วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เลี้ยงลูกอย่างไรให้ฉลาด เป็นม้าตีนปลาย

เลี้ยงลูกอย่างไรให้ฉลาด เป็นม้าตีนปลาย
ถ้าลูกเรียนไม่เก่ง อ่านไม่ออก เมื่อชั้นอนุบาลหรือ ป 1 ท่านจะทำอย่างไร?
จาก คลีนิกหมอสังคม
หมอจะเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ของหมอและลูกหมอเองให้ฟัง เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อคิดกับผู้อ่านทุกท่าน ถ้าเป็นกรณีลูกของคุณ คุณจะทำอย่างไร?
ลูกชายคนโต เรียนโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งที่เน้นการเลี้ยงดูเด็ก สอนเด็กให้ช่วยเหลือตัวเอง เข้าสังคมเล่นกับเพื่อน
ไม่เน้นการเรียนการสอนหนังสือให้อ่านออกเขียนได้หรือแม้กระทั่งการบวกเลข ไม่ว่าจะเป็นเลขหนึ่งหลักหรือสองหลักก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อลูกหมอเริ่มเข้าโรงเรียนชั้นประถม 1 อ่านหนังสือเป็นคำไม่ได้เลย
อ่านวันที่ที่ครูจดบนกระดานไม่ได้ อ่านได้แต่ ก .. ไก่ ข.. ไข่ ค... ควาย หรือคำง่ายๆ เช่น กา ขา เป็นต้น ในขณะที่เด็กคนอื่นส่วนมากอ่านออกและบวกเลขได้แล้ว
ถ้าคุณเป็นตัวหมอ คุณคิดว่าคุณควรทำอย่างไร
1)จ้างครูมาสอนพิเศษตัวต่อตัว
หรือ 2)ส่งลูกไปเรียนพิเศษ และทำการบ้านเพิ่มเติม
หรือ 3) ติวและสอนหนังสือลูกด้วยตัวเองอย่างเข้มข้นเพื่อให้ลูกเรียนทันเพื่อน
ถ้าคุณตอบข้อ 1, 2 หรือ 3 ข้อใดข้อหนึ่งคุณคิด ........ผิดครับ
เพราะหมอแน่ใจในตัวลูกหมอว่าไม่โง่แน่นอน (ถ้าคุณผู้อ่านยังจำได้ คนเราจะฉลาดหรือไม่ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมครับ) หมอจึงปล่อยให้ลูกเรียนอย่างสบายตามปกติ ไม่มีการติวหรือเรียนพิเศษ
เพียงแต่ให้ทำการบ้านตามที่คุณครูสั่ง หมอมีหน้าที่ตรวจว่าลูกทำการบ้านครบและถูกต้องเพียงเท่านั้น
เสาร์อาทิตย์เป็นวันครอบครัว เป็นวันพักผ่อน พาไปเที่ยวเขาดินแทบทุกอาทิตย์ ไม่มีการส่งลูกไปเรียนพิเศษตั้งแต่เช้าจรดเย็นอย่างที่หลายคนทำกันอยู่
ถึงเวลาสอบเทอมแรกลูกหมอยังอ่านหนังสือไม่คล่อง เวลาสอบลูกเล่าว่าต้องให้คุณครูยืนอยู่ข้างๆ อ่านโจทย์ให้ฟังแล้วให้ลูกเลือกคำ ตอบเอง
ผลการสอบเทอมแรกลูกหมอได้ที่ 29 จาก 30 คน อ่านไม่ผิดหรอกครับ ได้ที่ 2 จากท้ายห้อง น่าตกใจไหมครับ?
ถึงตอนนี้ถ้าคุณเป็นตัวหมอ คุณจะทำอย่างไร?
