู้ทันทีว่าคืออะไร หมดทางแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น
ทุกอย่างชัดเจนว่าผมไม่ซื่อสัตย์ เธอฝืนพูดกับผมว่ามันเกิดตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วมีอะไรกันมั้ย
ผมได้แต่พยักหน้ายอมรับ เธอช็อคไปกับคำตอบผม สีหน้าแววตาเจ็บปวดทรมานจนผมกลัว กลัวว่าเธอจะเป็นอะไรไป
เธอนิ่งเหม่อลอยไปสองวันเต็มๆ ไม่พูด ไม่กิน ไม่นอน ได้แต่นั่งน้ำตาไหล สภาพเธอเจ็บปวดทรมานมากมาย
ผมอยากให้เธอลุกขึ้นมาตบมาตีผมมากกว่าที่จะเป็นแบบนี้ มันรุ้สึกได้ว่าเหมือนผมกำลังจะเสียเธอไป
ผมพยายามเรียก ทั้งกอดทั้งปลอบ ใจผมจะขาดให้ได้ ผมกลัวเธอเป็นบ้าหรือบางทีอาจจะตาย
สองวันผ่านไปเธอเริ่มตั้งสติได้ เริ่มพูดเริ่มซัก ถามทุกอย่างที่อยากรู้ คำถามทุกอย่างพรั่งพรูออกมาว่าตลอดห้าหกปี
ที่ผ่านมาผมทำอะไรไปบ้าง ผมได้แต่ตอบเลี่ยงๆ จริงบ้างไม่จริงบ้างแล้วแต่จะนึกออก หรือบางทีก็คิดเอาเองว่า
ถ้าตอบแบบนี้แล้วทุกอย่างจะดี แต่ไม่เลยทุกคำตอบมันแย่ไปหมด ไม่ว่าจะจริงหรือโกหกเพื่อให้เธอสบายใจ
ความจริงบอกไปก็เหมือนเอามีดไปกรีดหัวใจเธอ โกหกเธอก็จับได้ ผมไม่รู้จะทำยังไงให้ดีไปกว่านี้
เราทะเลาะกันแทบทุกวัน ครอบครัวเหมือนตกอยู่ในขุมนรก เธอกลายเป็นคนคุ้มดีคุ้มร้าย
บ้างก็เหม่อลอย บางทีก็ร้องไห้ได้ข้ามวันข้ามคืน วนเวียนถามผมซ้ำๆ เดิมๆ เกี่ยวกับน้องคนนั้น
จบด้วยการทะเลาะ และแย่สุดผมก็ทำร้ายเธอ คือตบหน้า ทำไปแล้วก็แทบจะตัดมือตัวเองทิ้ง ผมไม่คิด
ว่ามันจะมีวันนี้ เธอร้องไห้แทบขาดใจตาย ผมทั้งสงสาร ทั้งรู้สึกผิด เธอยิ่งเสียใจผมยิ่งรุ้สึกแย่
บางครั้งเธอก้มลงกราบเท้าผม อ้อนวอนให้ผมพูดให้ผมเล่าว่าผมเคยโกหกอะไรเธอไว้บ้าง
แววตาเธอมันเจ็บปวดอ้อนวอน ตอนนี้ผมรุ้แล้วละครับคนที่เหมือนจะขาดใจตายหัวใจสลายมันเป็นยังไง
เธอทำให้ผมเห็น ซึ่งผมก็บอกและเล่าได้เท่าที่ผมนึกออกและบางอย่างมันก็ลำบากใจที่จะพูดจริงๆ
เธอคงถามผมจนเหนื่อย อยากรู้จนอ่อนใจแล้วมั้งครับเพราะผมบอกไปเธอก็ไม่เชื่อ ซึ่งก็จริงเพราะผม
เล่าแบบขอไปทีไม่อยากทำร้ายเธอไปมากกว่านี้
เธอไม่เคยเชื่อว่าน้องคนนั้นไม่รุ้เรื่องของเรา ไม่เชื่อว่าผมไม่เคยรักน้องเค้า เธอคิดฝังหัวว่าน้องเค้า
แกล้งโง่เพื่อจะแย่งผมไปจากเธอ และต้องการจะปอกลอกผม ผมก็จนปัญญาจะอธิบาย เธอจะโกรธมากที่ผมพูดว่า
