วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เหตุการณ์เดียวกัน ตีความหมายต่างกัน การตอบสนองต่อเหตุการณ์นั้นๆก็ต่างกัน

เช้านี้ ยังดูอยู่ข่าวอยู่รึเปล่าครับ?
เมื่อวานนี้ผมโพสเรื่องเลิกดูข่าวไป แต่ถ้ายังจำเป็นต้องดู ยังเลิกดูไม่ได้ จะทำยังไงกับพวกความคิดลบๆ พวกนี้ดี เช่น
ถ้าเจอข่าวเครื่องบินตก จะทำยังไงถึงจะไม่หดหู่
ถ้าเจอข่าวฆ่าข่มขืน จะทำยังไงไม่ให้โกรธผู้ต้องหาคนนั้น
ถ้าเจอข่าวคนทุกข์ยาก จะทำยังไงไม่ให้สงสาร เศร้าไปด้วย
ในเมื่อบ่นไป เศร้าไป หดหู่ไป มันก็ไม่ช่วยทำให้สถาณการณ์อะไรมันดีขึ้น
เอาแบบนี้ดีกว่า
"เปลี่ยนพวกนั้นเป็นพลังบวก! ซะเลย" โดยใช้ “พลังทางความคิด” คิดกลับแบบนี้
ฉันจะต้องมีเงินเยอะๆ เพื่อช่วยเหลือเยียวยา ครอบครัวผู้ประสบภัยเครื่องบินตกให้ได้
ฉันจะต้องรวย มีชื่อเสียง จะได้ออกกฎหมายปราบปราม ขจัดการกระทำแบบนี้
ฉันจะต้องมีเงินมากๆ จะได้ช่วยเหลือคนทุกข์ยาก เพื่อให้ความจนหมดไปจากสังคมไทย
มีพลังกว่าเยอะไหมครับ!
ในบางครั้งเราอาจหลีกเลี่ยงบางสิ่งบางอย่างที่เหมือนจะเป็นเรื่องไม่ดีไม่ได้ แต่ว่าเรา "เลือกความหมาย" ให้มันได้
เช้านี้ถ้าใครยังเปิดข่าวอยู่ลองดูนะครับ
“ใช้พลังทางความคิด เปลี่ยนความหมายสิ่งที่เหมือนจะเป็นลบ ให้มันกลายเป็นพลังบวก”
อรุณสวัสดิ์ครับ
Un+ Chirdpong (อั๋น เชิดพงษ์)
ปล. แต่ถ้าใครที่ไม่ได้ดูอยู่แล้วไม่ต้องไปเปิดข่าวเพื่อลองนะครับ เอาไปลองกับเรื่องลบอื่นๆ ในชีวิตประจำวันแทนนะครับ
------------------------------------
ส่วนเสริม
เรื่องของเทคนิคการเปลี่ยนความหมาย ผมเคยโพสไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ในโพสวันที่ 15 มิ.ย. วิชานี้ได้มาจากคุณบัณฑิต อึ้งรังษี ซึ่งเอามาใช้เมื่อเราเจอข่าวลบๆ ได้เป็นอย่างดี
โพสวันนั้นเขียนไว้แบบนี้ เอามาแปะตรงนี้อีกที เผื่อใครที่ยังไม่ได้อ่านครับ (จะย้อนกลับไปเปิดก็ไกลอยู่)
“เปลี่ยนโลกได้ด้วยการ เปลี่ยนความหมาย”
เรื่องที่ 1
Steven Covey ผู้แต่งหนังสือ 7 Habits เล่าว่า เค้านั่งอยู่บนรถไฟ เห็นเด็ก 2 คนเล่นซนกัน รบกวนผูัโดยสารท่านอื่นๆ Steven เห็น ผู้ชายคนนึงนั่งก้มหน้าอยู่ เหมือนว่าน่าจะมากับเด็กๆ แต่ว่าไม่ได้ว่าเกล่าหรือตักเตือนเด็กๆ ทั้ง 2 คนแต่ประการใด
Steven ทนไม่ไหว เลยเดินไปหาผู้ชายคนนั้น บอก "คุณช่วยดูเด็กๆ ของคุณหน่อยได้ไหม เค้าไปรบกวนผู้โดยสารท่านอื่นๆ"
ผู้ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นมาแบบตกใจ แล้วบอกว่า "ขอโทษครับ ผมไม่ทันสังเกต พอดีแม่ของพวกเค้า เพิ่งเสียไปเมื่อ 2 ชม. ที่แล้ว
ข้อสังเกต: ความรู้สึกเราเปลี่ยนไป ความหมายของเรื่องนี้เปลี่ยนไปแล้ว ทั้งที่เป็นเหตุการณ์เดิม
เรื่องที่ 2
Wayne Dyer นักเขียนชื่อดัง เป็นเด็กกำพร้า .... เด็กกำพร้าส่วนใหญ่จะ"ตีความหมาย"ของชีวิตว่า พวกเค้าเป็นเด็กที่ไม่มีใครรัก พ่อแม่ไม่ต้องการ อยู่ต่อไปก็ไม่มีค่า
แต่ว่า Wayne Dyer ตีความหมายว่า เป็นเด็กกำพร้าสิดี จะได้ไม่ต้องมีผู้ใหญ่มาคอยว่า คอยบงการ จะได้มีอิสระได้เต็มที่
ข้อสังเกต: สภาพแวดล้อมเดียวกัน เมื่อความหมายเปลี่ยน ชีวิตและอนาคตก็เปลี่ยน
----------------------------------
เรื่องใกล้ตัว
ถ้าคนขับรถปาดหน้าเรา เราโมโห.... แต่ถ้าเรารู้ว่า (หรือตีความหมายว่า) เค้ามีคนท้องกำลังคลอดอยู่ในรถ เราจะยังโกรธเค้าอยู่ไหม?
ถ้าเพื่อนมาเตือนเราด้วยความหวังดี แต่เราตีความหมายว่าเค้าตั้งใจว่าเรา เค้าอิจฉาเรา เค้าใส่ร้ายเรา เราก็จะปิดหูไม่ได้รับความหวังดีนั้น
ถ้าเราอกหัก แล้วเราตีความหมายว่าชีวิตเราไม่มีค่าอีกแล้ว เค้าไม่เอาเราแล้ว กับการตีความหมายว่า ... ok ดีซะอีก แสดงว่าเรายังไม่ดีพอ งั้นเราต้องดีชึ้นไปอีก เพื่อจะได้คู่ครองที่ดีขึ้นไปอีก
สรุป
เหตุการณ์เดียวกัน ตีความหมายต่างกัน การตอบสนองต่อเหตุการณ์นั้นๆก็ต่างกัน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว เราไปเปลี่ยนเหตุการณ์นั้นไม่ได้ แต่ว่าเรา "เปลี่ยนความหมาย" ให้มันได้ เปลี่ยนให้เข้าข้างเรา เปลี่ยนให้มันเป็นพลังในการเดินหน้าต่อไป
"แค่เปลี่ยนความหมาย โลกก็เปลี่ยน"
Cr: คุณบัณฑิต อึ้งรังษี course ปลุกพลังดั่งเทพ: สุดยอดสัมมนาที่ช่วยปลุกพลังไร้ขีดจำกัดในตัวคุณ

Cr: FB   

Un+ Chirdpong

พักเมืองไทย บรรยากาศเหมือนไปเมืองนอก

http://travel.edtguide.com/420137_%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2-%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%81

พักเมืองไทย บรรยากาศเหมือนไปเมืองนอก

วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

คุณสมบัติที่จะเป็นเถ้าแก่ที่ดี ต้องมีคุณสมบัติดังนี้

 
 
คุณสมบัติที่จะเป็นเถ้าแก่ที่ดี ต้องมีคุณสมบัติดังนี้
 
1. นักผจญภัย
มีความกล้าเสี่ยงอยู่ในสายเลือดระดับหนึ่ง วิถีเถ้าแก่เป็นการเอาเงินทองและทรัพย์สินของตนเองมาลงทุนครับ ถ้าธุรกิจเจ๊ง มีโอกาสหมดตัว จนถึงขั้นล้มละลายเป็นหนี้สินได้ แต่ถ้าสำเร็จก็มีโอกาสรวยได้ในระยะเวลาไม่กี่ปี ต่างกับชีวิตลูกจ้างที่จากการทำงานไม่ดีหรือบริษัทเจ๊ง ก็แค่ตกงาน ไม่ถึงขั้นหมดตัว แต่ก็ไม่มีโอกาสรวยเข้าใจหลัก “เสี่ยงมากรวยมาก เสี่ยงน้อยรวยน้อย” ไหมครับ เพราะฉะนั้นคุณสมบัติข้อแรกของเถ้าแก่ คือ กล้าเสี่ยง กล้าผจญภัยในโลกธุรกิจ
 
2. กรรมกร
เถ้าแก่รุ่นบุกเบิก ที่เรียกว่า รุ่นเตี่ย ที่สร้างธุรกิจมาจากไม่มีอะไรเลย ต้องเริ่มจากการทำงานหนักครับ ถึงจะประสบความสำเร็จได้ ถ้าคุณพร้อมจะทำงานหนักวันละ 12 – 15 ชั่วโมงขึ้นไป แบบไม่มีวันหยุดติดต่อกันเป็นเวลา 1 – 2 ปี โดยไม่ท้อถอย คุณมีคุณสมบัติที่จะเป็นเถ้าแก่ที่ดีได้ นี่ไม่นับเถ้าแก่รุ่นเสี่ยหรือรุ่นตี๋ หรือรุ่นที่สร้างธุรกิจเอาไว้ส่วนตัวนะครับ เพราะเถ้าแก่รุ่นทายาทอาจไม่จำเป็นต้องอาศัยข้อนี้มากเท่าไร
 