1)จ้างครูมาสอนพิเศษตัวต่อตัว
หรือ 2) ส่งลูกไปเรียนพิเศษและทำการบ้านเพิ่มเติม
หรือ 3) สอนหนังสือลูกด้วยตัวเองอย่างเข้มข้นเพื่อให้ลูกสอบดีขึ้น
ถ้าคุณตอบข้อ 1 , 2 หรือ 3 ข้อใดข้อหนึ่ง คุณตอบ........ผิดครับ
ปิดเทอมหมอส่งลูกไปอยู่กับอาม่า (แม่ของหมอ) ที่กาญจนบุรี ไปใช้ชีวิตเรียนรู้ธรรมชาติต่างจังหวัด เปิดเทอมจึงไปรับกลับมาเรียนตามปกติ ไม่มีการสอนหรือเรียนพิเศษเพิ่มเติมเหมือนเทอมแรก
ผลการสอบเทอมปลาย ลูกหมอเริ่มอ่านหนังสือได้คล่อง สอบได้ที่ประมาณ 22 – 23 ของห้อง
ปิดเทอมใหญ่ก็ไปอยู่กับอาม่าที่ต่างจังหวัดเหมือนเคยจนเปิดเทอม
กลับมาเรียน ป.2 ลูกไปเรียนตามปกติ ทุกอย่างยังทำเหมือนเดิม หมอเพียงตรวจการบ้านว่าทำครบและถูกต้อง ผลการสอบปรากฏว่าลูกค่อยๆ ดีขึ้น
จนประมาณ ป . 3 ก็เริ่มเห็นว่าลูกทันเพื่อนในชั้นแล้ว แต่เกรดการสอบก็อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยปานกลางของห้อง
จะมาเริ่มเห็นว่าลูกเริ่มเก่งประมาณ ม. 1 พอถึง ม. 3 หมอก็แน่ใจว่าลูกเก่งพอสมควร สอบได้เกรด 3 กว่า
พอ ม. 4 – ม. 6 ผลการสอบก็ดีขึ้นตามลำดับ จนสามารถสอบเข้าเรียนแพทย์ได้
จากเด็กที่อ่านหนังสือไม่ออก สอบได้ที่ท้ายสุดของห้อง ปัจจุบันเรียนจบเป็นหมออายุรกรรมโรคหัวใจแล้วครับ
ลูกคนที่ 2 ก็เหมือนกัน ตอนเข้าเรียนชั้นประถม 1 อ่านไม่ออก เขียนเป็นคำไม่ได้ ปรากฏว่าโรงเรียนมีโครงการทดลองจับ เด็กเรียนอ่อนทั้งหมด 40 กว่าคนรวมอยู่ห้องเดียวกัน ให้ครูประจำชั้น 2 คนดูแล
สอนติวพิเศษตอนเย็นทุกวัน ครูสั่งการบ้านเยอะแยะไปหมด เช่นเลข 10 ข้อ แต่ละข้อจะมี 10 ข้อย่อย รวมเป็น 100 ข้อต่อครั้ง ตอนเย็นพ่อแม่ต้องมานั่งรอกันเต็มหน้าห้องทุกวัน หลายคนเป็นทุกข์กังวลใจมากและนั่งคุยปรับทุกข์กันเอง
ส่วนหมอนั้นชินเสียแล้ว เพราะประสบการณ์จากลูกคนแรกสอนว่าถ้าลูกเรานั้นใช้ได้ เริ่มต้นถึงจะช้ากว่า แต่ท้ายที่สุดก็จะสามารถทันเพื่อนได้โดยตัวเขาเอง
โดยไม่ต้องเร่งเรียนพิเศษ ผลการสอนปรากฏว่าเย็นวันหนึ่ง หมอไปถึงหน้าห้อง เห็นห้องปิดหมดทั้งประตูและหน้าต่าง ปิดไฟมืดและเงียบ พ่อแม่นั่งรอคอยกันเต็มหน้าห้องเหมือนทุกวัน
ถามได้ความว่าครูทนไม่ไหว ในความเป็นเด็กอ่อนของนักเรียนทั้งห้อง ซนมาก ไม่สนใจเรียน ไม่ยอมนั่งเรียน เดิน วิ่งไม่ฟังครู จนครูทนไม่ไหว ร้องไห้ ปิดประตูหน้าต่างรวมทั้งไฟและพัดลม ปล่อยให้เด็กนั่งนิ่งเงียบอยู่ในห้อง เป็นการทำโทษ
สักพักจึงปล่อยกลับบ้าน ทำเอาพ่อแม่ใจเสียกันแทบทุกคน ยกเว้นหมอคนเดียวที่มีประสบการณ์มาแล้ว จึงรู้สึกเฉยๆ
เพราะสังเกตเห็นและคิดว่าลูกเรานั้นใช้ได้ โตขึ้นก็จะเก่งและดีขึ้นได้โดยตัวเขาเองเหมือนพี่ของเขาเช่นเดียวกัน
ช่วงเสาร์อาทิตย์ก็เป็นวันครอบครัว พาลูกไปเที่ยวเล่นตามประสาเด็ก เที่ยวเขาดินเหมือนเดิม ปิดเทอมลูกคนเล็กก็ไปอยู่กับอาม่าพร้อมพี่ชาย
ผลการสอบของลูกคนเล็กเป็นไปตามคาด ปีแรกๆคล้ายพี่ชาย แต่ผลการเรียนก็ดีขึ้นตามลำดับ ถึง ม.3 ก็เห็นชัดว่าเขาเรียนใช้ได้ สอบเข้าเรียนได้คณะวิศวะจุฬาฯ จนจบทำงาน 3 ปี แล้วได้ทุนจากธนาคารแห่งหนึ่ง ไปเรียนจบปริญญาโทบริหารธุรกิจ ( MBA) ประเทศสหรัฐอมริกา และกลับมาทำงานที่ธนาคารแห่งนั้นอยู่ในขณะนี้
จากประสบการณ์ที่ได้จากลูกทั้ง2คนที่ผ่านมา หมอจึงไม่แน่ใจว่าการเรียนพิเศษ การติวนั้นจะช่วยให้ลูกเรียนเก่งขึ้น ฉลาดขึ้นในระยะยาวได้จริงอย่างที่หลายคนตั้งความหวังไว้หรือไม่?