น้องเค้าไม่รุ้เรื่องด้วย
เธอบอกว่าที่เฝ้าถามเพราะอยากเห็นความจริงใจของผม อยากเห็นความกล้า ความเป็นลูกผุ้ชาย
กล้าทำกล้ารับ แต่จนแล้วจนรอดเธอก็ไม่ได้เห็นความจริงใจจากผมความจริงเธอรู้หลายๆ อย่างจากน้องคนนั้นแล้ว
น้องเค้าติดต่อมาที่เธอ มาเล่าทุกอย่างให้ฟังบอกแม้กระทั่งว่าผมเคยพาน้องเค้ามาใช้เตียงของเรา
เธอบอกว่าเธอจะไม่เลิกกับผมจะอยู่ทำหน้าที่ภรรยาที่เธอเลือกแล้วให้ถึงที่สุด เธอบอกว่าทุกคน
เกิดมามีหน้าที่ เธอเกิดมาเพื่อรักผมเป้นภรรยาของผม ก็จะขอทำหน้าที่นี้ต่อไปให้ดีที่สุด จนถึงวันที่ต้องจากกันจริงๆ
ผ่านมาแล้วหนึ่งปีเต็ม ที่ผมต้องอยู่อย่างคนไร้ความหวัง หัวใจมันแห้งแล้งโดดเดี่ยว เหมือนอยู่ให้พ้นๆ
ไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น ความอบอุ่นที่เคยมีเป็นแค่อดีต ภาพที่เธอคอยเปิดประตูรับผมตอนเลิกงาน หอมแก้มผม
ถามผมทุกครั้งว่าวันนี้เหนื่อยมั้ย หิวหรือเปล่าอยากกินอะไร จะถามผมบ่อยๆ ว่ารักเธอหรือเปล่า ซึ่งผมก็ยินดีตอบ
ทุกครั้งด้วยความเต็มใจ ภรรยาคนที่คอยเล่าโน่นเล่านี้ช่างพูดช่างคุย วันนี้ไม่มีแล้ว เธอยังคอยเปิดประตูรับผม
เหมือนทุกวัน ทำกับข้าวให้กินทุกมือ ทำงานบ้านทุกอย่างที่เคยทำ ยิ้มให้ผม แต่แววตาเธอไม่เหมือนเดิมแล้ว
มันไม่มีชีวิตชีวา แล้วก็ไม่เคยถามผมอีกเลยว่าผมรักเธอหรือเปล่า และเธอก็ไม่บอกรักผมอีกแล้ว
ผมเสียอีกที่ต้องคอยบอกรักเธอโดยที่ไม่ต้องถามแต่ก็เหมือนเธอจะไม่ดีใจแล้วละครับ แค่ทำหน้ารับรู้เท่า
นั้น ทุกคืนเธอยังนอนกอดผมนะ หอมแก้มผมบ้างเวลาที่เธอสบายใจ บางครั้งก็คุยสนุกเหมือนเดิม
แต่ก็เป็นพักๆ พอความเศร้ากลับมาเธอก็เหมือนเดิม แอบไปนั่งเหม่อได้อยู่บ่อยๆ แววตาดูไร้จุดหมาย
หลายครั้งที่เธอนอนละเมอร้องไห้ออกมา ผมก็ไม่รุ้ว่าเราจะตกอยู่ในสภาพนี้อีกนานแค่ไหน เมื่อไหร่ผมจะได้ภรรยาคน
เดิมของผมคืนมา ตอนนี้ผมรู้แค่ว่าผมรักเธอสุดหัวใจ แต่ผมก็จนปัญญาแล้วจริงๆ
ที่เล่ามาทั้งหมดผมไม่ได้หวังอะไรมาก แค่อยากให้ใครที่คิดหรือกำลังจะทำผิดแบบผมเมื่อได้อ่านแล้ว
ได้ฉุกคิดสักนิดว่าอย่าเอาหัวใจของคนที่เรารักไปแลกกับความสุขบนเตียงชั่วครั้งชั่วคราวเลยครับ ไม่คุ้มเลยจริงๆ