สำหรับที่เป็นลูกจ้างอยู่แล้ว ฝันอยากจะเป็นเถ้าแก่ จะได้หยุดงานได้โดยไม่ต้องขออนุญาติใคร เข้างานสาย ๆ ได้ กลับบ้านก่อนเวลาได้โดยไม่มีใครมาบ่น ขอบอกได้เลยครับ ถ้าคิดอย่างนี้ อย่ามาทำธุรกิจเองเป็นอันขาด เว้นแต่ทางบ้านจะมีธุรกิจที่มั่นคงแล้วให้มาบริหารต่อเพราะคิดอย่างนั้น ถ้าใครจะมาเป็นเถ้าแก่รุ่นบุกเบิก โอกาสหมดตัวสูงมากครับ
 
3. นักศึกษา
เถ้าแก่ที่ดีควรมีวิญญาณของนักศึกษา คือ การเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ อย่าคิดว่าตัวเองรู้แล้ว เก่งแล้ว เจ้าของกิจการจำนวนไม่น้อย พอร่ำรวย ประสบความความสำเร็จ ถึงจุดหนึ่ง มีลูกน้องเพื่อนฝูงยกย่องว่าเก่ง มีความสามารถ ก็ชักเชื่อมั่นในตัวเองสูงคิดว่าตัวเองแน่ไม่ค่อยฟังใครตัดสินจากความคิดของตัวเองเป็นหลักหรือตัดสินใจโดยอาศัย ประสบการณ์ในอดีตของตน โดยลืมคิดไปว่าโลกวันนี้เปลี่ยนจากยุคเมื่อหลายปีที่เถ้าแก่เคยประสบความสำเร็จสุดท้ายก็เจ๊งหรือเสียค่าโง่ไปก็มาก
 
4. นักสืบ
เจ้าของกิจการที่ดี ควรออกไปสืบหาข้อมูลของคู่แข่งบ้าง ผมแนะนำให้ท่านลองไปใช้บริการของคู่แข่งหรือสินค้าของคู่แข่งมาแยกดู ออกไปคุยกับพนักงานขายของคู่แข่ง หรือกับลูกค้าทั้งของเราเองและคู่แข่ง จะได้รู้ว่าตลาดใครทำอะไรกันบ้าง แล้วนำมาปรับปรุงกิจการหรือสินค้าของตัวเราเอง
 
5. นักจิตวิทยา
เป็นเถ้าแก่ก็ต้องมีลูกน้องครับ กิจการ SMEs ส่วนใหญ่ มักจะมีลูกจ้างที่มีพื้นฐานความรู้ไม่มากนัก อย่างพนักงานเสิร์ฟตามร้านอาหาร เด็กปั๊ม คนงาน ยิ่งมีลูกจ้างมาก ปัญหาก็ยิ่งมาก ไม่เฉพาะเรื่องงานนะครับ ปัญหาส่วนตัวลูกน้อง เถ้าแก่ก็ต้องเข้าไปให้คำปรึกษาหรือตามแก้ไขให้ด้วย ไม่ว่าลูกน้องป่วย พ่อตาย เมียคลอด ปัญหาเมียน้อยเมียหลวง จนถึงลูกน้องอกหัก เถ้าแก่ก็ต้องไปช่วยถึงจะซื้อใจลูกน้องให้รัก และอยู่กับเราได้นาน ๆ ทำงานได้ดี ๆ
 
6. ผู้พิพากษา
คือ ต้องมีความยุติธรรมและเฉียบขาดในการตัดสินใจ โดยเฉพาะกับลูกน้อง ซึ่งมักจะทะเลาะกัน ไม่พอใจกัน มาให้แก้ไขให้ตลอด ถ้าเถ้าแก่หูเบา ฟังทางโน่นทีทางนี้ที หรือตัดสินใจไม่เฉียบขาด ก็จะมีปัญหาในองค์กรให้ปวดหัวไม่หยุดหย่อน ยิ่งพบลูกน้องทุจริตก็ใจไม่แข็ง ไม่ดำเนินให้เด็ดขาด ก็จะเป็นตัวอย่างให้ลูกน้องที่เหลือทุจริตบ้าง อย่างนี้องค์กรวุ่นวายครับ
 
7. คนใช้
เถ้าแก่ที่ดีต้องมีความอดทนสูง รับคำดูถูกเหยียดหยาบได้ โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ๆ บางครั้งต้องเผชิญกับคำพูดที่ไม่สู้ดีนัก ก็ต้องอดทนอดกลั้นจนธุรกิจเติบโตเป็นที่ยอมรับ เถ้าแก่ยุคบุกเบิกจำนวนมากก็จะผ่านเหตุการณ์ทำนองนี้มาแล้ว เพราะบริษัทเราเล็ก ๆ ไม่เป็นที่รู้จัก ไม่เหมือนกับการเป็นลูกจ้างบริษัทใหญ่ ๆ ที่บางครั้งคนให้เกียรติมากกว่า
 
8. สารพัดช่าง
เจ้าของกิจการต้องมีความยืดหยุ่นสูงในการแก้ไขปัญหา และทำงานขั้นพื้นฐานเป็นหลาย ๆ อย่าง เพราะกิจการเล็ก ๆ จ้างช่างประจำก็ไม่คุ้ม เรียกช่างจากภายนอก ก็ราคาสูง แล้วก็ช้า อย่างน้อยเถ้าแก่ต้องรู้พื้นฐานช่างในระดับพื้นฐานที่ทำเองได้

มันใช่เลยค่ะ พ่อแม่บางคนกลายเป็นทาสของลูก

ต้องยอมรับว่าพ่อแม่เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ลูกมีพฤติกรรมเช่นนี้
เจอผลวิจัยจากแพทย์หญิง จันทร์เพ็ญฯ นายกสมาคมนักวิจัยไทยเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว บอกว่า "เด็กไอคิวสูงไม่ได้หมายถึงเรียนเก่ง แต่หมายถึงรู้จักใช้ชีวิต คิดสร้างสรรค์ ทำงานเป็น พึ่งพาตัวเองได้ และเป็นที่พึ่งให้ผู้อื่น" เพื่อนๆ ที่เลี้ยงลูกเป็นเทวดาคงพอจะรู้ว่าลูกหลานเราเป็นเหมือนที่เค้าวิจัยจริงรึป่าว ด้วยความปรารถนาดีจึงนำข้อคิดมาบอกกล่าวครับ — กับGoodsy Montong และ 14 อื่นๆ
รูปภาพ : เจอผลวิจัยจากแพทย์หญิง จันทร์เพ็ญฯ นายกสมาคมนักวิจัยไทยเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว บอกว่า "เด็กไอคิวสูงไม่ได้หมายถึงเรียนเก่ง แต่หมายถึงรู้จักใช้ชีวิต คิดสร้างสรรค์ ทำงานเป็น พึ่งพาตัวเองได้ และเป็นที่พึ่งให้ผู้อื่น" เพื่อนๆ ที่เลี้ยงลูกเป็นเทวดาคงพอจะรู้ว่าลูกหลานเราเป็นเหมือนที่เค้าวิจัยจริงรึป่าว ด้วยความปรารถนาดีจึงนำข้อคิดมาบอกกล่าวครับ
  • 55 คน ถูกใจสิ่งนี้
  • Uraiwan Kiwpawan Jamphoo มันใช่เลยค่ะ พ่อแม่บางคนกลายเป็นทาสของลูก

วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

แรงใจ

อ เฉลิมชัย

10 ประโยคที่ไม่ควรพูดกับพ่อแม่

วันนี้ผมเอาข้อคิดเล็กมาฝากครับ อ่านเจอมาจึงนำมาแบ่งปันเพื่อนๆ เช่นเคยครับ อ่านแล้วเพื่อนๆลองสำรวจดูนะครับว่า เคยใช้ประโยคเหล่านี้กับ คุณพ่อคุณแม่บ้างรึเปล่า
# 10 ประโยคที่ไม่ควรพูดกับพ่อแม่ #
.....................................................................................................
#1.พอแล้วๆ รู้แล้ว จู้จี้จริงๆ พูดอยู่นั่นแหละ!
#2.มีอะไรอีกไหม ไม่มีอะไร จะวางสายละนะ!
(ที่พ่อแม่โทรมา ก็เพราะอยากจะได้ยินเสียงลูก อยากถามไถ่ความเป็นอยู่ อย่าได้เห็นเป็นเรื่องน่ารำคาญ ทีพูดกับเพื่อนกับแฟนยังพูดได้เป็นชั่วโมง)
#3.พูดยังไงพ่อกับแม่ก็ไม่เข้าใจหรอก ไม่ต้องถามแล้วนะ!
#4.บอกพ่อกับแม่กี่ครั้งแล้วว่าอย่าทำ ถึงทำไปก็ไม่เห็นจะดีอะไรเลย!
(พ่อแม่แก่เฒ่า มีใจแต่ไร้กำลัง แต่การที่พูดแบบไม่คิดอย่างนี้ กลับกลายเป็นการทำร้ายจิตใจของท่านแทน)
#5.ความคิดแบบนี้มันโบราณไปแล้ว ยุคนี้ทำอย่างนี้ไม่ได้หรอก!
(คำแนะนำของพ่อแม่อาจจะช่วยอะไรเราไม่ได้ แต่ทำไมเราไม่เปลี่ยนมาเป็นรับฟัง อย่างน้อยอาจมีสิ่งดีๆที่เราคาดไม่ถึง ออกมาจากประสบการณ์ของพ่อแม่ก็เป็นได้)
#6.บอกกี่ครั้งแล้วว่าไม่ต้องเข้ามาจัดห้อง เห็นไหมล่ะ! หาของไม่เจออีกแล้ว วันหลังไม่ต้องยุ่ง!
(ห้องรก ต้องรู้จักจัดเก็บ ไม่จัดเก็บให้ดี ก็อย่าได้โทษพ่อกับแม่)
#7.ผมรู้ว่าผมจะกินอะไร วันหลังไม่ต้องทำเผื่อ!
(พ่อแม่เฝ้ารอคอยลูกๆกลับบ้าน ความรักความอาทรถูกเติมลงไปในอาหารที่ทำ จงรับเอาความห่วงหาอาทรนี้ไว้เถิด อย่าทำร้ายน้ำใจของท่านเลย มีคนจำนวนเท่าไหร่ที่อยากทานอาหารที่พ่อแม่ปรุงให้ แต่ไม่มีโอกาสนั้นแล้ว!)
#8.บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่ากินของที่เหลือ บอกแล้วไม่รู้จักจำ
(พ่อแม่ประหยัดกินประหยัดใช้จนเป็นนิสัย บอกท่านทำให้น้อยลง ดีกว่าให้ท่านเป็นคนเก็บของเก่ามากินเอง)
#9.ผมโตแล้ว ผมรู้ว่าผมจะต้องทำยังไง พูดอยู่ได้ รำคาญ!
#10.ของเก่าๆพวกนี้เก็บไว้ทำไม รกบ้านเปล่าๆ ใช้การอะไรก็ไม่ได้!
(มันอาจจะไร้ค่าสำหรับเรา แต่มันอาจมีค่าสำหรับพ่อแม่ของแต่ละชิ้น ล้วนมีประวัติศาสตร์ เราไม่ดีใจเหรอ ของที่เราใช้ในตอนเด็ก วันนี้มันยังอยู่กับเรา?)
10 ประโยคนี้ เราอาจเคยพูดกับพ่อแม่ คุณๆทั้งหลายครับ อย่ารอจนถึงวันที่เรารู้คุณค่าแต่ท่านไม่อยู่เสียแล้ว...

วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

10 เหตุผลเถ้าแก่หน้าใหม่ ไปไม่รอด

10 เหตุผลเถ้าแก่หน้าใหม่ ไปไม่รอด
1.ไร้แก่นสารอยากทำก็ทำ // เห็นพวกทำโน่นแล้วรวย ทำนี่แล้วดี อยากทำบ้าง แต่ตัวเองไม่ได้ถนัด ไม่ได้สนใจ อย่างจริงจัง อย่างนี้ทำได้ประเดี๋ยวประด๋าว ไม่นานก็เลิก ไม่ช้าก็เจ้ง เสียเงินโดยใช่เหตุ
2.ไม่มีแผนการมวยวัด // ธุรกิจมันเป็นอาชีพ ทำให้ค้าขายได้ ไม่เจ้งใช่ว่าจะต่อยสุ่มสี่สุ่มห้า แล้วคิดว่าหมัดเราจะโดนนะครับ ต่อไปสักพักเราเหนื่อยเอง แพ้ภัยตัวเองก็เจ้ง
3.เป้าหมายลอยในอากาศ // ถ้าไม่รู้ว่าแต่ละไตรมาสจะต้องมียอดขายเท่าไหร่ ต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้ได้ยอด รายปีมีวางเป้าหมายอะไรบ้าง ถ้าทุกอย่างมันยังลอยเว้งอยู่ในอากาศ ในไม่ช้าทุกอย่างก็จะโดนลมหอบไป ไม่มีเหลือ
4.ว่าวปักเป้าหางสั้น // ค้าขายต้องมีเงินทุน มีน้อยก็ลงทุนแต่น้อย และควรมีเงินทุนสำรองเพื่อช่วยให้สภาพคล่องของเงินไหลได้ด้วย ถ้าเป็นว่าวปักเป้าหางสั้น โอกาสที่จะโดนว่าวจุฬาสอยลงมาได้อย่างรวดเร็ว
5.ต้อนเพื่อนพ้อง พี่น้อง ญาติมิตร มาทำงานขาดศักยภาพ // กิจการช่วยเหลือครอบครัวเป็นเรื่องที่ดี แต่การที่ต้อนกันมาช่วยงานโดยที่ไม่ได้ดูความสามารถ แล้วละก็ แทนที่จะเป็นการช่วยกันสร้างกิจการ จะเป็นการช่วยล้มหมอน นอนเสื่อกิจการเตรียมหอบเสื่อกลับบ้านเกิด
6.หูตาไม่ไว ไม่ใส่ใจตลาดเทคโนโลยี // ธุรกิจมันคือการแข่งขัน ถ้ามัวรอใช้เครื่องพิมพ์ดีด โทรศัพท์รุ่น Hero อยู่ก็คงไม่ทันตลาด ไม่ทันเทคโนโลยี มีหวังลูกค้าหาย เงินหมด ต้องดูด้วยว่าตลาดไปทางไหน สินค้าเรายังสอดรับตลาดหรือไม่ มีตัวอย่างให้เห็นมากมายที่ต้องเจ้งไปเพราะไม่ใส่ใจตลาด เช่น BB,ฟิมล์ Kodak
7.อยากขายไม่ได้สนใจความต้องการลูกค้า // มีของดีที่สุดยอด แต่ไม่มีตลาดที่ต้องการ กับ มีของที่ไม่เลิศหรู แต่ตลาดรอยู่เพียบ อย่างไหนจะไปได้ดีกว่ากัน ถ้าค้าขายไม่สนใจลูกค้าว่าเขาอยากได้อะไร มองหาอะไร อยู่แล้ว ก็ผลิตมา เปิดร้านมารอตบยุงได้เลย
8.นำเสนอไม่เป็นสื่อสารไม่ได้ // จะเป็นเจ้าของกิจการต้องพูดรู้เรื่อง สื่อสารได้ทั้งภายในบริษัท และนอกบริษัท ไอ้ประเภท พูดไม่เก่ง ไม่กล้าพูดอย่างนี้ มีหวังจบเห่ตั้งแต่ไม่เปิดกิจการ พูดไม่เก่ง แต่พูดให้ดีได้ ไม่กล้าพูด แต่กล้านำเสนอได้ อย่างนี้ค่อยพอที่จะยืนชกกันได้หน่อย
9.ลำพองในความสำเร็จ ไม่พัฒนาต่อยอด // ความสำเร็จในอดีต มันเป็นแค่อดีตนะ ไม่ใช่ความสำเร็จวันนี้ หรืออนาคต เมื่อใดลำพอง ยินดีอยู่กับความสำเร็จในอดีต แล้วละก็ นับถอยหลังความล้มเหลวได้เลย ไม่ต้องขอมันก็มาครับ
10.รอแต่ฉลองงานใหญ่ไม่เคยสนใจฉลองงานเล็ก // ปลายปีมีโบนัส รอยอดฉลองสิ้นปี บางทีมันอาจจะช้าไปสำหรับคนทำงาน หรือตัวเราเอง ให้รางวัลชีวิตบ้าง เราเหนื่อยหนักกับการทำงานก็ให้รางวัลบ้าง หากไม่มีน้ำหวานหล่อเลี้ยงสังสรรค์กันบ้าง ความสัมพันธ์ในองค์กรก็แย่ ลูกค้าก็ถอย ถอดใจ มีแต่เจ้ง กับเจ้ง
ถ้าอยากเจ้งก็ลองทำตามที่แนะนำดูครับ 

เทคนิค "แกะรอยความฝัน”

เทคนิค "แกะรอยความฝัน”
———————————
1 . ย้อนรอยในอดีต : ดูนิสัยของตัวเองแล้วจด "สัญญาณ"
เซ่ชอบวาดรูปตั้งแต่เด็ก ถึงจะไม่โดดเด่นกว่าคนอื่น แต่ชอบอ่ะ
สัญญาณที่ 1 > เราชอบวาดรูป
สองคือ เซ่เป็นคนคิดมาก
ตั้งแต่เด็กจนโตทุกคนรอบตัวมักจะบอกว่า
"พูดมาแค่คำเดียว อีนี่คิดไปถึงไหนต่อไหนแล้ว"
สัญญาณที่ 2 > เอ้อ. หรือเราจะเป็นคนช่างคิด
2 . ในช่วงที่ยังไม่รู้ว่าจะเรียนอะไร
สัญญาณในตอนเด็กต่อเนื่องมาจนโตหรือไม่?
ถ้าไม่ต่อเนื่อง จุดไหนคือจุดแยกที่ต้องกลับไปใหม่
ภาคบังคับของเซ่ เรียนวิทย์ไม่ไหว ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ เดี้ยงหมด -> ไปสายศิลป์ละกัน
วาดรูปเป็น ใช้คอมฯได้ -> เรียนศิลปกรรมละกัน
3 . ภาคบังคับ “ทำไม่เป็นก็ต้องหาทางทำให้ได้"
ออกแบบไม่เป็น - ก๊อปนิตยสาร ดูหนังสือเทคนิคไปก่อนละกัน
ทำไปทำมางานนี้น่าจะ work แล้ว แต่มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
ในสายออกแบบก็เหมือนวิศวะ
มีแตกสาขาไปอีกหลายต่อหลายแขนง
4 . วิธีการแกะให้เจอว่าเราทำอะไรดีที่สุด คือ “ลองมันให้หมด”
ไหนลองทำงาน “กราฟฟิค” ซิ !
“ออกแบบตัวอักษร” ซิ !
“เพ้นต์” ซิ !
“วาดภาพประกอบ” ซิ !
“ถ่ายภาพ” ซิ !
“ออกแบบเสื้อผ้า” ซิ !
“ลองตัดเสื้อผ้า” ซิ!
“ออกแบบผลิตภัณฑ์” ซิ !
“ออกแบบภายใน” ซิ !
“ตัดต่อวีดีโอ” ซิ !
“เขียนเว็บไซต์” ซิ !
“เขียนโปรแกรม” ซิ !
“คิดงานโฆษณา” ซิ !
“ลองมันให้หมด!”
เพื่อที่จะได้เจอสิ่งที่ตัวเองรัก ถนัด และ หาเลี้ยงชีพได้
งานนี้ต้องคิดให้เยอะและเหนื่อยกว่าคนอื่น
ถ้าทำงานที่เรียนจบมาไปเรื่อยๆจะไม่เหนื่อยเท่า
...แต่ในเมื่อเราไม่อยากอยู่กับคำถาม...
"อยากทำงานในฝันต้องคิดให้หนัก!"
"ทำให้สุด!"
"ลองให้หมด!"
อรุณสวัสดิ์เช้าวันจันทร์แบบ Dynamic ค่ะ 
Cr: FB เซ่เด็กนอก /คอก

วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เลี้ยงลูกอย่างไรให้ฉลาด เป็นม้าตีนปลาย

เลี้ยงลูกอย่างไรให้ฉลาด เป็นม้าตีนปลาย
ถ้าลูกเรียนไม่เก่ง อ่านไม่ออก เมื่อชั้นอนุบาลหรือ ป 1 ท่านจะทำอย่างไร?
จาก คลีนิกหมอสังคม
หมอจะเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ของหมอและลูกหมอเองให้ฟัง เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อคิดกับผู้อ่านทุกท่าน ถ้าเป็นกรณีลูกของคุณ คุณจะทำอย่างไร?
ลูกชายคนโต เรียนโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งที่เน้นการเลี้ยงดูเด็ก สอนเด็กให้ช่วยเหลือตัวเอง เข้าสังคมเล่นกับเพื่อน
ไม่เน้นการเรียนการสอนหนังสือให้อ่านออกเขียนได้หรือแม้กระทั่งการบวกเลข ไม่ว่าจะเป็นเลขหนึ่งหลักหรือสองหลักก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อลูกหมอเริ่มเข้าโรงเรียนชั้นประถม 1 อ่านหนังสือเป็นคำไม่ได้เลย
อ่านวันที่ที่ครูจดบนกระดานไม่ได้ อ่านได้แต่ ก .. ไก่ ข.. ไข่ ค... ควาย หรือคำง่ายๆ เช่น กา ขา เป็นต้น ในขณะที่เด็กคนอื่นส่วนมากอ่านออกและบวกเลขได้แล้ว
ถ้าคุณเป็นตัวหมอ คุณคิดว่าคุณควรทำอย่างไร
1)จ้างครูมาสอนพิเศษตัวต่อตัว
หรือ 2)ส่งลูกไปเรียนพิเศษ และทำการบ้านเพิ่มเติม
หรือ 3) ติวและสอนหนังสือลูกด้วยตัวเองอย่างเข้มข้นเพื่อให้ลูกเรียนทันเพื่อน
ถ้าคุณตอบข้อ 1, 2 หรือ 3 ข้อใดข้อหนึ่งคุณคิด ........ผิดครับ
เพราะหมอแน่ใจในตัวลูกหมอว่าไม่โง่แน่นอน (ถ้าคุณผู้อ่านยังจำได้ คนเราจะฉลาดหรือไม่ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมครับ) หมอจึงปล่อยให้ลูกเรียนอย่างสบายตามปกติ ไม่มีการติวหรือเรียนพิเศษ
เพียงแต่ให้ทำการบ้านตามที่คุณครูสั่ง หมอมีหน้าที่ตรวจว่าลูกทำการบ้านครบและถูกต้องเพียงเท่านั้น
เสาร์อาทิตย์เป็นวันครอบครัว เป็นวันพักผ่อน พาไปเที่ยวเขาดินแทบทุกอาทิตย์ ไม่มีการส่งลูกไปเรียนพิเศษตั้งแต่เช้าจรดเย็นอย่างที่หลายคนทำกันอยู่
ถึงเวลาสอบเทอมแรกลูกหมอยังอ่านหนังสือไม่คล่อง เวลาสอบลูกเล่าว่าต้องให้คุณครูยืนอยู่ข้างๆ อ่านโจทย์ให้ฟังแล้วให้ลูกเลือกคำ ตอบเอง
ผลการสอบเทอมแรกลูกหมอได้ที่ 29 จาก 30 คน อ่านไม่ผิดหรอกครับ ได้ที่ 2 จากท้ายห้อง น่าตกใจไหมครับ?
ถึงตอนนี้ถ้าคุณเป็นตัวหมอ คุณจะทำอย่างไร?
1)จ้างครูมาสอนพิเศษตัวต่อตัว
หรือ 2) ส่งลูกไปเรียนพิเศษและทำการบ้านเพิ่มเติม
หรือ 3) สอนหนังสือลูกด้วยตัวเองอย่างเข้มข้นเพื่อให้ลูกสอบดีขึ้น
ถ้าคุณตอบข้อ 1 , 2 หรือ 3 ข้อใดข้อหนึ่ง คุณตอบ........ผิดครับ
ปิดเทอมหมอส่งลูกไปอยู่กับอาม่า (แม่ของหมอ) ที่กาญจนบุรี ไปใช้ชีวิตเรียนรู้ธรรมชาติต่างจังหวัด เปิดเทอมจึงไปรับกลับมาเรียนตามปกติ ไม่มีการสอนหรือเรียนพิเศษเพิ่มเติมเหมือนเทอมแรก
ผลการสอบเทอมปลาย ลูกหมอเริ่มอ่านหนังสือได้คล่อง สอบได้ที่ประมาณ 22 – 23 ของห้อง
ปิดเทอมใหญ่ก็ไปอยู่กับอาม่าที่ต่างจังหวัดเหมือนเคยจนเปิดเทอม
กลับมาเรียน ป.2 ลูกไปเรียนตามปกติ ทุกอย่างยังทำเหมือนเดิม หมอเพียงตรวจการบ้านว่าทำครบและถูกต้อง ผลการสอบปรากฏว่าลูกค่อยๆ ดีขึ้น
จนประมาณ ป . 3 ก็เริ่มเห็นว่าลูกทันเพื่อนในชั้นแล้ว แต่เกรดการสอบก็อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยปานกลางของห้อง
จะมาเริ่มเห็นว่าลูกเริ่มเก่งประมาณ ม. 1 พอถึง ม. 3 หมอก็แน่ใจว่าลูกเก่งพอสมควร สอบได้เกรด 3 กว่า
พอ ม. 4 – ม. 6 ผลการสอบก็ดีขึ้นตามลำดับ จนสามารถสอบเข้าเรียนแพทย์ได้
จากเด็กที่อ่านหนังสือไม่ออก สอบได้ที่ท้ายสุดของห้อง ปัจจุบันเรียนจบเป็นหมออายุรกรรมโรคหัวใจแล้วครับ
ลูกคนที่ 2 ก็เหมือนกัน ตอนเข้าเรียนชั้นประถม 1 อ่านไม่ออก เขียนเป็นคำไม่ได้ ปรากฏว่าโรงเรียนมีโครงการทดลองจับ เด็กเรียนอ่อนทั้งหมด 40 กว่าคนรวมอยู่ห้องเดียวกัน ให้ครูประจำชั้น 2 คนดูแล
สอนติวพิเศษตอนเย็นทุกวัน ครูสั่งการบ้านเยอะแยะไปหมด เช่นเลข 10 ข้อ แต่ละข้อจะมี 10 ข้อย่อย รวมเป็น 100 ข้อต่อครั้ง ตอนเย็นพ่อแม่ต้องมานั่งรอกันเต็มหน้าห้องทุกวัน หลายคนเป็นทุกข์กังวลใจมากและนั่งคุยปรับทุกข์กันเอง
ส่วนหมอนั้นชินเสียแล้ว เพราะประสบการณ์จากลูกคนแรกสอนว่าถ้าลูกเรานั้นใช้ได้ เริ่มต้นถึงจะช้ากว่า แต่ท้ายที่สุดก็จะสามารถทันเพื่อนได้โดยตัวเขาเอง
โดยไม่ต้องเร่งเรียนพิเศษ ผลการสอนปรากฏว่าเย็นวันหนึ่ง หมอไปถึงหน้าห้อง เห็นห้องปิดหมดทั้งประตูและหน้าต่าง ปิดไฟมืดและเงียบ พ่อแม่นั่งรอคอยกันเต็มหน้าห้องเหมือนทุกวัน
ถามได้ความว่าครูทนไม่ไหว ในความเป็นเด็กอ่อนของนักเรียนทั้งห้อง ซนมาก ไม่สนใจเรียน ไม่ยอมนั่งเรียน เดิน วิ่งไม่ฟังครู จนครูทนไม่ไหว ร้องไห้ ปิดประตูหน้าต่างรวมทั้งไฟและพัดลม ปล่อยให้เด็กนั่งนิ่งเงียบอยู่ในห้อง เป็นการทำโทษ
สักพักจึงปล่อยกลับบ้าน ทำเอาพ่อแม่ใจเสียกันแทบทุกคน ยกเว้นหมอคนเดียวที่มีประสบการณ์มาแล้ว จึงรู้สึกเฉยๆ
เพราะสังเกตเห็นและคิดว่าลูกเรานั้นใช้ได้ โตขึ้นก็จะเก่งและดีขึ้นได้โดยตัวเขาเองเหมือนพี่ของเขาเช่นเดียวกัน
ช่วงเสาร์อาทิตย์ก็เป็นวันครอบครัว พาลูกไปเที่ยวเล่นตามประสาเด็ก เที่ยวเขาดินเหมือนเดิม ปิดเทอมลูกคนเล็กก็ไปอยู่กับอาม่าพร้อมพี่ชาย
ผลการสอบของลูกคนเล็กเป็นไปตามคาด ปีแรกๆคล้ายพี่ชาย แต่ผลการเรียนก็ดีขึ้นตามลำดับ ถึง ม.3 ก็เห็นชัดว่าเขาเรียนใช้ได้ สอบเข้าเรียนได้คณะวิศวะจุฬาฯ จนจบทำงาน 3 ปี แล้วได้ทุนจากธนาคารแห่งหนึ่ง ไปเรียนจบปริญญาโทบริหารธุรกิจ ( MBA) ประเทศสหรัฐอมริกา และกลับมาทำงานที่ธนาคารแห่งนั้นอยู่ในขณะนี้