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหมอส่งลูกไปเรียนพิเศษ ติวอย่างเข้มข้น ลูกจะเรียนเก่งสอบเอนทรานซ์ได้ดีกว่านี้หรือไม่?
แต่หมอแน่ใจอยู่เรื่องหนึ่งว่า การเคี่ยวเข็ญให้เด็กเรียนหนักทั้งที่เด็กไม่พร้อม ศักยภาพไม่เพียงพอ แทนที่จะช่วยส่งเสริมเด็ก หมอคิดว่ากลับจะทำให้เด็กเหนื่อยเกินไป รู้สึกล้าและเบื่อการเรียน จนโตขึ้นเป็นคนที่ไม่อยากเรียนรู้ ไม่สนใจเรียนเพิ่มเติม ไม่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง เรียนได้แต่ในห้อง ค้นคว้าเรียนเองไม่ได้ คิดเองไม่เป็นและทำงานไม่เป็น
การยัดเยียดให้เด็กเรียนจนเต็มสมอง จนสมองไม่มีที่ว่างพอที่จะเติมหรือใส่อะไรลงไปได้อีกเมื่อโตขึ้นไม่น่าจะเป็นผลดีต่อตัวเด็ก
ถ้าเปรียบเหมือนม้าแข่ง การเฆี่ยนม้าให้วิ่งเต็มที่อยู่ตลอดเวลา โดยที่โค้ชไม่รู้จัก ไม่เข้าใจสภาพและศักยภาพของม้า ไม่มีผ่อนหนัก ผ่อนเบา จนม้าหมดแรง หมดสภาพ
ก็มีแต่จะพ่ายแพ้ เหมือนม้าตีนต้น สู้รู้จักผ่อนหนัก ผ่อนเบา ถนอมม้า แล้วเร่งเมื่อถึงเวลา ก็จะ
เข้าสู่เส้นชัย
เปรียบเหมือนม้าตีนปลายน่าจะได้ผลดีกว่า
ขอให้มีความสุข และสนุกกับการเลี้ยงลูกนะครับ
Credit คลีนิกหมอสังคม
[ความเห็นเพิ่มเติมจากแม่สัน]
คุณหมอที่เขียนบทความนี้ มีความเห็นตรงกับแม่สันเลย เพราะ….
แม่สันเคยบอกครูอนุบาล 1 ของลูกว่า แม่ไม่เน้นอ่านเขียน ลูกไม่จำเป็นต้องเก่งตอนนี้ ไม่อยากให้ลูกล้าตอนโต และเบื่อการเรียนไปเลย แต่ครูก็ยังยืนยันว่าลูกต้องเรียนพิเศษกับคุณครู เพราะลูกเรียนอ่อนมากกก.... ประมาณที่ 2 นับจากท้าย (รองโหล่) และตอนอนุบาล 2 ก็พูดทำนองว่าลูกอาจจะต้องซ้ำชั้น เพราะยังอ่านหนังสือไม่ได้
แม่สันรู้เลยว่า โรงเรียนนี้ “ไม่ใช่” สำหรับลูกแล้ว ต่อให้มีเรียนต่อได้จนถึง ม.6 แม่สันก็คงไม่ให้ลูกเรียนต่อที่นี่ คงต้องหาโรงเรียนใหม่ให้ลูกเรียนแล้ว
และลูกแม่สันก็สามารถสอบเข้าสาธิตฯได้เองโดยยังไม่ได้ไปติวสอบเข้าสาธิต เพราะยังเรียนอยู่อนุบาล 2 เลยได้ไปต่ออนุบาล 3 ที่โรงเรียนสาธิตฯ
แม่สันพาลูกออกจากวงจรชีวิตของเด็กนักเรียนไทย.....
ที่จะต้องไปติวเพื่อสอบตามสถาบันติวเตอร์ต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียง ที่จะต้องแย่งกันไปเอาคิวเวลาเรียน คิวห้องเรียนกันตั้งแต่ตี 3 ตีนั้น เป็นสิ่งที่แม่สันรับไม่ได้ และจะไม่ยอมให้ลูกต้องไปอยู่ในวงจรนี้โดยเด็ดขาด !!!!!!