ผมต้องอยู่อย่างคนไร้ค่า ไร้ศรัทธาในตัวเอง เพียงเพราะความหลงในตัณหา ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ
คุณค่าของลูกผู้ชายไม่ได้วัดที่จำนวนผู้หญิงที่เราไปนอนด้วยหรอกครับ แต่ความซื่อสัตย์ต่างหากคือคุณค่าที่แท้จริง
ของการได้เกิดมาเป็นชาย ถ้าย้อนเวลาได้ผมจะภูมิใจที่ในชีวิต จะมีสัมพันธ์กับผู้หญิงแค่คนเดียวคือคนที่ผมรัก
จากคุณ ขอโทษ ( Ticket ID : 185857)
วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2557
สิ่งที่ทำให้เซ่แตกต่างจากคนอื่น คือวินัยในการลงมือทำ ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหน เซ่จะแบ่งเวลาให้กับมันอย่างสม่ำเสมอ
เมื่อคืนพี่บอย วิสูตร แนะนำ Page ของเซ่
ทำให้เพจนี้มีคนติดตามมากกว่า 7,000 คนแล้ว
ทำให้เพจนี้มีคนติดตามมากกว่า 7,000 คนแล้ว
เพจนี้สร้างขึ้นเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาค่ะ
เซ่เป็นดีไซเนอร์คนนึงที่คิดนอกกรอบอยากมาเขียนหนังสือ
สิ่งที่ทำให้เซ่แตกต่างจากคนอื่น คือวินัยในการลงมือทำ
ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหน เซ่จะแบ่งเวลาให้กับมันอย่างสม่ำเสมอ
ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหน เซ่จะแบ่งเวลาให้กับมันอย่างสม่ำเสมอ
และนี่คือสิ่งที่ "คนอยากแหกคอก” ทุกคนต้องเข้าใจ
ไม่ว่าเราคิดจะทำอะไร มันยากที่จะเริ่มออกไปทำเป็นครั้งแรก
แต่เมื่อผ่าน step นั้นแล้ว
สิ่งที่จะชี้เป็นชี้ตายคือการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง
แต่เมื่อผ่าน step นั้นแล้ว
สิ่งที่จะชี้เป็นชี้ตายคือการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง
การจะเห็นผลได้ต้องทำในระยะยาว
เซ่เริ่มเขียนหนังสือจริงจังก่อนเรียนจบ
กว่าจะเห็นผลก็ใช้เวลานานพอดู
แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ไหน
กว่าจะเห็นผลก็ใช้เวลานานพอดู
แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ไหน
...“วินัย” ล้วนๆ…
เมื่อเริ่มคิดอยากทำอะไรใหม่ๆ
อย่าลืมพกใจและใส่แรงตลอดทาง
เมื่อมองกลับไปคุณจะมาไกลใช่เล่น!
อย่าลืมพกใจและใส่แรงตลอดทาง
เมื่อมองกลับไปคุณจะมาไกลใช่เล่น!
ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามมาตลอดนะคะ
มาาาา เรามาวิ่งไปด้วยกัน!