จากประสบการณ์ที่ได้จากลูกทั้ง2คนที่ผ่านมา หมอจึงไม่แน่ใจว่าการเรียนพิเศษ การติวนั้นจะช่วยให้ลูกเรียนเก่งขึ้น ฉลาดขึ้นในระยะยาวได้จริงอย่างที่หลายคนตั้งความหวังไว้หรือไม่?
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหมอส่งลูกไปเรียนพิเศษ ติวอย่างเข้มข้น ลูกจะเรียนเก่งสอบเอนทรานซ์ได้ดีกว่านี้หรือไม่?
แต่หมอแน่ใจอยู่เรื่องหนึ่งว่า การเคี่ยวเข็ญให้เด็กเรียนหนักทั้งที่เด็กไม่พร้อม ศักยภาพไม่เพียงพอ แทนที่จะช่วยส่งเสริมเด็ก หมอคิดว่ากลับจะทำให้เด็กเหนื่อยเกินไป รู้สึกล้าและเบื่อการเรียน จนโตขึ้นเป็นคนที่ไม่อยากเรียนรู้ ไม่สนใจเรียนเพิ่มเติม ไม่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง เรียนได้แต่ในห้อง ค้นคว้าเรียนเองไม่ได้ คิดเองไม่เป็นและทำงานไม่เป็น
การยัดเยียดให้เด็กเรียนจนเต็มสมอง จนสมองไม่มีที่ว่างพอที่จะเติมหรือใส่อะไรลงไปได้อีกเมื่อโตขึ้นไม่น่าจะเป็นผลดีต่อตัวเด็ก
ถ้าเปรียบเหมือนม้าแข่ง การเฆี่ยนม้าให้วิ่งเต็มที่อยู่ตลอดเวลา โดยที่โค้ชไม่รู้จัก ไม่เข้าใจสภาพและศักยภาพของม้า ไม่มีผ่อนหนัก ผ่อนเบา จนม้าหมดแรง หมดสภาพ
ก็มีแต่จะพ่ายแพ้ เหมือนม้าตีนต้น สู้รู้จักผ่อนหนัก ผ่อนเบา ถนอมม้า แล้วเร่งเมื่อถึงเวลา ก็จะ
เข้าสู่เส้นชัย
เปรียบเหมือนม้าตีนปลายน่าจะได้ผลดีกว่า
ขอให้มีความสุข และสนุกกับการเลี้ยงลูกนะครับ
Credit คลีนิกหมอสังคม
[ความเห็นเพิ่มเติมจากแม่สัน]
คุณหมอที่เขียนบทความนี้ มีความเห็นตรงกับแม่สันเลย เพราะ….
แม่สันเคยบอกครูอนุบาล 1 ของลูกว่า แม่ไม่เน้นอ่านเขียน ลูกไม่จำเป็นต้องเก่งตอนนี้ ไม่อยากให้ลูกล้าตอนโต และเบื่อการเรียนไปเลย แต่ครูก็ยังยืนยันว่าลูกต้องเรียนพิเศษกับคุณครู เพราะลูกเรียนอ่อนมากกก.... ประมาณที่ 2 นับจากท้าย (รองโหล่) และตอนอนุบาล 2 ก็พูดทำนองว่าลูกอาจจะต้องซ้ำชั้น เพราะยังอ่านหนังสือไม่ได้
แม่สันรู้เลยว่า โรงเรียนนี้ “ไม่ใช่” สำหรับลูกแล้ว ต่อให้มีเรียนต่อได้จนถึง ม.6 แม่สันก็คงไม่ให้ลูกเรียนต่อที่นี่ คงต้องหาโรงเรียนใหม่ให้ลูกเรียนแล้ว
และลูกแม่สันก็สามารถสอบเข้าสาธิตฯได้เองโดยยังไม่ได้ไปติวสอบเข้าสาธิต เพราะยังเรียนอยู่อนุบาล 2 เลยได้ไปต่ออนุบาล 3 ที่โรงเรียนสาธิตฯ
แม่สันพาลูกออกจากวงจรชีวิตของเด็กนักเรียนไทย.....
ที่จะต้องไปติวเพื่อสอบตามสถาบันติวเตอร์ต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียง ที่จะต้องแย่งกันไปเอาคิวเวลาเรียน คิวห้องเรียนกันตั้งแต่ตี 3 ตีนั้น เป็นสิ่งที่แม่สันรับไม่ได้ และจะไม่ยอมให้ลูกต้องไปอยู่ในวงจรนี้โดยเด็ดขาด !!!!!!
ลูกของแม่สันสามารถสอบเข้าเรียนคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยของรัฐ Tasmania ได้ โดยไม่เคยไปเรียนพิเศษที่สยามเลย
ตอนปิดเทอม ลูกก็จะอยู่บ้าน อ่านหนังสือ ฟังเพลง วาดรูป ออกกำลังกาย ปฏิบัติธรรม เล่นกับเพื่อน ฯลฯ ปิดเทอมคือเวลาพักผ่อนของลูก เป็นสิ่งที่ลูกต้องการ และแม่ก็ไม่ขัดข้อง
ลูกแม่สันอยากที่จะเรียนหมอเอง.... ไม่ใช่ความต้องการของแม่.....
ลูกเริ่มค้นหาตัวเองตั้งแต่ตอนอายุ 15 และเมื่อค้นหาตัวเองเจอ ก็ตั้งใจเดินทางไปให้ถึงฝัน ลูกบอกว่าตอนสอบ Pre Entrance ลูกพิมพ์ข้อสอบเก่าย้อนหลัง 5 ปี จาก internet มาอ่านเอง ผลสอบมีบางวิชาที่คะแนนของลูกยังไม่ได้ top score อย่างที่ลูกต้องการ
ลูกเลยตั้งใจมากขึ้น ด้วยการพิพม์ข้อสอบเก่า ย้อนหลัง 10 กว่าปีมาอ่านเอง
ข้อย้ำ “ย้อนหลัง 10 กว่าปี”
ผลปรากฎว่าทำให้ลูกได้คะแนนสูงงง.... เพียงพอที่จะเข้าเรียนต่อคณะแพทย์ศาสตร์ที่ตนเองต้องการได้ด้วยตัวเอง
แม่สันเคยบอกลูกว่า การเป็นหมอ ตอนเรียนหนังสือก็เรียนหนัก ตอนทำงานก็ทำงานหนัก ไม่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์เหมือนคนอื่น ลูกหาเงินได้เยอะก็จริง ลูกก็จะไม่มีเวลาใช้เงิน แต่เมียของลูก และลูกของลูกก็จะสบาย
เมื่อลูกได้เรียนในสิ่งที่ตนเองชอบ ถึงแม้จะเรียนหนัก และเหนื่อย เขาก็บอกว่า เขารู้สึกชอบในสิ่งที่เขาเรียนและสนุกกับมัน
สิ่งนี้สำคัญกว่าชอบเรียนในสิ่งที่พ่อแม่ชอบ!! เพราะแม่สันบอกลูกเสมอว่า ชีวิตข้างหน้า ลูกต้องเลือกเดินเอง อยากจะทำงานอะไร ควรจะได้พูดคุยกับคนที่ทำงานอยู่ตรงนั้นจริงๆ และได้เรียนในสิ่งที่ตนเองชอบ เพราะจะได้ทำงานในสิ่งที่ชอบ เพราะจะต้องอยู่กับมันไปตลอดชีวิต จะต้อใช้มันเพื่อการดำรงชีวิตต่อไป
อยากเรียนอะไรเรียนไปเลยลูก! ให้ลูกถามใจตัวเองว่าชอบอะไร อยากทำงานอะไร อยากเป็นอะไร ถ้ามีโอกาศ ก็จะให้ไปพูดคุยกับคนที่ทำงาน field นั้น ๆ เพื่อให้แน่ใจว่า ใช่ไหม ชอบไหม ไม่ต้องเรียนที่แม่ชอบ เพราะแม่ไม่ได้ไปช่วยทำงานด้วย
ลูกของแม่สันคนที่สอง ตอนเข้าเรียนป.1 ไปสอบที่ไหนก็สอบไม่ได้ มารู้วทีหลังว่า ลูกไม่เขียนคำตอบลงในกระดาษคำตอบ ก็ตอนอยู่ ป. 2 คุณครูมาฟ้องว่าลูกส่งกระดาษเปล่าตอนสอบ เลยสอบได้ที่รองบ๊วย
ลูกคนนี้ก็ไม่เคยให้ไปเรียนพิเศษกับติวเตอร์ที่ไหนหช่นกัน ก็คิดว่าถ้าลูกขอเรียน ก็คงจะให้เรียน แต่เขาก็ไม่เคยร้องขอ 
ปัจจุบันนี้ก็เรียนปี 1 ที่มหาลัยมหิดลอินเตอร์
อยากจะบอกทุก ๆ คนว่า อย่าคิดแทนลูก! อย่าทำแทนลูก! อย่าเรียนแทนลูก! ฝึกให้ลูกทำเอง คิดเอง เราเป็นเพียง .ผู้อำนวยความสะดวก" ก็พอ
ด้วยความปรารถนาดี 
แม่สัน
supersuntanee@hotmail.com