ลูกของแม่สันสามารถสอบเข้าเรียนคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยของรัฐ Tasmania ได้ โดยไม่เคยไปเรียนพิเศษที่สยามเลย
ตอนปิดเทอม ลูกก็จะอยู่บ้าน อ่านหนังสือ ฟังเพลง วาดรูป ออกกำลังกาย ปฏิบัติธรรม เล่นกับเพื่อน ฯลฯ ปิดเทอมคือเวลาพักผ่อนของลูก เป็นสิ่งที่ลูกต้องการ และแม่ก็ไม่ขัดข้อง
ลูกแม่สันอยากที่จะเรียนหมอเอง.... ไม่ใช่ความต้องการของแม่.....
ลูกเริ่มค้นหาตัวเองตั้งแต่ตอนอายุ 15 และเมื่อค้นหาตัวเองเจอ ก็ตั้งใจเดินทางไปให้ถึงฝัน ลูกบอกว่าตอนสอบ Pre Entrance ลูกพิมพ์ข้อสอบเก่าย้อนหลัง 5 ปี จาก internet มาอ่านเอง ผลสอบมีบางวิชาที่คะแนนของลูกยังไม่ได้ top score อย่างที่ลูกต้องการ
ลูกเลยตั้งใจมากขึ้น ด้วยการพิพม์ข้อสอบเก่า ย้อนหลัง 10 กว่าปีมาอ่านเอง
ข้อย้ำ “ย้อนหลัง 10 กว่าปี”
ผลปรากฎว่าทำให้ลูกได้คะแนนสูงงง.... เพียงพอที่จะเข้าเรียนต่อคณะแพทย์ศาสตร์ที่ตนเองต้องการได้ด้วยตัวเอง
แม่สันเคยบอกลูกว่า การเป็นหมอ ตอนเรียนหนังสือก็เรียนหนัก ตอนทำงานก็ทำงานหนัก ไม่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์เหมือนคนอื่น ลูกหาเงินได้เยอะก็จริง ลูกก็จะไม่มีเวลาใช้เงิน แต่เมียของลูก และลูกของลูกก็จะสบาย
เมื่อลูกได้เรียนในสิ่งที่ตนเองชอบ ถึงแม้จะเรียนหนัก และเหนื่อย เขาก็บอกว่า เขารู้สึกชอบในสิ่งที่เขาเรียนและสนุกกับมัน
สิ่งนี้สำคัญกว่าชอบเรียนในสิ่งที่พ่อแม่ชอบ!! เพราะแม่สันบอกลูกเสมอว่า ชีวิตข้างหน้า ลูกต้องเลือกเดินเอง อยากจะทำงานอะไร ควรจะได้พูดคุยกับคนที่ทำงานอยู่ตรงนั้นจริงๆ และได้เรียนในสิ่งที่ตนเองชอบ เพราะจะได้ทำงานในสิ่งที่ชอบ เพราะจะต้องอยู่กับมันไปตลอดชีวิต จะต้อใช้มันเพื่อการดำรงชีวิตต่อไป
อยากเรียนอะไรเรียนไปเลยลูก! ให้ลูกถามใจตัวเองว่าชอบอะไร อยากทำงานอะไร อยากเป็นอะไร ถ้ามีโอกาศ ก็จะให้ไปพูดคุยกับคนที่ทำงาน field นั้น ๆ เพื่อให้แน่ใจว่า ใช่ไหม ชอบไหม ไม่ต้องเรียนที่แม่ชอบ เพราะแม่ไม่ได้ไปช่วยทำงานด้วย
ลูกของแม่สันคนที่สอง ตอนเข้าเรียนป.1 ไปสอบที่ไหนก็สอบไม่ได้ มารู้วทีหลังว่า ลูกไม่เขียนคำตอบลงในกระดาษคำตอบ ก็ตอนอยู่ ป. 2 คุณครูมาฟ้องว่าลูกส่งกระดาษเปล่าตอนสอบ เลยสอบได้ที่รองบ๊วย
ลูกคนนี้ก็ไม่เคยให้ไปเรียนพิเศษกับติวเตอร์ที่ไหนหช่นกัน ก็คิดว่าถ้าลูกขอเรียน ก็คงจะให้เรียน แต่เขาก็ไม่เคยร้องขอ 
ปัจจุบันนี้ก็เรียนปี 1 ที่มหาลัยมหิดลอินเตอร์
อยากจะบอกทุก ๆ คนว่า อย่าคิดแทนลูก! อย่าทำแทนลูก! อย่าเรียนแทนลูก! ฝึกให้ลูกทำเอง คิดเอง เราเป็นเพียง .ผู้อำนวยความสะดวก" ก็พอ
ด้วยความปรารถนาดี 
แม่สัน
supersuntanee@hotmail.com

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น