เครดิต เพจ เซ่ เด็กนอก/คอก
วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2557
หากลูกของคุณโกหกบ่อย อาจเป็นเพราะคุณลงโทษเขามากเกินไป
• หากลูกของคุณโกหกบ่อย อาจเป็นเพราะคุณลงโทษเขามากเกินไป
• หากลูกของคุณขาดความมั่นใจในตัวเอง อาจเป็นเพราะคุณไม่เคยให้กำลังใจเขา
• หากลูกของคุณไม่ค่อยพูด อาจเป็นเพราะคุณไม่ค่อยพูดคุยกับเขานัก
• หากลูกของคุณชอบลักขโมย อาจเป็นเพราะคุณไม่เคยสอนเ...ขาให้รู้จักคำว่า 'ให้'
• หากลูกของคุณขี้ขลาด อาจเป็นเพราะคุณคอยแต่ปกป้อง แก้ต่างให้เขา
• หากลูกของคุณไม่ให้เกียรติผู้อื่น อาจเป็นเพราะคุณมักขึ้นเสียงกับพวกเขา
• หากลูกของคุณโกรธง่ายอยู่ตลอดเวลา อาจเป็นเพราะว่าคุณไม่เคยชื่นชมเขาเลย
• หากลูกของคุณเป็นคนงก ตระหนี่ อาจเป็นเพราะคุณไม่เคยแบ่งปันอะไรให้เขา
• หากลูกของคุณอันธพาลชอบรังแกคนอื่น อาจเป็นเพราะคุณแสดงความรุนแรงก้าวร้าวให้เขาเห็น
• หากลูกของคุณอ่อนแอ อาจเป็นเพราะคุณชอบข่มขู่ให้เขาหวาดกลัว
• หากลูกของคุณขี้อิจฉา อาจเป็นเพราะคุณเพิกเฉย ไม่ใส่ใจเขา
• หากลูกคุณมักสร้างความรำคาญใจต่อคุณ อาจเป็นเพราะคุณไม่เคยกอด ไม่เคยหอมเขา
• หากลูกของคุณไม่เชื่อฟังคุณ อาจเป็นเพราะคุณเรียกร้องมากเกินไปจากพวกเขา
• หากลูกของคุณชอบเก็บเนื้อเก็บตัว อาจเป็นเพราะคุณยุ่งแต่เรื่องของตัวเองมากเกินไป
{ด็อกเตอร์ฏอริก อัลฮาบีบ}
แหล่งมา:: เพจ Islam for kids
แปลเรียบเรียง:: เพจนี้สำหรับคุณแม่
แปลเรียบเรียง:: เพจนี้สำหรับคุณแม่
คนเรามักจะใส่ปมของตัวเองลงไปยังลูก โดยไม่รู้ตัว
ดังนั้น...ก่อนจะทำอะไรกับลูกหรือคนที่คุณรัก ...
หยุดซักนิด คิดก่อนว่าเมื่อตอนคุณเป็นเด็ก...
คุณอยากให้พ่อ-แม่ ทำแบบนี้กับคุณหรือไม่?
แล้วคุณอยากได้การปฏิบัติแบบไหนจากท่าน?
แล้วปฏิบัติแบบนั้นอย่างมีสติ...!
ดังนั้น...ก่อนจะทำอะไรกับลูกหรือคนที่คุณรัก ...
หยุดซักนิด คิดก่อนว่าเมื่อตอนคุณเป็นเด็ก...
คุณอยากให้พ่อ-แม่ ทำแบบนี้กับคุณหรือไม่?
แล้วคุณอยากได้การปฏิบัติแบบไหนจากท่าน?
แล้วปฏิบัติแบบนั้นอย่างมีสติ...!
วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557
วันพุธที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2557
10 นิสัยเพิ่มความเป็นผู้นำ เพื่อนความสำเร็จในชีวิต
10 นิสัยเพิ่มความเป็นผู้นำ เพื่อนความสำเร็จในชีวิต
July 27, 2013 — 3 Comments
ผู้นำไม่ได้มาตั้งแต่เกิด แต่เป็นสิ่งที่คุณต้องสร้างขึ้น
สำหรับคนที่เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ แม้ว่าเขาจะไม่มีตำแหน่งในองค์กร หรือไม่มีใครเดินตามเขาเป็นพรวน แต่เมื่อคุณมีโอกาสได้พูดคุยหรือได้ร่วมงานด้วย คุณจะรู้ด้วยตัวเองอย่างปฏิเสธไม่ได้เลยว่า คนนี้แหล่ะผู้นำที่ยิ่งใหญ่ตัวจริง
คุณเคยเจอคนที่คุณรู้สึกแบบนี้บ้างหรือยังครับ?