ต้องทำครบ 21วัน … แล้วเราจะทำต่อไปจนเป็นนิสัย

“รู้” กับ “ทำ” มันคนละเรื่อง

เคยเป็นไหมครับ

รู้ว่าต้องออกกำลังกาย … แต่ก็ไม่ได้ออก (ผมเอง 1 ในนั้น)

เรียนภาษาอังกฤษมาตั้ง 18 ปี … แต่ก็พูด /ฟังไม่ได้

เรียน/ อ่าน 7 habits มาก็หลายรอบ แต่ก็ยังเปลี่ยนนิสัยเป็นแบบนั้นไม่ได้สักที

อ่านหนังสือมาก็หลายเล่ม อ่านบทความมาก็หลายบทความ ทำไมยังทำแบบนั้นไม่ได้สักที

ทำไม ทำไม ทำไม?

เพราะว่า ความรู้ก็เรื่องนึง ลงมือทำก็เรื่องนึง

มันคนละเรื่องกัน!

อะไรนะ?

ใช่ครับ “รู้” กับ “ทำ” มัน คนละเรื่องกัน!

อ่าวงั้นจะทำยังไงล่ะ? อยากทั้งรู้ด้วย และ ทำด้วย

มันมี 2 วิธี

วิธีที่ 1 คือ Shock! ความรู้สึก คือมีเหตุการณ์บางอย่างมากระแทกใจ จนจิตมันเปลี่ยนเองเลยแบบทันทีทันใด

เช่น

คนที่หมดตัว นั่งๆตากฝน อยู่ๆ ก็คิดได้ … แล้วเปลี่ยนทันที! เปลี่ยนไปตลอดกาล

Jim Rohn กูรูชาวอเมริกัน เปลี่ยนทันที จากเหตุการณ์ที่มีเด็กนักเรียนมาขายคุ๊กกี้ราคา 2$ แต่ว่า เค้าไม่มีเงินซื้อ ทั้งๆ ที่เค้าเป็นคนหนุ่มอายุเพิ่ง 25 ปี หลังจากนั้นเค้าบอกกับตัวเองว่า...เค้าจะทำทุกวิถีทางไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในชีวิตเค้าอีกต่อไป

แต่เหตุการณ์แบบนี้มันอาจจะเกิด หรือไม่เกิดกับเราก็ได้ไม่มีใครรู้ อย่าไปรอมันดีกว่า ผมมีวิธีที่ 2

(note: หลักการนี้เป็นที่มาของ NLP คือ สร้างภาพเหตุการณ์ในจิตเพื่อให้จิตเราเปลี่ยนทันที! – ผมเคยอ่านมาบ้างแต่ว่ายังไม่เชี่ยวชาญเรื่องนี้ ท่านใดเชี่ยวชาญเรื่องนี้ แชร์ได้เลยนะครับ)

วิธีที่ 2 คือ เราต้องฝึกครับ! โดยทำสิ่งนั้น ซ้ำๆ จนเป็นนิสัย (Repetition)

ตามหลักที่เคยได้ยินกันมาคือต้องทำครบ 21วัน … แล้วเราจะทำต่อไปจนเป็นนิสัย (ที่มาจริงๆ มาจากหนังสือ bestseller Psycho-Cybernetics)

อยากขับรถเก่งๆ ก็ขับบ่อยๆ
อยากฟังภาษาอังกฤษเก่งๆ ก็"ฝึก"ฟังบ่อยๆ
อยากตีกอล์ฟเก่ง ก็"ฝึก"ตีบ่อยๆ
อยากนอนตื่นเช้า ก็"ฝึก"ตื่นเช้าบ่อยๆ
อยากทำงานเร็ว ก็"ฝึก"ทำงาน “เร็ว” บ่อยๆ
อยากคิดบวก ก็"ฝึก"คิดบวกบ่อยๆ (หลักการในหนังยางล้างใจเลยครับ)

หลักก็คือ เมื่อรู้แล้ว ต้อง “ฝึก” ด้วย ฝึกซ้ำบ่อยๆ

เท่านั้นเองครับ!

เลือกว่าอยากทำอะไร หรืออยากได้ทักษะ (Skill) อะไร

แล้วก็ฝึกสิ่งนั้นทุกๆ วันจนเป็นนิสัย

ครบ 1 เดือนก็ได้ 1 ทักษะแล้วครับ …. ว้าว น่าสนใจ

แต่ข้อเสียของวิธีนี้ก็คือ มันต้องการ “แรงบันดาลใจ” (Inspiration)

เพราะไอ้การที่เราจะทำอะไร ซ้ำๆ ๆ ๆ ได้ 21-30 วันนี่ ไม่ใช่ง่ายๆ

นั่นก็เลยเป็นเหตุผลที่ว่า

การได้อ่านหนังสือดี
ได้อ่านข้อความดีๆ
ได้มีเพื่อนดีๆ
มีสังคมที่ดีๆ

มันมีผลกับสิ่งเหล่านี้

สรุป

เรียนรู้ให้รู้ตกผลึก แล้วลงมือทำจนเป็นนิสัย

ในระหว่างนั้น ก็สร้างสังคมดีๆ อ่านบทความดีๆ เพื่อเป็น "แรงบันดาลใจ" เป็นพลังให้ทำสิ่งที่ดีๆต่อไปนะครับ

อรุณสวัสดิ์วัน "สุข" ครับ
Un+ Chirdpong (อั๋น เชิดพงษ์)

--------------------------------------

(ภาคทฤษฏี – ใครไม่ชอบทฤษฎีเยอะๆ ตรงนี้ข้ามไปได้เลยนะครับ)

เพราะอะไร เพราะสิ่งที่ควบคุมการกระทำจนเป็นนิสัยของคุณ คือ paradigm (โอ้ว ศัพท์ยาก) ซึ่งอยู่ที่จิตใต้สำนึก (Subconscious mind)

แต่สิ่งที่คุณรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 มันอยู่ชั้น จิตรู้สำนึก (Conscious mind)

เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากทำจนเป็นนิสัย ทำได้อัติโนมัติเหมือนขับรถ … เราต้องกระทุ้งสิ่งนั้นจาก Conscious mind ลงมาที่Subconscious mind

ซึ่งวิธีการนั้นคือการทำซ้ำ (Repetition) นั่นเอง

นั่นเลยเป็นเหตุผลที่ว่า

ทำไมขับรถพอขับบ่อยๆ ก็ขับได้แบบอัติโนมัติ

ทำไมเมื่อออกกำลังกายทุกๆวัน เลยชินต้องออกทุกวัน ไม่ออกไม่ได้

ทำไมเมื่อฟังภาษาอังกฤษแผ่นเดิมๆ รอบที่ 20 เราเลยฟังเข้าใจ และพูดแบบนั้นออกมาได้

ทำไมเมื่อฟังหลักคิดซ้ำๆรอบที่ 20 ถึงจะเข้าใจแบบถ่องแท้ เข้าใจเหมือนเป็นหลักปฏิบัติของตัวเองไปเลย

ทำไมคิดบวกบ่อยๆ มันก็จะคิดบวกอัตโนมัติ คิดลบไม่เป็น

เพราะมันเข้าไปอยู่ในจิตใต้สำนึกซึ่งเป็นตัวควบคุมการกระทำของเราแบบอัตโนมัติไปแล้วนั่นเองครับ

แบบนั้นเลย

----------------------------------
Cr: “Thinking into result” – Bob Proctor
Cr: https://www.facebook.com/lifesuccessplus?fref=photo
“Repetition is the mother of skill” … Tony Bobbins

รูปภาพ : “รู้” กับ “ทำ” มันคนละเรื่อง

เคยเป็นไหมครับ

รู้ว่าต้องออกกำลังกาย …  แต่ก็ไม่ได้ออก (ผมเอง 1 ในนั้น)

เรียนภาษาอังกฤษมาตั้ง 18 ปี … แต่ก็พูด /ฟังไม่ได้

เรียน/ อ่าน 7 habits มาก็หลายรอบ แต่ก็ยังเปลี่ยนนิสัยเป็นแบบนั้นไม่ได้สักที

อ่านหนังสือมาก็หลายเล่ม อ่านบทความมาก็หลายบทความ ทำไมยังทำแบบนั้นไม่ได้สักที

ทำไม ทำไม ทำไม?

เพราะว่า ความรู้ก็เรื่องนึง ลงมือทำก็เรื่องนึง

มันคนละเรื่องกัน!

อะไรนะ?

ใช่ครับ “รู้” กับ “ทำ” มัน คนละเรื่องกัน!

อ่าวงั้นจะทำยังไงล่ะ? อยากทั้งรู้ด้วย และ ทำด้วย

มันมี 2 วิธี

วิธีที่ 1 คือ Shock! ความรู้สึก คือมีเหตุการณ์บางอย่างมากระแทกใจ จนจิตมันเปลี่ยนเองเลยแบบทันทีทันใด

เช่น

คนที่หมดตัว นั่งๆตากฝน อยู่ๆ ก็คิดได้ … แล้วเปลี่ยนทันที! เปลี่ยนไปตลอดกาล

Jim Rohn กูรูชาวอเมริกัน เปลี่ยนทันที จากเหตุการณ์ที่มีเด็กนักเรียนมาขายคุ๊กกี้ราคา 2$ แต่ว่า เค้าไม่มีเงินซื้อ ทั้งๆ ที่เค้าเป็นคนหนุ่มอายุเพิ่ง 25 ปี หลังจากนั้นเค้าบอกกับตัวเองว่า...เค้าจะทำทุกวิถีทางไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในชีวิตเค้าอีกต่อไป

แต่เหตุการณ์แบบนี้มันอาจจะเกิด หรือไม่เกิดกับเราก็ได้ไม่มีใครรู้ อย่าไปรอมันดีกว่า ผมมีวิธีที่ 2

(note: หลักการนี้เป็นที่มาของ NLP คือ สร้างภาพเหตุการณ์ในจิตเพื่อให้จิตเราเปลี่ยนทันที! – ผมเคยอ่านมาบ้างแต่ว่ายังไม่เชี่ยวชาญเรื่องนี้ ท่านใดเชี่ยวชาญเรื่องนี้ แชร์ได้เลยนะครับ)

วิธีที่ 2 คือ เราต้องฝึกครับ! โดยทำสิ่งนั้น ซ้ำๆ จนเป็นนิสัย (Repetition)

ตามหลักที่เคยได้ยินกันมาคือต้องทำครบ 21วัน … แล้วเราจะทำต่อไปจนเป็นนิสัย (ที่มาจริงๆ มาจากหนังสือ bestseller Psycho-Cybernetics)

อยากขับรถเก่งๆ ก็ขับบ่อยๆ
อยากฟังภาษาอังกฤษเก่งๆ ก็"ฝึก"ฟังบ่อยๆ
อยากตีกอล์ฟเก่ง ก็"ฝึก"ตีบ่อยๆ
อยากนอนตื่นเช้า ก็"ฝึก"ตื่นเช้าบ่อยๆ
อยากทำงานเร็ว ก็"ฝึก"ทำงาน “เร็ว” บ่อยๆ
อยากคิดบวก ก็"ฝึก"คิดบวกบ่อยๆ (หลักการในหนังยางล้างใจเลยครับ)

หลักก็คือ เมื่อรู้แล้ว ต้อง “ฝึก” ด้วย ฝึกซ้ำบ่อยๆ

เท่านั้นเองครับ!

เลือกว่าอยากทำอะไร หรืออยากได้ทักษะ (Skill) อะไร

แล้วก็ฝึกสิ่งนั้นทุกๆ วันจนเป็นนิสัย

ครบ 1 เดือนก็ได้ 1 ทักษะแล้วครับ …. ว้าว น่าสนใจ

แต่ข้อเสียของวิธีนี้ก็คือ มันต้องการ “แรงบันดาลใจ” (Inspiration)

เพราะไอ้การที่เราจะทำอะไร ซ้ำๆ ๆ ๆ ได้ 21-30 วันนี่ ไม่ใช่ง่ายๆ

นั่นก็เลยเป็นเหตุผลที่ว่า

การได้อ่านหนังสือดี
ได้อ่านข้อความดีๆ
ได้มีเพื่อนดีๆ
มีสังคมที่ดีๆ

มันมีผลกับสิ่งเหล่านี้

สรุป

เรียนรู้ให้รู้ตกผลึก แล้วลงมือทำจนเป็นนิสัย

ในระหว่างนั้น ก็สร้างสังคมดีๆ อ่านบทความดีๆ เพื่อเป็น "แรงบันดาลใจ" เป็นพลังให้ทำสิ่งที่ดีๆต่อไปนะครับ

อรุณสวัสดิ์วัน "สุข" ครับ
Un+ Chirdpong (อั๋น เชิดพงษ์) 

--------------------------------------

(ภาคทฤษฏี – ใครไม่ชอบทฤษฎีเยอะๆ ตรงนี้ข้ามไปได้เลยนะครับ)

เพราะอะไร เพราะสิ่งที่ควบคุมการกระทำจนเป็นนิสัยของคุณ คือ paradigm (โอ้ว ศัพท์ยาก) ซึ่งอยู่ที่จิตใต้สำนึก (Subconscious mind)

แต่สิ่งที่คุณรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 มันอยู่ชั้น จิตรู้สำนึก (Conscious mind)

เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากทำจนเป็นนิสัย ทำได้อัติโนมัติเหมือนขับรถ … เราต้องกระทุ้งสิ่งนั้นจาก Conscious mind ลงมาที่Subconscious mind

ซึ่งวิธีการนั้นคือการทำซ้ำ (Repetition) นั่นเอง

นั่นเลยเป็นเหตุผลที่ว่า

ทำไมขับรถพอขับบ่อยๆ ก็ขับได้แบบอัติโนมัติ

ทำไมเมื่อออกกำลังกายทุกๆวัน เลยชินต้องออกทุกวัน ไม่ออกไม่ได้

ทำไมเมื่อฟังภาษาอังกฤษแผ่นเดิมๆ รอบที่ 20 เราเลยฟังเข้าใจ และพูดแบบนั้นออกมาได้

ทำไมเมื่อฟังหลักคิดซ้ำๆรอบที่ 20  ถึงจะเข้าใจแบบถ่องแท้ เข้าใจเหมือนเป็นหลักปฏิบัติของตัวเองไปเลย

ทำไมคิดบวกบ่อยๆ มันก็จะคิดบวกอัตโนมัติ คิดลบไม่เป็น

เพราะมันเข้าไปอยู่ในจิตใต้สำนึกซึ่งเป็นตัวควบคุมการกระทำของเราแบบอัตโนมัติไปแล้วนั่นเองครับ

แบบนั้นเลย

----------------------------------
Cr: “Thinking into result” – Bob Proctor

“Repetition is the mother of skill”  … Tony Bobbins

วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เรื่องสุดยอดคู่คิด (ข้อคิดดีๆ จาก line ครับ)

เรื่องสุดยอดคู่คิด (ข้อคิดดีๆ จาก line ครับ)

กระทู้สนทนา
ชายคนหนึ่งเรียนมหาวิทยาลัยไม่จบ พ่อแม่ก็เลยจัดการหาภรรยาให้ เมื่อแต่งงานแล้วเขาก็สมัครเป็นครูสอนหนังสือในโรงเรียนประถมใกล้บ้าน
เพราะไม่มีประสบการณ์การสอน สอนได้ไม่ถึงอาทิตย์เขาก็ถูกโห่ไล่จากเด็กนักเรียน เมื่อกลับถึงบ้าน ภรรยาปลอบใจเขาว่า
“แม้เราจะมีภูมิอยู่เต็มท้อง บางคนเอาออกเป็น บางคนเอาออกไม่เป็น อย่าได้โศกเศร้าเสียใจให้มากไป อาจมีงานที่เหมาะสมกว่านี้รอคุณอยู่”
ต่อมาเขาก็ไปทำงานรับจ้าง ก็ถูกเถ้าแก่ไล่กลับบ้าน เพราะเขาทำอะไรช้ายืดยาด ครั้งนี้ภรรยาของเขาปลอบใจเขาว่า
“คนเรามือไม้ช้าเร็วต่างกัน คนอื่นเขาทำมาเป็นสิบๆปี คุณเรียนหนังสือมาตลอด จะให้ทำเร็วเหมือนคนอื่นได้ยังไง!”
เขาไปทำงานอีกหลายอย่าง แต่ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างกัน มักจะเลิกล้มกลางคันอยู่เสมอ ทุกครั้งที่เป็นเช่นนี้ ภรรยาก็จะคอยปลอบใจไม่เคยตำหนิหรือว่ากล่าวอะไรไลย

ตอนที่เขาอายุได้30กว่าปี ด้วยความสามารถด้านภาษา เขาเลยสมัครเป็นครูผู้ช่วยในโรงเรียนโสตศึกษา ต่อมาเมื่อมีประสบการณ์การสอน เขาก็ออกมาเปิดโรงเรียนโสตศึกษาของตัวเอง จากนั้นเขาก็ได้เปิดร้านขายผลิตภัณฑ์จากผู้พิการหลายแห่งในเมืองต่างๆ จากชายผู้ไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ตอนนี้เขากลายเป็นเศรษฐีย่อมๆเสียแล้ว

อยู่มาวันหนึ่ง เขาได้ถามภรรยาของเขาว่า
“แม้แต่ตัวผมยังรู้สึกอับจนไร้หนทาง เพราะอะไรคุณจึงมั่นใจในตัวผม!”
ภรรยาของเขาตอบว่า
“ดินดี แต่หากไม่เหมาะกับการปลูกข้าวบาร์เลย์ ก็ลองปลูกถั่ว หากไม่เหมาะกับการปลูกถั่ว ก็ลองปลูกแตง หากไม่เหมาะกับการปลูกแตง ก็ลองปลูกดอกไม้ฯ จะต้องมีเมล็ดพันธุ์อย่างหนึ่งที่เหมาะกับดินชนิดนี้ เมื่อได้เมล็ดพันธุ์ที่เหมาะกับมัน ก็ย่อมเจริญงอกงามได้ผลเก็บเกี่ยวเต็มที่ ”
เมื่อฟังภรรยาพูดจบ เขาถึงกับหลั่งน้ำตา
“ขอบคุณความรักความอดทนและความเชื่อมั่นที่คุณมีต่อผม คุณคือเมล็ดพันธุ์ที่ทรงพลังแข็งแกร่งและทรหดอดทนมาก ”