10 นิสัยที่ช่วยเพิ่มความเป็นผู้นำ
1. มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน มีความชัดเจนกับตัวเองและผู้อื่นเสมอ
เริ่มจากการมีวิสัสทัศน์ที่ชัดเจน มีความมีความชัดเจนให้กับตัวเองว่า ชีวิตเราต้องการอะไรมากที่สุด? และมีความชัดเจนกับทุกโครงการที่ตัวเองต้องทำหรือรับผิดชอบ ว่าแต่ละโครงการต้องการอะไร? อะไรคือเป้าหมาย? อะไรที่ต้องสื่อสาร? ต้องสื่อสารกับใคร? เพื่อบรรลุเป้าหมาย
2. คิดอย่างเป็นระบบ
การคิดอย่างเป็นระบบ ช่วยให้คุณสามารถรวบรวมพลังแห่งความคิดทั้งหมดให้เป็นรูปแบบและเรียบเรียงความคิดไปตามลำดับ เหมือนกับแสงเลเซอร์ซึ่งเต็มไปด้วยพลังที่สามารถทะลุทะลวงปัญหาและอุปสรรค์ต่างๆ เพื่อพิ่งไปยังเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว
3. มีความรับผิดชอบ
รับผิดชอบกับทุกสิ่งที่เราต้องคิด ลงมือทำ ทั้งตัวเองและภาพรวมของทีม เลิกนิสัยการบ่นและกล่าวโทษผู้อื่น จำให้ขึ้นใจอยู่เสมอว่า ตัวเราคือผู้กำหนดและผู้รับผิดชอบต่อชะตาชีวิตทั้งหมด
4. ออกกำลังกายอยู่เสมอ
หากคุณสังเกตุผู้นำที่ยิ่งใหญ่คุณจะพบว่า แม้พวกเขาจะดูเหมือนไม่มีเวลา แต่พวกเขาจะออกกำลังกายอยู่เสมอ การเป็นผู้นำนั้นต้องใช้พลังอย่างมากทั้งทางด้านความคิดและด้านร่างกาย และต้นกำเนิดของพลังที่สำคัญที่สุดของเราคือร่างกายของเรานี่เอง คุณควรให้ความสำคัญและให้เวลาในการดูแลสุขภาพของตัวเองอย่างมาก
พลังอันยิ่งใหญ่ของผู้นำมาจากสุขภาพที่แข็งแรงของผู้นำ
5. พักผ่อนอย่างเพียงพอ
คุณควรให้เวลาในการพักผ่อนกับตัวเองอย่างเพียงพอ เช่น การนอน การคลายเครียดระหว่างวันโดยกายยืดตัว ขยับตัวในระหว่างวัน หรือแม้กระทั่งหาเวลาในการท่องเที่ยว เพื่อนำตัวคุณเองออกจากสิ่งประจำที่คุณทำ ไปเจอบรรยากาศใหม่ๆ ผู้คนใหม่ๆ ที่คุณไม่เคยพบ ช่วยให้คุณผ่อนคลายและเกิดความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างมาก
6. รู้ค่าของเวลา
เรียนรู้ที่จะเป็นนายของเวลา ควรรู้จักการสอนงาน และมอบหมายงาน เพื่อสร้างโอกาสทำงานร่วมกัน แบ่งปันความสำเร็จร่วมกัน และสร้างคนไปพร้อมกันด้วย
ลงมือทำเฉพาะเรื่องที่คุณควรทำ เวลาเป็นสิ่งมีค่า ใช้เวลาของคุณกับงานที่สร้างคุณค่ากับคุณมากที่สุด
7. เป็นผู้ฟังที่ดี
ถ้าคุณสามารถเป็นผู้ฟังที่ดีได้ จะช่วยให้คุณสามารถเข้าใจสมาชิกในทีมคุณมากขึ้น ลดความผิดพลาดจากการเข้าใจผิด และสามารถนำข้อมูลที่ได้รับมาผ่านการตรวจสอบ และนำไปสู่การปรับปรุงแผนงานที่เราวางไว้ พร้อมกับการปรุบปรุงทีมให้ดียิ่งขึ้น
8. เต็มที่กับสิ่งที่ทำเสมอ
การเต็มที่กับสิ่งที่ทำเสมอ จะช่วยให้คุณไม่ต้องเสียใจอะไรอีกในภายหลัง ความสำเร็จไม่ได้มาจากคนที่นั่ง และรอคอยด้วยความหวัง คุณจะต้องยึดที่เป้าหมายและวิสัยทัศน์ เสื่อสารวิสัยทัศน์ของคุณให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าใจและเห็นภาพตาม แล้วลงมือปฏิบัติอย่างเต็มที่และต่อเนื่องจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย
9. สร้างเวลาที่ทำให้ตัวเองได้คิดก่อนเสมอ
หลุมพลางของผู้นำหลายต่อหลายคนคือการยุ่งจนไม่มีเวลาเพียงพอที่จะได้คิด คุณต้องสร้างเวลาให้ตัวเองเพื่อจะได้ ใช้ความฝัน ความคิดสร้างสรรค์ และความคิดเชิงกลยุธท์ที่มีคิดอย่างเป็นระบบในการวางแผน เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของตัวคุณเองและทีม
คำถาม: คุณมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างกับ นิสัยของผู้นำทั้ง 9 ข้อนี้ครับ? คุณคิดว่าผู้นำที่ยิ่งใหญ่ควรมีนิสัยอย่างไรบ้าง? ร่วมกันแสดงความคิดเห็นด้านล่างนี้ครับ
คุณอาจสนใจบทความนี้
บ้านอยู่แล้วไม่ดี อยู่แล้วจน มีลักษณะเป็นอย่างไร
บ้านอยู่แล้วไม่ดี อยู่แล้วจน มีลักษณะเป็นอย่างไร
Home » ฮวงจุ้ยบ้าน » บ้านอยู่แล้วไม่ดี อยู่แล้วจน มีลักษณะเป็นอย่างไร
บ้านอยู่แล้วไม่รวย ปลูกบ้านตามหลังฮวงจุ้ย ฮวงจุ้ย ฮวงจุ้ยบ้านที่ไม่ดี
บ้านแบบไหนอยู่แล้วดี หรือห้ามสร้างหรือมีสิ่งของเหล่านี้อยู่ในบ้าน ถ้ามีจะทำให้ บ้านอยู่แล้วไม่ดี อยู่แล้วไม่รวย เพื่อนๆ ควรนำข้อห้ามเหล่านี้ไปพิจารณา หรือข้อควรระวัง ตามหลักของฮวงจุ้ย มีด้วยกันมากมายหลายประการ ซึ่งเพื่อนๆ เองก็ไม่ควรที่จะมองข้ามนะคะ
บ้านอยู่แล้วไม่ดี อยู่แล้วไม่รวย มีลักษณะเป็นอย่างไร
- รั้วบ้าน : รั้วทำหน้าที่ช่วยกักเก็บพลังมิให้รั่วไหล และยังช่วยคุ้มครองป้องกันภัยมิให้ถูกบุคคลภายนอกรุกล้ำ การไม่มีรั้วบ้าน หรือรั้วบ้านโปร่ง เตี้ย มีความสูงต่ำไม่เท่ากัน หรือสูงมากเกินไป จะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีฐานะตกต่ำยากจน ความสูงของประตูรั้ว ประตูรั้วจะต้องมีความสูงเสมอกับขอบกำแพง จะสูงกว่ากำแพงไม่ได้ เพราะมิฉะนั้นจะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีการทำมาหากินที่ฝืดเคือง เงินทองร่อยหรอ
- รั้วบ้านมีช่องเปิด : ช่องเปิดที่ผนังรั้วจะทำให้พลังในพื้นที่บ้านรั่วไหล มีผลให้ทุกด้านของชีวิตอ่อนแอลงไป และถ้าฮวงจุ้ยอื่นๆ ของบ้านไม่ค่อยจะดีด้วยแล้วก็จะมีผลกระทบต่อฐานะทางการเงินทำให้จนเร็วขึ้น
- สีของกำแพงบ้าน : รั้วที่ดีต้องทาสีให้ดูสวยงามจึงจะช่วยเสริมฮวงจุ้ยให้กับผู้อยู่อาศัย การไม่ทาสีให้กำแพงรั้ว หรือปล่อยให้สีที่ทาหลุดร่อน หรือเก่าทรุดโทรม จะทำให้ผู้อยู่อาศัยไม่มีโชคลาภ และการทำมาหากินตกต่ำเสื่อมถอย สีเข้มโดยเฉพาะสีดำ สีน้ำเงิน หรือสีฟ้า เป็นสีต้องห้ามที่ไม่ให้ใช้เป็นสีกำแพง เพราะเป็นอัปมงคลที่จะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีความเสียหาย การเงินมีค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ และเงินทองรั่วไหล