@ โลกใบนี้ ไม่มีใครที่ไร้ประโยชน์ เพียงแต่มันผิดที่ผิดทางก็เท่านั้น
คนที่ไม่รู้จักถนอมรักษา ต่อให้อยู่บนภูเขาเงินภูเขาทองเขาก็ไม่มีความสุข
คนที่ไม่รู้จักให้อภัยใจกว้าง ต่อให้ผูกมิตรสหายไว้มากมายสุดท้ายก็หลีกลี้หนีหาย
คนที่ไม่รู้จักสำนึกคุณ ต่อให้ยอดเยี่ยมมากความสามารถอย่างไรก็ยากประสบความสำเร็จ
คนที่ไม่รู้ลงมือกระทำ ต่อให้ฉลาดปราดเปรื่องอย่างไรความฝันก็ไม่อาจสำเร็จเป็นจริงได้
คนที่ไม่รู้จักให้ความร่วมมือ ต่อให้สู้จนสุดชีวิตก็ยากที่จะสำเร็จสู่ความยิ่งใหญ่ได้
คนที่ไม่รู้จักเก็บออม ต่อให้มีเงินทองมากมายก็ไม่อาจเป็นเศรษฐีได้
คนที่ไม่รู้จักพอ ต่อให้ร่ำรวยปานใดก็ยากที่จะมีความผาสุก
คนที่ไม่รู้จักดูแลร่างกาย ต่อให้มียาดีมากมายก็ยากอายุยืนได้
และที่สำคัญ
อย่ากลัวว่าเรียนยาก ที่กลัวคือไม่อยากเรียน
อย่ากลัวสายตาของคนอื่น ที่กลัวคือตัวเองไม่รักดี
อย่ากลัวไม่มีเงิน ที่กลัวคือมีแล้วไม่รู้จักใช้กลายเป็นทาสของเงินต่างหาก
จงใช้สตางค์อย่างมีสติ อย่าสิ้นสติเพราะสตางค์!

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เพื่อนส่งเรื่องดีๆ มาให้ครับ อยากแบ่งปัน

ชอบมากครับกับประโยคที่ว่า

ดินดี แต่หากไม่เหมาะกับการปลูกข้าวบาร์เลย์ ก็ลองปลูกถั่ว หากไม่เหมาะกับการปลูกถั่ว ก็ลองปลูกแตง หากไม่เหมาะกับการปลูกแตง ก็ลองปลูกดอกไม้ฯ จะต้องมีเมล็ดพันธุ์อย่างหนึ่งที่เหมาะกับดินชนิดนี้ เมื่อได้เมล็ดพันธุ์ที่เหมาะกับมัน ก็ย่อมเจริญงอกงามได้ผลเก็บเกี่ยวเต็มที่

และ "โลกใบนี้ ไม่มีใครที่ไร้ประโยชน์ เพียงแต่มันผิดที่ผิดทางก็เท่านั้น"

หวังว่าจะเป็นข้อคิดดีๆ ให้กับทุกท่านครับ

วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

5 เทคนิคสร้างแอพฯให้เปลี่ยนลูกค้าขาจรกลายเป็นขาประจำ

5 เทคนิคสร้างแอพฯให้เปลี่ยนลูกค้าขาจรกลายเป็นขาประจำ
  • วันที่ 22 กรกฎาคม 2557 เวลา 14:11 น.   
 
 

 

เทคนิคที่ดีอย่างหนึ่งในการสร้างฐานผู้ใช้คือการ “เชิญชวน” ให้พวกเขาเข้ามาทดลองแอพพลิเคชั่น ฟีเจอร์ หรือเว็บไซต์พร้อมกับมอบประสบการณ์การใช้ที่น่าตื่นเต้นให้แก่พวกเขา พื้นฐานคือทำอย่างไรให้เขา “ติดใจ” คอนเทนต์ของคุณและแวะเวียนมาเสพงานของคุณเป็นประจำทุกวันหรือทุกสัปดาห์ ก็เหมือนร้านค้าทั่วไป โจทย์ใหญ่คือการเปลี่ยน “ลูกค้าขาจร” ให้กลายเป็น “ลูกค้าประจำ” ซึ่งหากเราพิจารณา

 

ต่อไปนี้เป็น 5 เทคนิคเชิญชวนให้ผู้ใช้ที่หลงทางเข้ามายังแอพพลิเคชั่นของเรา ยังคง “ติดใจ” พวกเราต่อไปครับ

 

 1.ให้พวกเขาโหวต

 

เราอาจเห็นๆ กันอยู่ว่าแฟนๆ ชอบเปล่งเสียงของพวกเขามากแค่ไหน ก็แค่มอบแรงกระตุ้นให้พวกเขาเป็นเสื้อยืดน่ารักหรือของชำรวย (จริงๆ แล้วการจัดกิจกรรมก็เหมือนเป็นการ “เปิดช่อง” ให้พวกเขาแสดงความเห็นเต็มสูบอย่างไม่ต้องอาย ก็ฉันทำเพราะอยากได้รางวัลนี่) อย่างไรก็ตาม อย่าให้เขาโหวตเรื่องอะไรที่ยากเกินไป คุณควรมีตัวเลือกหนึ่งสองสามสี่ให้เขาดู และเลือกมาหนึ่งพร้อมเหตุผล อะไรทำนองนี้

 

ผลสำเร็จของกลยุทธ์นี้คือ เฟตแรก พวกเขาโหวต กดไลค์ แชร์ ทำให้โพสต์คุณเป็นไวรัล (อย่างไรก็ตาม ต้องมั่นใจว่าสิ่งที่คุณให้เขาโหวดเจ๋งพอนะ!) เฟตสอง พวกเขารอดูผลและวิเคราะห์ว่าตัวเลือกที่ถูกต้องถูกเพราะอะไร หรือจะเห็นแย้ง เพราะอะไร แล้วเขาก็จะแชร์ความเห็นของเขาต่อไปยังเพื่อนๆ อีก ก็เป็นการสร้างไวรัลอีกทางหนึ่ง

 

2.มอบประสบการณ์ดีๆ ที่เกี่ยวกับแบรนด์ให้แก่แฟนๆ เป็นรายคน (personalized brand experience)

 

การสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำให้แก่ผู้ใช้ก็เหมือนการเย็บเสื้อผ้าที่ต้องทำให้พอดีเป็นรายคน ลองคิดค้นเครื่องมือที่ทำให้แอพของคุณสามารถเลือกผลิตภัณฑ์และบริการให้ตรงกับโปรไฟล์ที่ผู้ใช้กรอกไว้ดูสิ พวกเขาจะตกตะลึงและประทับใจว่าแอพฯของคุณช่างอัจฉริยะ นอกจากนี้ยังทำให้รู้สึกว่าแอพฯของคุณมีรสนิยมจัง

 

3.กระตุ้นให้แฟนๆ สร้างคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับแบรนด์

 

การกระตุ้นให้แฟนๆ สร้างเนื้อหาเป็นส่วนที่สำคัญมากของแบรนด์ นอกจากพวกเขาจะสามารถสร้างคอนเทนต์ได้โดนใจผู้บริโภคด้วยกันแล้วยังถือเป็นการช่วยคุณทำงานอีกด้วย ลองกำหนดให้แอพพลิเคชั่นของคุณขอรูปภาพ วีดีโอหรือเรื่องราวจากผู้ใช้ตามธีมที่แบรนด์กำหนด เช่น Dressy.com แบรนด์เสื้อผ้า เคยขอให้ผู้ใข้อัพโหลดรูปชุดแต่งงานสวยๆ มาประชันกัน

 

4.ท้าทายความรู้ของผู้ใช้ดู

 

ธรรมชาติของมนุษย์ชอบการแข่งขัน การท้าทายจะทำให้เลือกของเขาพุ่งพล่านขึ้น ลองทำโพลล์หรือควิซที่ให้คะแนน แล้วบ่งบอกด้วยว่าเมื่อคุณได้คะแนนเท่านี้ ผู้ใช้จะ “เก่ง” แค่ไหน ด้วยวิธีนี้จะทำให้พวกเขาต้องการแข่งขันกับตัวเองและกับเพื่อน อาจเข้ามาเล่นหลายๆ ครั้งเพื่อเอาชนะเพื่อนแล้วเอาไปอวดกัน ตัวอย่างเช่น โพลล์และควิซของ Dek-d.com  นั้นแหละครับ

 

5.ช่วยเหลือแฟนๆ ในการค้นหาตัวเองให้เจอ

 

แฟนๆ จะศรัทธาแบรนด์ที่ช่วยให้พวกเขาหาตัวเองได้เจอ ฟังแล้วอาจแปลกๆ แต่เคยเข้าไปดูแบรนด์เสื้อผ้าแล้วพบว่า “เฮ้ย เสื้อแบบนี้เท่มาก ไม่น่าเชื่อเลยว่าเราจะชอบ” หรือ “โอ้ว ไม่คิดเลยว่าเราจะชอบวาดรูป” ความดีงามของแอพพลิเคชั่นคือมันสามารถเข้าถึงโปรไฟล์ของผู้ใช้ได้ค่อนข้างมาก เท่ากับว่าคุณมีกลุ่มตัวอย่างให้ทำการศึกษาเยอะ ลองจับคู่ความชื่นชอบของคนแต่ละคนเข้ากับสิ่งที่เขาน่าจะสนใจและเสนอให้เขาเห็นเวลาเขากำลังใช้แอพพลิเคชั่นของคุณ หากคุณทำให้เขาตกตะลึงกับตัวเอง เขาจะกลับมาหาคุณเพื่อมองหาตัวเองเพิ่ม

ที่มา : marketing oops