- กำแพงรั้วมีความขรุขระ มีส่วนแหลมคมเป็นปุ่มปมตะปุ่มตะปั่ม : จะทำลายพลังที่ผ่านเข้าบ้านเกิดความเสียหาย ส่งผลให้ผู้อยู่อาศัยต้องพบกับปัญหาและอุปสรรคในการทำมาหากิน มีรายได้น้อย มีรายจ่ายมากและยากจน
- บนกำแพงรั้วมีเหล็กดัดปลายแหลมหันแทงเข้าในบ้าน : จะทำให้ผู้อยู่อาศัยเกิดเรื่องเดือดร้อนและเสียเงินเสียทองอยู่บ่อยๆ หรือรั้วมีลวดลายที่เป็นอัปมงคล เช่น เป็นลวดลายแหลมคมหรือเป็นลายเครื่องหมายคูณ จะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีปัญหาทางการเงินและยากจน
- พื้นที่บ้านมีความสูงกว่าถนนนอกบ้านมากเกินไป : จะทำให้พลังจากถนนนอกบ้านเคลื่อนตัวเข้าสู่ในเขตบ้านได้ลำบาก เป็นเหตุให้บ้านขาดพลัง ผู้อาศัยในบ้านลักษณะเช่นนี้จะพบกับความสำเร็จในชีวิตและการงานได้ยาก และขัดสนเรื่องเงินทอง
- ถนนในบ้านที่ต่อจากประตูมีความขรุขระตะปุ่มตะปั่มไม่ราบเรียบ หรือมีลวดลาย : โดยเฉพาะเป็นลายที่มีความแหลมคมหรือเป็นรูปกากบาท จะทำให้พลังเคลื่อนผ่านเข้าบ้านได้ยาก พลังเสียหายและติดขัด ผู้อยู่อาศัยจะพบกับปัญหาและอุปสรรคนานาประการในชีวิต การทำมาหากินฝืดเคือง ธุรกิจการงานตกต่ำเสียหาย และสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง
- ศาลพระภูมิตั้งอยู่ชิดประตูรั้ว : ตามปกติการตั้งศาลพระภูมิที่ถูกต้อง ควรตั้งอยู่ทางด้านฝั่งขวามือของพื้นที่บ้าน (เมื่อยืนหันออกไปหน้าบ้าน) แต่มีข้อห้ามในการตั้งคือ ห้ามตั้งศาลพระภูมิใกล้ชิดติดกับประตูรั้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ติดชิดกับขอบถนนที่ต่อจากประตูรั้วเข้าบ้าน เพราะในวิชาฮวงจุ้ยถือว่าศาลพระภูมิเป็นธาตุไฟ ที่จะทำให้พลังที่ผ่านเข้ามา ทางประตูรั้วถูกทำลาย เป็นเหตุให้ผู้อยู่อาศัยในบ้านขาดพลังทำให้ชีวิตตกต่ำ มีอุปสรรคและปัญหา เกิดความเดือดร้อนวุ่นวาย และการเงินเสียหาย
- ข้างประตูรั้ว ข้างประตูหน้า หรือริมขอบถนนที่จะเดินเข้าประตูบ้าน : ไม่ควรปลูกต้นจั๋ง พืชตระกูลปาล์ม ต้นหมาก หรือต้นไม้ที่มีหนามแหลมคม เพราะต้นไม้เหล่านี้เป็นพิฆาตต่อพลังที่ผ่านเข้ามาในบ้าน ทำให้ผู้อยู่อาศัยมีฐานะไม่ดี การเงินรั่วไหล
- ประตูรั้วบ้านตั้งตรงและประจันกับประตูรั้วของเพื่อนบ้าน : จะทำให้การทำมาหากินมีรายได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น และถ้าประตูรั้วของเพื่อนบ้านมีขนาดที่ใหญ่กว่าประตูรั้วของเรา หรือประตูรั้วทั้งสองตั้งตรงกัน แต่ขอบประตูหรือเสาประตูตั้งขบกัน จะยิ่งส่งผลให้เกิดปัญหา มีรายได้น้อยมากยิ่งขึ้น รวมถึงคนในบ้านจะเจ็บป่วย และประสบอุบัติเหตุบ่อย
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : thaihomeonline.com
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)